สวัสดีครับ คุณปลายปากกาครับ
ผมเคยศึกษางานของฟูโกอยู่บ้าง แต่ศึกษาแบบอยากรู้และนำเอาเอามาเป็นแนวศึกษางานอื่นๆ รวมทั้งเป็นการศึกษาแบบเป็นความต่อเนื่องทำให้ต้องไปศึกษาอย่างไม่ได้ตั้งใจ เนื่องจากผมอยากศึกษางานวิพากษ์ทางศิลปะกับวิธีวิเคราะห์ทางวรรณกรรมของจิตร ภูมิศักดิ์ เพื่อนำมาทำงานวิจัยชุมชนแนวประชาคม พอจะคลำทางได้ก็เลยตามไปอ่านงานของตอลสตอย เลยไปถึงงานของฟูโก แต่ก็กว่า ๑๐ ปีแล้วครับ หลังจากนั้นมาก็เลยทำให้รูจักหาอ่านจากงานเขียนในพากษ์ไทยไทย รวมทั้งงานแปล แต่ก็เป็นแนวอื่นๆซึ่งผมก็อ่านพอได้ทราบความเคลื่อนไหว ไม่ได้ศึกษาลึกซึ้งอะไรเลยครับ งานแนวนี้ (ของฟูโกด้วย) หากสนใจอย่างลึกซึ้งอยากให้ไปอ่านขุมทางปัญญาทั้งไทยและเทศที่ไปสุมอยู่ในงานของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนนะครับ ผมเองแค่ใช้พึ่งตนเองได้ หากคุยก็คงคุยพอผุดประเด็นที่อาจจะมีความน่าสนใจ เพื่อแลกเปลี่ยนแบ่งปันกันได้บ้างหรอกนะครับ พอได้หลักให้รู้วิธีเดินไปเข้าใจในแนวนี้ได้บ้าง
แต่ก่อนอื่น อยากแนะนำว่าคุณปลายปากกาต้องวางคำว่า วาทกรรมของการพัฒนา ลงไปก่อนนะครับ เพราะตามที่ผมทราบและเข้าใจนั้น การเคลื่อนไหวเพื่อให้ความหมายใหม่เรื่องการพัฒนา(ในยุคหนึ่งและในบางแง่มมุมหนึ่ง)นั้น เป็นเพียงการนำเอาวิธีการแบบฟูโกมาใช้เคลื่อนไหวทางสังคมและเคลื่อนไหวทางความคิดเท่านั้นละครับ เช่นเดียวกับงานของจิตร ภูมิศักดิ์เช่นกันครับ พอนำมาศึกษาให้มากเข้า ก็จะพบว่ามีข้อจำกัดที่พยายามนำมาใช้ผลักดันและขับเคลื่อนวิธีมองโลกของสรรพสิ่งตามที่ตนเองมีแนวโน้มที่จะตัดสินใจแล้ว
ทว่า ในทางระเบียบวิธีนั้นสุดยอดเหมือนกันครับ ผมว่า (อาจจะมองอย่างอคติและคับแคบไปหน่อย) หากเทียบชั้นของวิธีสร้างความรู้แนวทฤษฎีวิพากษ์ ความีพลังฉายโชนทางปัญญาและความมีพลังต่อการก่อให้เกิดความตื่นรู้ของผู้คนแล้วละก็ ผมว่าศึกษาจากวิธีของจิตร ภูมิศักดิ์ ชัด มีพลัง และเป็นวิชาการที่หนักแน่นมากกว่าเสียอีกครับ
ก่อนจะมาถึง วาทกรรม ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องมือและวิธีการแสดงออกหรือการแสดงผลนั้น ทรรศนะพื้นฐานที่สำคัญของฟูโกอยู่ที่ 'คุณค่า ความหมายและความเป็นจริงตามบริบททางสังคมวัฒนธรรม และยุคสมัยหนึ่ง' เพราะวิถีทรศนะของฟูโกนั้น ร่วมแนวทางกับกระบวนทรรศน์ทางความรู้ของกลุ่ม Social Learning Theory และ Critical Theory นะครับ ซึ่งเรื่องนี้เข้าใจได้ง่าย เพราะในพรมแดนของศาสตร์ต่างๆนั้น ปรากฏการณ์ทั้งปวงนั้นจำแนกพื้นฐานออกเป็น ๒ เท่านั้น คือ ปรากฏการณ์ธรรมชาติ กับปรากฏการณ์ทางสังคม อย่างแรกไม่มีคน ธรรมชาติเขาก็เป็นของเขาอย่างที่ควรจะเป็น ส่วนปรากฏการณ์ทางสังคมนั้น บางส่วนก็มีมิติที่เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ ทว่า มีคนกับสังคมของมนุษย์ และความเป็นมนุษย์เข้าไปมีส่วนให้ความหมายและเป็นตัวแปร ให้เกิดความหลากหลาย
ตรงนี้แหละครับเป็นฐานในการเชื่อมออกมาสู่ทรรศนะอย่างงานของฟูโก คือ เมื่อมีคนและสังคมมนุษย์เป็นปัจจัยแล้วละก็ ทรรศนะสำคัญของฟูโกก็พอจะกล่าวสรุปได้ว่า ความจริงในบริบทและยุคสมัยหนึ่งๆของสังคมและของสรรพสิ่งนั้น เป็นความจริงที่ถูกสร้างขึ้นและถูกเรียนรู้เพื่อแปรไปสู่การปฏิบัติ ครับ....
แนวทางของฟูโกมีทรรศนะพื้นฐานของระเบียบวิธีเพื่อสร้างความรู้เชิงวิพากษ์ที่สำคัญอยู่อย่างนี้ ส่วนการลากออกมากล่าวถึง การผลิต วาทกรรม นั้น ในการรับรู้ของผม ก็คิดว่าเป็นผลสืบเนื่องและการใช้ประโยชน์จากทรรศนะและระเบียบวิธีการวิพากษ์(ทางวาทกรรม) เท่านั้น อยากย้ำว่าเท่านั้นนะครับ เพราะผมเห็นงานแนวที่กล่าวถึงวาทกรรมในบ้านเราเยอะแยะที่ดูแล้วก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องที่เป็นวิธีวิพากษ์เชิงวาทกรรม
สาระสำคัญของทรรศนะที่กล่าวว่า ความจริงในบริบทและยุคสมัยหนึ่งๆของสังคมและสรรพสิ่งนั้น เป็นความจริงที่ถูกสร้างขึ้นและถูกเรียนรู้แปรไปสู่การปฏิบัติ นั้น ก็มีนัยยะว่า ความจริงของสังคมและที่ผู้คนสร้างขึ้นนั้น เป็นความจริงแบบมีเงื่อนไข เป็นวาทกรรมที่ซ้อนขึ้นมาด้วยในตัวถึงการให้ความหมายใหม่เกี่ยวกับวิถีความรู้และกระบวนการสร้างความจริง โดยมีนัยยะว่า ความจริงและความรู้ที่สร้างขึ้นด้วยมนุษย์นั้น หลุดออกจากการมีความเป็นมนุษย์เข้าไปเป็นตัวแปรไม่ได้ จึงสามารถมีหลายชุดและหลายจุดยืน หลายบริบท อีกทั้งเรียนรู้ พัฒนาการ และเปลี่ยนแปลงได้อย่างเป็นพลวัตร (อันที่จริงใกล้กับวิธีคิดแบบอิทัปปัจยตาและปฏิจสมุปบาท มากจนแทบจะเป็นทฤษฎีเดียวกันได้เลยครับ) จะสถาปนาว่าตนเองราวกับเป็นพระเจ้าแล้วทำให้ความจริง-ความรู้มีอยู่อย่างเดียว ก็คงจะทำให้ผู้คนอยู่ด้วยกันไม่ได้
คล้ายกับจะบอกว่า เมื่อโลกเข้าถึงยุคข้อมูลข่าวสารและสังคมเคลื่อนเข้าสู่สังคมความรู้นั้น เราต้องพัฒนาระบบสังคมให้ทัดเทียมกับธรรมชาติของความรู้ ความจริง และข่าวสารต่างๆที่มนุษย์ใช้แลกเปลี่ยนสื่อสารเกี่ยวกับจริง อย่าติดยึดและใช้เป็นสิ่งที่ทำร้ายกันจนเกินเลย หากแนวคิดนี้นำมาใช้อย่างสร้างสรรค์ละก็ ก็จะนำไปสู่การคุยและปรึกษาหารือกันด้วยความเป็นเหตุเป็นผลจากความจริงและเงื่อนไขของกันและกัน ใช้วาทกรรมและวิถีแห่งปัญญา ความรู้ และการคุยกันให้รู้ความคิดจิตใจกัน
รวมทั้งสามารถสร้างความหมายร่วมกันขึ้นมาใหม่ที่ทำให้ความเป็นขั้วความแตกต่างทางความคิดสลายไปหรือยกระดับให้ครอบคลุมความแยกย่อยอยู่ด้วยกันอย่างลงตัว วิธีการต้องฝึกพูดและฟังกันใหม่ด้วยหัวใจ อย่างการทำ Dialogue สุนทรียสนทนา ก็มีที่มาที่ต้องการแก้ปัญหาที่ไม่รุนแรง สอดคล้องกับแนวทางนี้เช่นกันครับ
ความสำคัญและความหมายก็คือ เป็นหนทางแก้ปัญหาการใช้ความรุนแรงในทุกรูปแบบ และทุกกลุ่มสังคมจึงสามารถนำมาใช้ได้ด้วยครับ เช่น คนภาครัฐก็สามารถผลิตวาทกรรมให้ความหมายการต่อสู้ของภาคประชาชนเป็นอย่างอื่นที่ผิดไปจากเจตนารมย์ของผู้เริ่มต้นก็ได้ วาทกรรมการพัฒนา ก็เป็นการผลิตวาทกรรมที่มุ่งให้ความหมายใหม่ของสิ่งที่เรียกว่าการพัฒนา ซึ่งเมื่อมองไปไกลๆจนสุดพรมแดนแล้วก็คือ ต้องการให้ความหมาย ลดบทบาท และทำให้รัฐแบบดั้งเดิม ไม่เป็นแบบเดิมๆน่ะครับ เป็นการต่อสู้กันด้วยการเมืองของความรู้และพลังอำนาจของความรู้อย่างหนึ่ง
โดยพื้นฐานแล้วเป็นเรื่องที่สร้างสรรค์ครับ ทว่า ต้องมองลงไปในวิถีทรรศนะของงานแนวนี้ด้วยครับ เพราะจิตใจและเจตจำนงค์ภายใต้การผลิตวาทกรรมมาสู้กันอย่างที่เรามักเห็นนั้น (ซึ่งในความเป็นจริงแล้วไม่ควรจัดว่าเป็นการเคลื่อนไหวทางสังคมแนวการสร้างวาทกรรม) มักเป็นคนละชุดกับวิธีคิดของงานแนวฟูโกนะครับ เราจึงเห็นวิธีสร้างวาทกรรมที่เต็มไปด้วยความรุนแรงและเป็นการทำสงครามที่โหดร้ายต่อกันของมนุษย์ที่ทำเป็นเลี่ยงไม่ใช้อาวุธที่เปิดเผยเท่านั้น เป็นวาทกรรมแบบเซียงเมี่ยงน่ะครับ
ในมุมมองผม กรณีอย่างสังคมไทยนั้น ใช้แนวทฤษฎีต่างๆมาเข้าใจและอธิบายให้ทั่วได้ยากครับ จึงไม่ควรไปกังวลมากครับ เรายังเป็นสังคมที่มีพัฒนาการน้อยมาก ลักลั่น ผสมปนเป ไม่มีความเป็นชนชั้นและกลุ่มทางสังคมที่แยกกันได้เด็ดขาด พอสร้างวาทกรรมที่ระบุไปยังกลุ่มทางสังคมและภาคส่วนสังคม ก็เหมือนกับจินตนาการที่ไม่เป็นจริง เพราะสิ่งที่ถูกกล่าวถึงเพื่อให้ความหมายใหม่ด้วยวาทกรรมชุดต่างๆนั้น ก็สร้างขึ้นมาจากทุกคนด้วยเหมือนกัน
ดังนั้น ต้องแยกเอากรณีต่างๆออกมากล่าวถึงทีละชุดจะได้ประโยชน์กว่าครับ อย่างภาครัฐและรัฐกิจนั้น บางกรณีและบางเงื่อนไข ก็มีบทบาทที่ดีและเหมาะสม สร้างสรรค์กว่าภาคส่วนอื่นๆ ทำนองเดียวกันภาคส่วนทางสังคมอื่นๆ บางทีจะไปให้เป็นอย่างที่คิดเอาในเชิงทฤษฎีเพะๆก็ไม่ได้หรอกครับ
จึงน่าจะเป็นประมาณว่า พัฒนากรอบในการคลี่คลายออกมาเป็นวิถีทรรศนะหลายๆกรอบ หลายๆชุด อย่างในวิธีการของจิตร ภูมิศักดิ์นั้น เขาใช้ผสมผสานหลักๆก็ ๓ กรอบ คือหลักฐานและวิธีการแบบประวัติศาสตร์ศิลปะกับโบราณคดี | โครงสร้างทางสังคมตามแนววิภาษวิธีซึ่งเน้นการวิเคราะห์คลี่คลายออกจากการต่อสู้กันทางชนชั้น ความรู้ของชนชั้นไหนก็มีแนวโน้มว่าจะช่วยรับรองและสนับสนุนการผลิตซ้ำสิ่งที่เป็นผลดีต่อชนชั้นนั้น | และวิธีการแบบนิรุกติศาสตร์ แต่นี่ก็เป็นวิธีสรุปของผมเองหรอกนะครับ แต่ละกรอบ วิถีและวิธีคิด ตลอดจนความหมาย วาทกรรม และความรู้ในกรอบวิธีคิดชุดนั้น ก็เชื่อว่ามันมีเหตุผลในเงื่อนไขจำเพาะของตัวมันเอง ยิ่งพิจารณาได้หลายแง่มุม เราก็จะเห็นและได้ความรู้-ความเข้าใจที่สะท้อนจิตใจและมุมมองที่เปิดกว้างน่ะครับ
อย่าง วาทกรรมการพัฒนา นั้น มองก่อนยุคทหาร มาสู่ยุครัฐบาลประชาธิปไตยกึ่งทหารและอำมาตย์ รัฐบาลนักธุรกิจ จนถึงรัฐบาลแบบพลเรือน กระทั่งถึงยุครัฐบาลกับกลุ่มการเมืองแบบมีแม่ยกในยุคนี้นั้น สำหรับผมแล้ว ต้องหาวิธีมองใหม่ๆอีกเยอะเลยครับ หลายชุดวาทกรรมต่อวาทกรรมการพัฒนาก็เช่นกันครับ มองด้วยทรรศนะใหม่ๆก็คงจะได้แนวคิดที่ดีๆอีกเยอะครับ
(ดูเหมือนว่า ฟูโก จะถือเอาปากกาเป็นสัญลักษณ์ในการต่อสู้ของเขาเหมือนเป็นแบรนด์ของเขาอย่างคุณปลายปากกาเลยครับ)