เราจะอยู่ในโลกอย่างไร อย่างไม่เปื้อนโลก ...

...ทุกวันนี้ไม่มีใครมีความสุขและความทุกข์ 100% เพียงแต่ว่าอยู่ที่กรรมของแต่ละคน  บางคนเชื่อถือในเรื่องของอดีตชาติทำมา  บางคนเชื่อถือว่าเป็นเรื่องของการกระทำของตนเอง ซึ่งล้วนแล้วแต่หลีกเลี่ยงไม่ได้ทั้งสิ้น  แต่มีข้อค้นพบว่าจะทำอย่างไรให้หนักเป็นเบา  เบาจนบาง แล้วก็จางหายไป  ไม่มีใครต้องการให้ทุกข์เกิดขึ้นอยู่ทุกวี่ทุกวัน  เราหันกลับมาให้กำลังใจตนเองว่า  มีเกิดแล้วก็มีดับ  ไม่มีอะไรที่คงอยู่ เหมือนดังธรรมะของคุณแม่ชีศันสนีย์ที่ท่านสอนว่า  "ให้เรารู้จักใช้สมมติเพื่อการหลุดพ้น เราไม่ใช้สมมติบัญญัติเพื่อความยึดมั่นถือมั่นอันนำมาซึ่งความทุกข์ แต่เราจะอยู่ในโลกอย่างไร อย่างไม่เปื้อนโลก ถ้าเราเข้าใจโลก ถ้าเรารู้เท่าทันโลก อยู่กับโลกอย่างคนที่มีพัฒนาการภายในจิตใจ ที่จะมองเห็นสิ่งสมมติบัญญัติตามความเป็นจริงว่าเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้น และใช้สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เพื่อการเป็นอิสระจากความยึดมั่นถือมั่น กระบวนการหลังเรียกว่าปัญญา คือเห็นธรรมชาติ เข้าใจกฎของธรรมชาติว่ามันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และจบลง 

          ไม่ว่าเราจะมองธรรมชาติอย่างคนที่ถูกใจเราก็เพลินชอบ ถ้าไม่ถูกใจเราก็เพลินชัง เพราะฉะนั้นธรรมชาติที่เรามองเห็นตามความเพลินชอบ เพลินชังเป็นการมองธรรมชาติตามกิเลส แต่ถ้าเรามองธรรมชาติอย่างเข้าใจธรรมชาติ เราก็จะเห็นว่า ทั้งชอบทั้งชัง อนิจจังทั้งคู่ เพราะฉะนั้นการที่เราเห็นสมมติบัญญัติอย่างคนที่เข้าใจว่า ขันธ์ทั้ง ๕ เป็นของหนักเน้อ ถ้ายึดมั่นถือมั่น แต่ถ้าเผื่อขันธ์ทั้ง ๕ คือชีวิตของเราที่ใช้ไปในโลกนี้อย่างไม่ยึดมั่นถือมั่น เราก็จะใช้ชีวิตนี้อย่างคนที่เกิดมาเพื่อให้โลกภายใน ใช้การเกิดคราวนี้เพื่อการไม่เกิดอีกที่เรียกว่าทุกข์ ทำให้ชีวิตที่สงบเย็นภายในเป็นประโยชน์อย่างกว้างขวาง ไม่เลือกปฏิบัติ หมายความว่า ความเห็นเฉพาะตัวอันคับแคบที่เป็นความเห็นแก่ตัวจะไม่มี นี่คือการใช้สมมติบัญญัติเพื่อการเดินทางไปสู่การวิมุตติคือหลุดพ้นได้" สาธุค่ะ