ชุมชนเรียนรู้นานาชาติ  

ผมสอนในหลักสูตรปริญญาโท สาขาการบริหารการศึกษาหลักสูตรนานาชาติ ของภาควิชาศึกษาศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ [๑] กลุ่มนักศึกษาที่เหลืออยู่ในปีนี้มี ๒๐ คน มาจากหลายประเทศ คือ จีน จีนทิเบต ภูฏาน กัมพูชา เกาหลี ศรีลังกา มัลดีฟ และมีนักศึกษาไทยด้วย ๒ คน ทั้งหมดเป็นระดับผู้บริหาร และเตรียมตนเองเป็นผู้บริหาร รวมทั้งเป็นเจ้าของโรงเรียนและผู้ประกอบกิจการด้านการศึกษา ส่วนใหญ่เป็นผู้ได้รับการเลือกสรรให้เป็นผู้ได้รับทุนการศึกษาจากองค์กรระหว่างประเทศหลายแห่ง เช่น ธนาคารโลก TICA  มูลนิธิฟอร์ด และส่วนหนึ่งเป็นผู้ศึกษาด้วยทุนส่วนตัว

ห้องเรียนและเวทีเรียนรู้ที่ประกอบไปด้วยสมาชิกนานาชาติอย่างนี้ มีความแตกต่างกันหลายมิติและหลายระดับ นับแต่ความแตกต่างด้านปูมหลังทางสังคม ต่างภาษา ต่างเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม ความเชื่อ กระทั่งความแตกต่างระหว่างบุคคล ซึ่งมีมาโดยธรรมชาติของมนุษย์ทุกผู้ทุกนาม การเรียนการสอนจึงต้องวางแนวคิดที่แตกต่างจากการปฏิบัติในห้องเรียนโดยทั่วไปในหลายเรื่อง อีกทั้งต้องเปิดโอกาสให้เกิดกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อที่นักศึกษาจากประสบการณ์และปูมหลังที่แตกต่างกัน จะสามารถใช้กรณีศึกษาจากประเทศของตนให้เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาเรียนรู้ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างสูงสุด ต้องทำความแตกต่างนานาชาติให้กลายเป็นตัวแปรเชิงบวกให้ดีที่สุด

                     

                      ภาพที่ ๑ กลุ่มนักศึกษานานาชาติกำลังศึกษาดูงานห้องเรียนใต้ร่มไม้ ในฐานการเรียนรู้ เกษตร-ศิลป์
                      ของโรงเรียนปิยชาติพัฒนา เขาชะโงก จังหวัดนครนายก ถ่ายภาพ : วิรัตน์ คำศรีจันทร์

เป็นการยากที่จะสอนกลุ่มผู้เรียนอย่างนี้โดยวิธีถ่ายทอดเนื้อหาและให้ความรู้เชิงเทคนิคแบบเบ็ดเสร็จ เพราะความรู้เชิงทฤษฎีและการให้เนื้อหาแบบความรู้ความจำนั้นจะมีข้อจำกัดตรงที่ว่า ในขณะที่สิ่งอันเป็นที่ยอมรับของคนจากประเทศหนึ่งนั้น ก็อาจจะขัดต่อความเชื่อพื้นฐานของอีกสังคมวัฒนธรรมอื่นได้อยู่เสมอ อีกทั้งผู้ที่มีศักยภาพที่อุตส่าห์ข้ามน้ำข้ามทะเลมาศึกษาเล่าเรียนในมหาวิทยาลัยต่างประเทศนั้น หากเราสอนได้เหมือนกับที่เขาเองก็สามารถหาอ่านจากตำราในประเทศของเขา หรือก็ว่าตามกันเหมือนศึกษาค้นคว้าจากแหล่งความรู้ต่างๆของโลกแล้ว เขาก็ไม่ต้องเสียเวลาในชีวิตเพื่อเดินทางมาเรียนรู้จากประเทศไทยก็ได้ 

ดังนั้น จึงต้องมุ่งให้ได้ประสบการณ์ที่ดีจากสังคมไทยเพื่อนำกลับไปเป็นประสบการณ์ตรงของตนเองที่แตกต่างจากการได้ศึกษาเรียนรู้จากประเทศอื่น และต้องเน้นการเปิดประเด็นเพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ได้ขยายกรอบโลกทรรศน์ พัฒนาวิธีคิดทั้งความลุ่มลึกและความรอบด้าน และได้เห็นประเด็นที่มีนัยยะต่อการที่จะนำไปศึกษาค้นคว้าอย่างกว้างขวางด้วยตนเองต่อไป ต้องมุ่งให้นักศึกษามีแรงบันดาลใจ มีทักษะการศึกษาค้นคว้า และมีพลังการศึกษาเรียนรู้อยู่เสมอในชีวิต ขณะเดียวกัน ก็ต้องทำให้การศึกษาเรียนรู้ให้เป็นเวทีการทำงานทางปัญญาและได้พัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการอย่างเป็นตัวของตัวเองเพื่อกลับไปทำงานเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้วยตนเองได้ดีที่สุด ไม่ต้องแบกความรู้ความจำที่เหมือนกันไปหมดกลับไป

เมื่ออาทิตย์ที่แล้วผมสอนในหัวข้อ   Team Management   ในวิชา Organizational Behavior for Educational Administration and Management ก่อนหน้านั้น ก็เป็นการพานักศึกษาฝึกหัดหาประสบการณ์จากการนำเอาความรู้เชิงทฤษฎีไปใช้กับของจริงและศึกษาดูงานภาคสนาม ให้ได้ความเชื่อมั่นในการเป็นผู้รู้และทำได้ด้วยตนเอง พร้อมกับอยู่ในระหว่างช่วยนักศึกษาพัฒนาหัวข้อวิทยานิพนธ์ ผมเลยทำให้ทั้งหมดมีความเชื่อมโยงกันไปด้วย เพื่อนักศึกษาจะได้มีข้อมูล วิธีคิด และพื้นฐานการเรียนรู้ที่ลงลึกในเรื่องสำคัญได้อย่างไม่ต้องเริ่มต้นทุกอย่างเป็นศูนย์ไปหมด การพัฒนาแนวคิดและการจัดกระบวนการเรียนรู้อย่างนี้จึงไม่ใช่ทำหน้าที่สอนนักศึกษาอย่างเดียว ทว่า เป็นการหาโอกาสพัฒนาการศึกษาและการเรียนการสอนไปในตัวด้วย โดยเฉพาะบทเรียนครั้งนี้ของผมในการสร้างสื่อสถานการณ์เพื่อการเรียนรู้ ให้เข้าถึงมิติความรัก ความเมตตา กับการศึกษาเรียนรู้เพื่อสร้างความเป็นพลเมืองในบริบทใหม่ๆของสังคม ผมทั้งได้เรียนรู้จากสิ่งที่ได้แก่นักศึกษาและได้เรียนรู้แนวคิดการพัฒนาการศึกษาเพื่อเด็กของนักศึกษาที่มีจุดยืนจากหลายกรอบวัฒนธรรม

  สำนึกใหม่เพื่อความไร้พรมแดนด้วยความรักและเมตตาธรรม 

โดยความรู้และความเชี่ยวชาญแล้ว นักศึกษาผมล้วนมีพื้นฐานที่ใช้ได้มากทีเดียว ผมเองเลยก็ได้เรียนรู้จากนักศึกษาไปด้วยหลายเรื่อง บางครั้งระหว่างการนั่งทำงานกับนักศึกษาและให้การปรึกษาทำวิทยานิพนธ์ พอเสร็จแล้ว ผมก็มักจะให้นักศึกษานั่งบรรยายให้ผมฟังสักเรื่องหนึ่งจากประสบการณ์ของเขา เช่น นักศึกษาชาวภูฏานซึ่งเป็นผู้อำนวยการสถานศึกษาแห่งหนึ่งในประเทศของเขา ผมก็ขอให้เล่าให้ผมฟังหน่อยว่าประเทศของเขาจัดการศึกษาอย่างไร ถึงได้สามารถทำให้หลักสูตรและสถานศึกษาทั้งหมดในประเทศนับแต่ระดับประถมศึกษาของภูฏานเป็นหลักสูตรสองภาษา คือภาษาภูฏานกับภาษาอังกฤษ และนักเรียนกับคนภูฏานรุ่นใหม่นั้นสามารถพูดและใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันได้ร้อยเปอร์เซ็น หรือขอให้นักศึกษาชาวมุสลิมศรีลังกา ซึ่งเป็นผู้บริหารสถานศึกษาเช่นกัน แต่พื้นฐานของเขาเป็นลูกหลานของครอบครัวชาวนา ผมก็ขอให้เขาเล่าให้ฟังหน่อยว่าเด็กๆพื้นฐานอย่างเขานั้น เรียนรู้และเติบโตในสภาพแวดล้อมอย่างไร ชีวิตชุมชนกับวิถีการศึกษาสมัยใหม่แยกออกจากกันหรือผสมผสานกันได้อย่างไร โดยศักยภาพแล้ว นักศึกษาของผมจึงเป็นคนเก่ง ภาวะผู้นำและทักษะการปฏิบัติดี ที่สำคัญคือ มีความอ่อนน้อมและให้ความละเอียดอ่อนต่อความรู้สึกและจิตใจผู้อื่นมาก รวมทั้งนักศึกษาชาวไทยด้วย ซึ่งยังเป็นคนหนุ่มคนสาวและสามารถทำงานให้กับสังคมได้อีกนาน

                    

                     ภาพที่ ๒ กลุ่มนักศึกษานานาชาติกำลังศึกษาดูงานฐานการเรียนรู้ เกษตร-ศิลป์ 
                     ของ โรงเรียนปิยชาติพัฒนา เขาชะโงก จังหวัดนครนายก ถ่ายภาพ : วิรัตน์ คำศรีจันทร์

โดยพื้นฐานอย่างนี้ บวกกับการได้ทุนและมาศึกษาเล่าเรียนเป็นกลุ่มนานาชาติต่างบ้านต่างเมืองอย่างนี้ พวกเขาจึงเป็นคนส่วนน้อย  ผมเลยปูพื้นความคิดและเปิดมุมมองเกี่ยวกับตัวตนของเขาในอีกแง่มุมหนึ่งว่า หากพวกเขาใช้โอกาสอันงามอย่างนี้เพียงรีบๆเรียนให้จบเพื่อกลับไปทำงานและใช้การจบการศึกษาจากต่างประเทศเพื่อได้ตำแหน่งการงานที่สูงขึ้น ก็ไม่น่าต้องจากไกลบ้านมาศึกษาที่ประเทศไทยอย่างนี้ แต่ในฐานะที่เป็นคนส่วนน้อยที่จะมีโอกาสอันงามอย่างนี้และต้องกลับไปเป็นนักบริหารการศึกษาอีกด้วยนั้น เขาควรเป็นคนที่ทำให้เกิดความแตกต่างขึ้นบ้างว่า ในฐานะที่เห็นสังคมโลกที่กว้างขึ้นนั้น หากสะท้อนประสบการณ์เข้าสู่การวางแผนและบริหารจัดการการศึกษาที่เขาจะมีส่วนได้รับผิดชอบแล้วละก็ เขาควรวางความคิดไปยังเป้าหมายที่ยาวไกลไปด้วยว่า ความจำเป็นใหม่ๆของสังคมที่กว้างกว่าขอบเขตการแยกส่วนประเทศต่างๆ จะสามารถสะท้อนลงสู่การจัดการศึกษาเรียนรู้ให้แก่เด็กๆในท้องถิ่นของแต่ละคนได้อย่างไรหรือไม่ หากคิดที่จะริเริ่มและขับเคลื่อนการศึกษาเรียนรู้ในขอบเขตที่ทำได้ ครูผู้สอนและนักบริหารการศึกษาต้องพัฒนาวิธีคิดและมีแนวปฏิบัติอย่างใหม่ของตนเองอย่างไรบ้าง

ผมยกตัวอย่างชี้นำการคิด เช่น ประเด็นเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน การเปลี่ยนกระบวนทัศน์การพัฒนาจากกระแสหลักของโลก ความสำนึกต่อการเป็นสังคมเดียวกันที่ใหญ่กว่าประเทศ เป็นต้นว่าชุมชนเอเชีย ชุมชนอาเซียน รวมทั้งเป็นพลเมืองของสังคมโลก เหล่านี้ นอกจากกลับไปทำให้เด็กๆเรียนภาษาอังกฤษและออกไปเป็นนักแข่งขันเอาตัวรอดแบบตัวใครตัวมันได้แล้ว เราทำสิ่งใหม่ให้เกิดความแตกต่างออกจากเดิมอย่างไรกันได้บ้างไหม ให้ได้วิธีคิด วิธีมอง และวิธีสะท้อนแนวคิดเหล่านี้ไปสู่การออกแบบและจัดกระบวนการทำงานเสียก่อน แล้วจึงค่อยเลือกความรู้เชิงเทคนิค เข้าถึงจิตใจ จิตวิญญาณ และความสำนึกร่วมในโลกกว้างที่ดีกว่าเดิมก่อน อย่าศึกษาเรียนรู้เพื่อมุ่งจำเพียงความรู้เชิงเทคนิคซึ่งมีอยู่มากมายมหาศาล

  ให้สถานการณ์เพื่อเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรมนานาชาติ : ต่อยอดบันทึกครูคิม โรงเรียนวิทยสัมพันธ์ พิษณุโลก [๒]  

เมื่อคิดใคร่ครวญและตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งต่างๆที่ควรดำเนินการอย่างผสมผสานเพื่อให้นักศึกษาได้ประสบการณ์การเรียนรู้อย่างบูรณาการให้มากเท่าที่จะทำได้แล้ว พอคิดลงตัวและเห็นภาพในหัว ผมก็ลงมือทำหลายอย่างตามที่คิด

๑.การออกแบบแนวคิดและกระบวนการเรียนรู้ : การสะท้อนการเรียนรู้ออกจากความสำนึกเชิงคุณธรรม จิตใจ และประสบการณ์ทางสังคมวัฒนธรรมของตน (Cross-cultural Insigth and Reflection) ผมดัดแปลงแนวคิดนี้จากวิธีสนทนาเพื่อสร้างความระลึกรู้สิ่งที่เป็นค่านิยมและทรรศนะต่อชีวิตของเพลโตและอริสโตเติ้ล กับวิธีสร้างความรู้ขึ้นภายในตนเองผ่านการมีส่วนร่วมจากประสบการณ์การทำงานขับเคลื่อนชุมชนการเรียนรู้และการปฏิบัติการวิจัยแนวประชาคม กระบวนการที่สำคัญก็คือ (๑) การให้สถานการณ์แก่ผู้เรียนชุดเดียวกัน (๒) การตั้งคำถามและกระตุ้นการแลกเปลี่ยนทรรศนะ อภิปราย และเทียบเคียงกับเงื่อนไขแวดล้อมในสังคมของตน (๓) สรุปและให้ประเด็นสำคัญเพื่อนำไปศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองต่อไป

๒.สื่อและกระบวนการ เตรียมพาวเวอร์พ้อย ๑๒ กรอบ [๓]   กับวาดรูปบนกระดาษฟลิปชาร์ต ๑ แผ่น ในสื่อพาวเวอร์พ๊อยต์นั้นแบ่งเป็นสื่อและเนื้อหาประกอบการสอน ๓ ส่วน คือ (๑) ๓ กรอบสำหรับเกริ่นนำ วางแนวให้นักศึกษารู้วิธีมีส่วนร่วม และบอกจุดหมายร่วมกัน (๒) ๗ กรอบสำหรับเป็นเนื้อหาการบรรยายให้แนวคิดและทฤษฎี และ (๓)  ปิดท้ายอีก ๒ กรอบ สำหรับตั้งคำถามและให้ทำกิจกรรม ๒ กิจกรรม คือ (๑) อภิปรายและเสวนากันผ่านการเรียนรู้เรื่อง Who is stoler ? [๔] เป็นสื่อการเรียนรู้จากสถานการณ์และการให้ทำกิจกรรม และ (๒) การวิเคราะห์สังคมมิติ Sociogram เพื่อวิเคราะห์และวางแผนสร้างทีมอย่างไม่เป็นทางการผ่านการเรียนรู้ศักยภาพและภาวะผู้นำของปัจเจก ผมนำเอาเครื่องมือปฏิบัติการชุมชนมาให้คนทำงานในสาขาการศึกษาได้เรียนรู้และให้ทดลองทำจริงไปด้วยกัน ซึ่งในแง่การได้เทคนิคบูรณาการนั้น นักศึกษาก็จะได้เรียนรู้มิติสังคมผ่านเครื่องมือการวิเคราะห์ชุมชนแล้วนำมาใช้บริหารจัดการทางสังคมเพื่อการศึกษาไปด้วย นักศึกษาจะได้รู้จักพฤติกรรมกลุ่มก้อนและอีกมิติหนึ่งของความเป็นชุมชนซึ่งเป็นองค์กรการบริหารจัดการอย่างมีส่วนร่วมอีกชนิดหนึ่งที่เขาจะสามารถขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นได้ในสถานศึกษากับชุมชนของเขา

๓.บทบาทครูผู้สอนแบบผู้ให้สถานการณ์ เกื้อหนุนและกำกับการเรียนรู้ : การเรียนรู้และศึกษาจากสถานการณ์เป็นกลุ่มนานาชาติอย่างนี้ สิ่งที่จะได้เป็นวิธีคิดและบทสรุปที่เป็นการเรียนรู้จะมาจากภายในตัวผู้เรียนแต่ละคนผ่านการอภิปราย สนทนา แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ใคร่ครวญและกลั่นกรองอย่างมีสติตื่นรู้ ครูผู้สอนจึงต้องปรับบทบาทจากผู้สอนไปเป็นผู้จัดกระบวนการเงื่อนไขและส่งเสริมบรรยากาศเพื่อสร้างการเรียนรู้ขึ้นด้วยตนเองของทุกคนแทนการเตรียมเนื้อหาที่สำเร็จรูปและสื่อเพื่อบรรยายถ่ายทอดเนื้อหาให้จดจำอย่างเดียว การที่จะทำอย่างนี้ได้ ก็ต้องศึกษาค้นคว้าให้รอบด้านเพื่อทำงานความคิดและออกแบบกระบวนการเงื่อนไขให้ได้ประเด็นการเรียนรู้ที่มีนัยยะเชิงทฤษฎีหลายแง่มุมสำหรับอภิปรายกับนักศึกษา จากนั้น ก็เตรียมกิจกรรม สื่อ ประเด็นคำถาม แบ่งเวลาและซักซ้อมการจัดกระบวนการให้พอดีกับ ๓ ชั่วโมง ผมดึงเอาทั้งวิชาศิลปะ การทำสื่อ การถ่ายทอดและนำเสนอ เข้ามาใช้ทำงานผสมผสานกับเนื้อหาเชิงทฤษฎีที่จะต้องสอน อย่างเต็มที่ รวมทั้งนั่งอ่านประสบการณ์คนทำงานจากทั่วประเทศที่บันทึกถ่ายทอดประสบการณ์ไว้ในเว็บบล๊อก GotoKnow เพื่อนำมาทำเป็นกรณีศึกษา ที่สุดก็เลือกเรื่อง ขออภัย...ครูผิดเอง ของครูคิม 

๔.เรื่องเล่า Who is stoler ? : เพื่อให้นักศึกษาได้เผชิญกับสถานการณ์เดียวกันแล้วได้สะท้อนทฤษฎีการศึกษาและการเรียนการสอนให้มีความเชื่อมโยงกับมิติสังคมและวัฒนธรรม โดยได้เรียนรู้ออกจากตนเองพร้อมไปกับการได้เห็นวิธีคิดต่อเรื่องเดียวกันในโลกกว้างผ่านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของเพื่อนนักศึกษานานาชาติไปด้วย ผมได้เลือกเรื่องเล่าขออภัย...ครูผิดเอง[๕] ของคุณครูคิม โรงเรียนวิทยสัมพันธ์ อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก มาทำเป็นสื่อสถานการณ์เพื่อใช้เป็นกรณีศึกษาให้นักศึกษาสร้างการเรียนรู้ขึ้นจากกลุ่มผู้เรียนด้วยกัน ผมนำเรื่องของคุณครูคิมมาวิเคราะห์เพื่อปรับแต่งให้ได้รายละเอียดตามที่ต้องการโดยยังคงมีเค้าโครงจากเรื่องเดิม จากนั้นก็วาดรูปอย่างง่ายๆแบบการ์ตูนหัวไม้ขีดด้วยอาร์ตไลน์บนฟลิปชาร์ต ๑ แผ่น แล้วก็เตรียมเล่าเรื่องตามที่ต้องการ

สื่อและกระบวนการต่างๆที่ใช้ในครั้งนี้ ผมทำขึ้นอย่างผสมผสานทั้งสื่อที่ทำด้วยมือ พาวเวอร์พ๊อยต์ อินเทอร์เน็ต เว็บบล๊อก ประเด็นคำถามและกิจกรรมระดมความคิด รวมไปจนถึงการเชื่อมโยงเอาสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในที่อันห่างไกลของประเทศเข้ามาสู่ห้องเรียนในอีกกาละเทศะหนึ่ง ซึ่งทั้งหมดผมออกแบบและจัดวางเป็นองค์ประกอบให้มุ่งส่งเสริมการสื่อสารและปฏิสัมพันธ์กันแบบ ๒ ทางของสื่อบุคคล ทั้งผู้สอนและกลุ่มผู้เรียนในห้อง

                      

                       ภาพที่ ๓ รูปวาดแบบการ์ตูนหัวไม้ขีดบนกระดาษฟลิปชาร์ตสำหรับทำเป็นสื่อให้สถานการณ์กรณีศึกษา 
                       วาดภาพ : วิรัตน์ คำศรีจันทร์

 ๕.เรื่องราวที่นำมาเป็นกรณีศึกษา  : “....ครูและนักเรียนโรงเรียนแห่งหนึ่ง เป็นโรงเรียนในชนบท อยู่ไกลจากรุงเทพหลายร้อยกิโลเมตร เด็กส่วนใหญ่มาจากครอบครัวฐานะปานกลางถึงค่อนข้างยากจนและยากไร้ ครูผู้สอนเป็นสุภาพสตรี ทุ่มเทให้กับการเรียนการสอนแก่เด็กมากกว่าต้องการให้เด็กได้ศึกษาเล่าเรียนตามมาตรฐานของหลักสูตรอย่างเดียว ทว่า ต้องการสร้างเด็กให้เติบโตเป็นพลเมืองที่ดี มีความรับผิดชอบ มีคุณธรรม เป็นคนดี มีความสุข มีสำนึกทางสังคมและได้พัฒนาความรับผิดชอบความเป็นส่วนรวมของสังคมด้วยตนเอง การให้เด็กได้ทำกิจกรรมและได้การเรียนรู้ทางสังคมจึงทำควบคู่ไปกับการเรียนการสอนเชิงวิชาการอยู่เสมอ | วันหนึ่งครูก็ทำกิจกรรมในห้องเรียน และระหว่างให้เด็กๆได้ทำกิจกรรมการเรียนอยู่นั้น ครูก็ถอดเสื้อแจ๊คเก๊ตของตนเองแขวนไว้บนเก้าอี้ | พอสอนและทำกิจกรรมเสร็จ เด็กๆและคุณครูก็กลับบ้าน พอกลับถึงบ้าน คุณครูถึงได้พบว่าสตางค์ในกระเป๋าสตางค์ของตนเองที่มีอยู่ ๓ พันได้หายไป สำหรับครูในชนบทแล้ว เงิน ๓ พันเป็นสิ่งที่มีความหมายมาก แต่ไม่มากเท่ากับที่คุณครูต้องกระทบกระเทือนจิตใจลึกๆเมื่อคิดว่า ผู้ที่เอาไปอาจจะเป็นเด็กๆคนใดคนหนึ่งที่เธอพากเพียงสร้างเขาอย่างสุดจิตสุดใจนั่นเอง | คุณครูเก็บความคิดไว้ ๑ วันว่าจะทำอย่างไรดี ในที่สุดก็ตัดสินใจว่าปล่อยให้ผ่านไปเฉยๆไม่ได้ เพราะเด็กๆต้องเติบโตต่อไปอีก การปล่อยให้ผ่านไปอย่างเพิกเฉยเด็กจะรับรู้ผลการกระทำของตนเองต่อสังคมที่ผิดจากความเป็นจริง จึงเริ่มค่อยๆคุยกับเด็กทีละคนและบ้างก็เป็นรายกลุ่ม ไม่พบผู้ที่เอาสตางค์ไปแต่ก็ได้ข้อมูลที่ค่อนข้างสอดคล้องกันพุ่งตรงไปยังเด็กคนหนึ่ง แต่เมื่อได้พูดคุยอย่างไรเด็กก็ไม่ยอมรับ | ๒-๓ วันต่อมา คุณครูตัดสินใจขอความร่วมมือกับตำรวจ ตำรวจเดินทางไปที่โรงเรียน และระหว่างนั้น เด็กที่ถูกต้องสงสัย ก็ได้เข้ามาหาคุณครูและกราบคุณครู | เขาสารภาพต่อคุณครูว่าเขาเป็นคนเอาไป เขาไม่ได้กลัวตำรวจ แต่เขารู้สึกเสียใจเมื่อรำลึกถึงสิ่งที่คุณครูพร่ำสอนและเสียใจที่ทำให้คุณครูของเขาเสียใจ เขานำเอาสตางค์นั้นไปซื้อรองเท้าและของที่วัยรุ่นอยากได้เกือบหมดแล้ว จึงไม่มีสตางค์มาคืนให้ครู คุณครูเองก็รู้สึกเสียใจ แต่ก็กำหนดใจไว้แล้วว่าจะไม่เอาเรื่องเด็ก จึงได้เข้าไปกอดเด็กและให้การอบรมสั่งสอนไปตามสมควร | เด็กกราบขอโทษ ต่อมาก็ตั้งใจเรียนเป็นคนดี..” [๖]

๖.การนำเสนอสถานการณ์และจัดเงื่อนไขการเรียนรู้ : ผมใช้เวลาเล่าประมาณ ๑๐ นาที เสร็จแล้วก็ตั้งคำถามว่า (๑) หากเป็นท่าน ท่านจะทำอย่างไร ? และ (๒) ท่านจะมีวิธีแก้ปัญหานี้โดยใช้ความเป็นทีม ได้อย่างไร ?

  ด้วยคุณธรรม ความรัก และเมตตาธรรม 

นักศึกษาสุภาพสตรีสองสามคน ฟังเรื่องที่ผมเล่าและพรรณาบรรยากาศแวดล้อมของเด็กๆและครูในเรื่องที่เป็นกรณีศึกษาแล้วทำท่าซึมๆขึ้นมาเลยทีเดียว จากนั้น ก็อภิปรายกันอย่างกว้างขวางพอสมควร นักศึกษาซึ่งเป็นผู้บริหารสถานศึกษาคนหนึ่งจากกัมพูชา อภิปรายว่า หากเป็นเขา เขาจะไม่แจ้งตำรวจ รวมทั้งจะไม่ทำให้เพื่อนๆและคนรอบข้างของนักเรียนได้รู้ เขาจะค่อยๆคุยกับเด็กไปอยู่เสมอๆแม้จะไม่รู้ตัวที่แน่ชัด เพราะในสังคมของเขายังเป็นสังคมที่แคบ เรื่องอย่างนี้จะทำให้เด็กๆถูกตีตราซึ่งเด็กจะเติบโตไปในอนาคตได้ไม่ดี

อีกคนหนึ่งเป็นครูและเจ้าของโรงเรียนเอกชนชาวเกาหลี เขาบอกว่าเขาเคยมีประสบการณ์อย่างนี้ที่ประเทศของเขาเองเหมือนกัน และเขาแก้ได้โดยใช้ความเป็นครูของเขากับเด็กอย่างเดียว เขาคิดเหมือนกับเพื่อนชาวกัมพูชา นักศึกษาอีกคนชาวมัลดีฟบอกว่าจะต้องแก้ด้วยตนเองให้ได้ หากต้องทำเป็นทีม ก็จะจำกัดกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องให้แคบที่สุดคือจะเริ่มจากครูแนะแนวและครูผู้ปกครอง จะไม่ให้คนอื่นเข้ามาเป็นทีมในการแก้ปัญหานี้ นักศึกษาชาวจีนก็บอกว่าหากเป็นครูก็จะแก้ไขด้วยตนเองให้มากที่สุด อีกคนหนึ่งชาวศรีลังกาบอกว่าจะแก้ไขด้วยตัวคุณครูเองให้ได้ หากต้องพึ่งทีมและคนอื่นก็จะเริ่มจากครูแนะแนวและครูผู้ปกครองแล้วก็จะขยายไปตามความจำเป็น แต่จะไม่ให้หลุดออกไปสู่คนนอกโรงเรียน นักศึกษาไทยบอกว่าเขาจะนึกถึงผู้ปกครองและเดินไปแก้ปัญหากับผู้ปกครอง

  สรุปบทเรียน  

การให้สถานการณ์เพื่อเปิดประเด็นเรียนรู้และสร้างสัมมาทรรศนะจากหลายกรอบวัฒนธรรมของหลายชาติหลายภาษา แทนการถ่ายทอดเนื้อหาแบบเบ็ดเสร็จให้เป็นความรู้ความจำ ก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ได้เป็นอย่างดีเมื่อผู้สอนจัดกระบวนการและส่งเสริมการคิดการแสดงออกได้อย่างเหมาะสม ทุกคนมีวิธีแก้ปัญหาด้วยแนวคิด ทฤษฎี และตัวแบบการพิจารณาที่แตกต่างกัน แต่จุดยืนร่วมกันอย่างหนึ่งของทรรศนะจากต่างสังคมวัฒนธรรมและต่างเชื้อชาติก็คือ คุณธรรมต่อเด็กที่เกรงว่าจะถูกตีตราและรับรู้ตนเองในความเป็นคนไม่ดี ทำให้เติบโตและพัฒนาไปเป็นพลเมืองที่ดีในอนาคตไม่ได้ การได้ลองย้อนเข้าไปเรียนรู้จิตใจและคุณธรรมบนพื้นฐานความเป็นมนุษย์ในตนเองของแต่ละคน เราก็สามารถมีประสบการณ์ต่อความเป็นสากลบางอย่างอยู่ภายใต้ความแตกต่างหลากหลายด้วยสัมผัสตรงจากภาวะภายในของทุกคน ด้วยเหตุนี้ เราจึงพอจะมองเห็นภาพสะท้อนอนาคตลางๆของเด็กๆพลเมืองของสังคมโลก ว่าจะได้อยู่ในอ้อมกอดของครูอาจารย์และนักบริหารการศึกษาตัวเล็กๆที่มีความรักและความเมตตาอันกว้างขวาง 

นักศึกษาได้อภิปรายและตรวจสอบการเรียนรู้ตนเองทั้งจากการสะท้อนจิตใจต่อสถานการณ์ที่ให้ และจากการเปรียบเทียบกับหลากทรรศนะของเพื่อนนักศึกษาจากประเทศต่างๆ จากนั้น ผมก็พานักศึกษาทำกิจกรรมอื่นๆในขั้นต่อไปอีก.

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

กิตติกรรมประกาศ

บทความนี้หากเป็นประโยชน์ต่อท่านผู้อ่านและผู้สนใจ ขอได้รำลึกและมอบความขอบคุณไปยัง คุณครูคิม : คุณครูนพวรรณ พงษ์เจริญ และนักเรียน โรงเรียนวิทยสัมพันธ์ อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก รวมทั้งเว็บบล๊อก GotoKnow และคณะทำงานผู้ดูแลเว็บที่เป็นแหล่งให้คนทำงานได้รวบรวมถ่ายทอดประสบการณ์ไว้ ซึ่งทำให้สามารถนำมาพัฒนาขยายผลสู่กิจกรรมการเรียนการสอนในครั้งนี้ได้เป็นอย่างดี

เชิงอรรถ การอ้างอิงภาพ และบทความ

[๑] ปัจจุบันอยู่ระหว่างปรับปรุงหลักสูตรเป็น หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาบริหารจัดการการศึกษา(หลักสูตรนานาชาติ) ภาควิชาศึกษาศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา / M.Ed. : Master Degree Program in Educational Administrationa and Management (International Program)
[๒] คุณครูคิม : นพวรรณ พงษ์เจริญ โรงเรียนวิทยสัมพันธ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เขต ๓ จังหวัดพิษณุโลก : http://gotoknow.org/profile/krukim เมื่อ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓
[๓] Participatory Team Building and Particiatory Team Management, by Wirat Kamsrichan, Ed.D. in Population Education : http://gotoknow.org/file/wiratkmsr/TeamManagement.pdf : เมื่อ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓
[๔] Case Study 2, by Wirat Kamsrichan, Ed.D. in Population Education : http://gotoknow.org/file/wiratkmsr/view/500505 : เมื่อ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓
[๕] ขออภัย...ครูผิดเอง โดย ครูคิม : นพวรรณ พงษ์เจริญ โรงเรียนวิทยสัมพันธ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เขต ๓ จังหวัดพิษณุโลก : http://gotoknow.org/blog/krukim/322236 เมื่อ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓
[๖] ดัดแปลงให้มีข้อมูลในรายละเอียดให้ต่างไปจากเรื่องเดิมโดยกรณีศึกษาดังกล่าวนี้มีเค้าโครงมาจากเรื่องที่เกิดขึ้นจริง