กิจกรรมการเรียนรู้นอกฤดูของผม จึงเป็นเพียงการเตรียมความพร้อมให้นิสิตได้ตระหนักถึงบทบาทและสถานะของตัวเองที่จะต้องเติบโตไปรับผิดชอบต่อสังคมในภายภาคหน้า

ก่อนการเดินทางกลับไปเยือนบ้านหนองบัวแปะ
ต.ขามเรียน อ.ยางสีสุราช จ.มหาสารคาม  ผมไม่ลืมที่จะชวนให้ทีมงาน  หรือแม้แต่นิสิตที่เป็น “ลูกฮัก”  และนิสิตกลุ่มใหม่ที่จะร่วมสัญจรไปสู่ชะตากรรมเดียวกันมานั่งทบทวนผลแห่งการเรียนรู้ในหลายรอบเดือนที่ผ่านมา  และนั่นก็หมายถึงการ “ถอดบทเรียน”  ตามแบบฉบับของผมเอง

 

ยิ่งเจ้าหน้าที่นั้น  ผมไม่ลืมที่จะฝากย้ำว่า พวกเขาต้องลงแรงเป็นส่วนหนึ่งกับนิสิต  เฉกเช่นแนวคิด หรือแนวทางที่ผมเคยสอนงานสร้างทีมไว้ว่า “พูดให้ฟัง-ทำให้ดู-อยู่เป็นเพื่อน”  
 


การจัดเตรียมเวที โดยใช้รถสิบล้อเป็นเวทีและฉาก


มุมนิทรรศการสื่อการเรียนรู้ที่นิสิตจัดทำขึ้นแบบเรียบง่าย

 

สำหรับก่อนหน้านี้ในรอบหลายๆ เดือน  นิสิตกลุ่ม “ลูกฮัก”  เคยได้สัญจรกลับไปยังหมู่บ้านเป็นระยะๆ  มีงานบุญในหมู่บ้านเมื่อไหร่  เรียกได้ว่าพวกเขาก็จะเดินทางไปช่วยพ่อฮักและแม่ฮักอยู่เนืองๆ  บางคนก็กลับไปช่วยชาวบ้านเกี่ยวข้าวในแปลงนาด้วยก็บ่อย 


และก่อนหน้าการเก็บเกี่ยวผลผลิตในแปลงนา  พวกเขาทั้งต่างก็ทยอยกันกลับไปสร้าง “เชิงเทียน” ให้กับชาวบ้าน  โดยนิสิตได้ลงแรงและลงงบประมาณไปจำนวนหนึ่ง  ซึ่งเชิงเทียนที่ว่านี้  ก็เป็นประหนึ่งอนุสรณ์แห่งการเรียนรู้ร่วมกันระหว่าง “นิสิตกับชาวบ้าน”  และเป็นสัญลักษณ์ทางใจอันหมายถึงความผูกพันของ ลูกฮักกับพ่อฮัก”  ไปในตัว 

  
เชิงเทียนและหนังสือใบลานที่ทำความสะอาดและจัดเก็บเป็นที่เรียบร้อย

การได้มาซึ่งเชิงเทียนนั้น  เป็นผลพวงของการร่วมคิดของนิสิตกับชาวบ้าน หรือหากจะเรียกว่า
เป็นความปรารถนาของชาวบ้านล้วนๆ ก็คงไม่ผิดนัก  เพราะเชิงเทียนเดิมที่มีอยู่นั้น ก็อยู่ในสภาพ
ผุโทรมอย่างเห็นได้ชัด โชคดีหน่อยเราสามารถสร้างเชิงเทียนได้แล้วเสร็จก่อนเทศกาลออกพรรษาพอดี  จึงพลอยให้ได้ใช้งานในวิถีวัฒนธรรมของชุมชนอย่างน่าชื่นใจ
 

หากแต่คราวนี้  การขบคิดของนิสิตนั้น  ได้หยิบเอาข้อมูลอันเกิดจากผลการเรียนรู้ชุมชนมาเป็นตัวตั้งอีกครั้ง โดยประสานเข้ากับความต้องการด้านการให้บริการของชาวบ้าน  จึงสรุปโดยรวมได้ว่า  การกลับไปเยี่ยมยามถามข่าวในครั้งนี้  นิสิตจะจัดกิจกรรมใดบ้าง...
 

ด้วยเหตุนี้  การจัดกิจกรรม “ต้านลมหนาวถามข่าวคราวชาวบ้าน”  ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๕๓  ณ บ้านหนองบัวแปะ  จึงเกิดขึ้นภายใต้รูปแบบกิจกรรมง่ายๆ ที่ไม่ซับซ้อนนัก  โดยยึดหลักกิจกรรมที่เคยจัดขึ้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก  แตกต่างกันก็ตรงที่ว่า ครั้งนี้, มีกิจกรรมทางภูมิปัญญาเข้ามาเติมเต็มอย่างชัดเจน

 

 

กิจกรรมในทางภูมิปัญญาที่ว่านั้น  เราใช้ “วัด” เป็นห้องเรียนนอกฤดูแบบเสร็จสรรพ  ประกอบไปด้วยการสอนเด็กและเยาวชนให้ตระหนักถึงงานศิลปะหัตกรรมพื้นบ้าน  โดยการจักสานใบลานเป็นของเล่นชนิดต่างๆ  รวมถึงการให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลรักษา “หนังสือใบลาน” (หนังสือผูก) ที่มีอยู่ในวัดให้ถูกสุขลักษณะ  พร้อมๆ กับการคัดแยกเรื่องราวของใบลานออกเป็นหมวดหมู่  เพื่อเตรียมเข้าสู่การสอนการอ่านในชุมชนต่อไป  ซึ่งผมและทีมงานตั้งใจว่าจะมาสานต่อกระบวนการนี้อีกครั้ง
 

นี่เป็นเพียงสองกิจกรรมเล็กๆ ที่ทีมงานได้หยิบยกขึ้นมาสานสร้างขึ้นในเวลาอันจำกัด 
อันเป็นผลพวงการเรียนรู้ในหลายรอบเดือนที่ผ่านมา  แต่มีนัยสำคัญที่เรารู้ดีว่า สิ่งเหล่านี้ คือ กิจกรรมที่เราจะลงพื้นที่อีกรอบ  เพื่อจัดกิจกรรมให้ต่อเนื่องและเป็นรูปธรรมอย่างจริงจัง  รอเพียงให้ชุมชนพร้อมเท่านั้นเอง  แต่นั่นก็ยังไม่รวมถึงกิจกรรมการจัดตั้งวงดนตรีลูกทุ่งให้กับเยาวชนในหมู่บ้าน  ซึ่งเป็นการพัฒนาศักยภาพของเยาวชนในหมู่บ้าน  โดยเชื่อว่า นั่นคือกระบวนการหนึ่งของการกล่อมเกลาให้เยาวชนตระหนักในคุณค่าของตัวเอง และสังคม ฯลฯ...

 

สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้  เป็นที่น่ายินดีว่า รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานิสิต (ผศ.ดร.สุจิน
บุตรดีสุวรรณ)
  ได้เดินทางลงพื้นที่กับพวกเราด้วย  ทั้งผมและชาวบ้านจึงถือโอกาสนำท่านเข้าเยี่ยมชมศักยภาพ หรือวิถีชีวิตของชาวบ้าน ด้วยการเดินเท้าไปสู่แหล่งเรียนรู้อย่างหลากหลาย  โดยเฉพาะการพาท่านไปดูชมไร่นาสวนผสมในแบบเศรษฐกิจพอเพียง  ซึ่งเป็นการการันตีว่า ทั้งผมและทีมงานเลือกพื้นที่ให้นิสิตมาเรียนรู้อย่างไม่ผิดเพี้ยน
 


ละครไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ฯ


บ้านหนองบัวแปะเป็นหมู่บ้านที่มีการรวมกลุ่มกันอย่างเข้มแข็งและเป็นปึกแผ่น   เป็นอีกชุมชนหนึ่งที่กำลังขับเคลื่อนเรื่อง “คุณธรรมนำชีวิต เศรษฐกิจพอเพียง” ได้อย่างเป็นรูปธรรม  มีแผนแม่บทพัฒนาชุมชนเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีอย่างน่าสนใจ  เป็นต้นว่า มีการรวมกลุ่มจัดทำปุ๋ยชีวภาพ  มีกองทุนบำนาญชาวนา มีสหกรณ์ชุมชน  มีการรวมกลุ่มสาขาอาชีพต่างๆ  มีการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างน่าเคารพ  อาทิ ไม่ใช้สารเคมี  ปลูกผักปลอดสารพิษ  ซึ่งทั้งปวงนั้น เป็นแนวทางการขับเคลื่อนในภาคชุมชนด้วยแนวคิด “เจ้าของปัญหา คือผู้แก้ปัญหาที่ดีที่สุด”  ส่วนหน่วยงานภายนอกก็เป็นเพียงผู้ “ส่งเสริมสนับสนุน” หรือ “เอื้ออำนวย”  กระบวนการอื่นๆ เท่านั้น

 

โดยส่วนตัวนั้น  ผมชื่นชมกระบวนการขับเคลื่อนชุมชนของชาวบ้านหนองบัวแปะมาก  โดยเฉพาะการขับเคลื่อนด้วยการเรียนรู้จากการลงมือทำ  พร้อมๆ กับการตั้งโจทย์ปัญหาร่วมกัน เสร็จแล้วก็ลงมือพิสูจน์อย่างไม่ย่อท้อ  

ซึ่งกระบวนการต่างๆ มีทั้งการทำแบบแยกส่วน และทำแบบรวมกลุ่ม แต่ทั้งปวงนั้น ก็ไม่ละเลยที่จะมาถอดบทเรียนร่วมกันอยู่วันยังค่ำ  ก็ด้วยกระบวนการเช่นนี้แหละ  ผมถึงไม่เคยลังเลที่จะส่งนิสิตเข้ามาฝากตัวเป็นลูกฮัก เพื่อร่วมเรียนรู้กับชาวบ้าน  และผูกโจทย์การเรียนรู้นั้น เป็นการบริการสังคมจากมหาวิทยาลัยถึงชุมชนไปในตัว โดยมีนิสิตเป็นคนเชื่อมโยงตามแบบฉบับที่ผมเรียกมันว่า “เรียนนอกฤดู” 



มุมสอยดาว และเสื้อผ้าที่นำมามอบให้กับชาวบ้าน

 

แน่นอนครับ  นิสิตอาจไม่ใช่นักวิชาการ หรือนักพัฒนาชุมชนที่ชำนาญการในเรื่องของการพัฒนาและกระตุ้นกระบวนการเรียนรู้ชุมชน  แต่เพราะพวกเขายังอยู่ในฐานะของการเรียนรู้  ยังไม่ใช่คนที่มีบทบาทและสถานะที่จะต้องแบกรับเรื่องเหล่านั้นทั้งหมด  กิจกรรมการเรียนรู้นอกฤดูของผม  จึงเป็นเพียงการเตรียมความพร้อมให้นิสิตได้ตระหนักถึงบทบาทและสถานะของตัวเองที่จะต้องเติบโตไปรับผิดชอบต่อสังคมในภายภาคหน้า  แต่หากจะมีนิสิตสักคนที่ค้นพบและตระหนักได้อย่างไม่ต้องใช้เวลาอันมากมายไปกว่านี้ว่าตัวเขาเอง มีหน้าที่ที่จะต้องพัฒนาตัวเอง  และมีจิตอาสาที่จะต้องแสดงตัวตนเพื่อรับผิดชอบสังคมไปพร้อมๆ กัน 
        - ผมก็ถือว่า การเรียนนอกฤดูของผม  ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่...และผมก็เฝ้าภาวนาอย่างเงียบๆ เช่นนั้นเสมอมา

          และหากเป็นเช่นนั้นจริง  ผมก็คงไม่มีวันที่จะรู้สึกท้อที่จะเสาะแสวงหาพื้นที่การเรียนรู้นอกฤดูให้กับนิสิตไปเรื่อยๆ  หรือแม้แต่ชวนให้นิสิตได้เลือก หรือแสวงหาพื้นที่การเรียนนอกฤดูด้วยตัวเองอย่างไม่หยุดยั้ง  โดยมีผมและทีมงาน   คอยสร้างกระบวนการเรียนรู้ต่างๆ  อยู่ใกล้ๆ 

         หรือแม้แต่คอยกระซิบเตือนให้พวกเขาไม่หลงลืมที่จะตอบแทนพื้นที่แห่งการเรียนนอกฤดูนั้นๆ บ้าง  ไม่ใช่มาตักตวงเรียนรู้ แต่ไม่เคยคืนอะไรให้กับชุมชนนั้นๆ เลย
 

...................................................

๑๖ มกราคม ๕๓
บ้านหนองบัวแปะ,ยางสีสุราช
มหาสารคาม