เมื่อวันที่ 8 - 9 มิถุนายน 2549 ดิฉันได้มีโอกาสไปเข้ารับการอบรมในหลักสูตร การพัฒนาวิทยากรเพื่อทำงานบริการวิชาการ แบบบูรณาการ ณ ห้องประชุม SMEs ชั้น 6 อาคารศูนย์บริการวิชาการ โดยศูนย์บริการวิชาการเป็นผู้จัดอบรมในหลักสูตรดังกล่าว ดิฉันรู้สึกยินดีมากที่ได้เข้าร่วมในโครงการที่มีประโยชน์แก่สังคม โดยผู้เข้ารับการอบรมมีหลากหลายจากคณะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์ ข้าราชการ สายต่างๆ มากมาย ซึ่งในวันแรกดิฉันได้รับความรู้เกี่ยวกับประสบการณ์และเทคนิคการทำงานกับชุมชน จากท่าน ดร. กระจ่าง พันธุมนาวิน อดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ทำให้ดิฉันได้ทราบในอีกแง่มุมหนึ่งที่ดิฉันไม่เคยสัมผัสมาก่อน ดิฉันไม่เคยทำงานที่เป็นลักษณะการพัฒนาชุมชนมาก่อนเลย แต่ในวันนั้นดิฉันได้โจทย์มาข้อหนึ่งก็คือ "ท่านจะเข้าไปทำอะไร และจะเข้าไปทำงานกับเขาในลักษณะใด" จากตรงนั้นดิฉันได้ลองตีความว่าดิฉันคงต้องนำความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศเข้าไปช่วยชุมชนนั้นๆ โดยท่านวิทยากรคงพอจะทราบว่าผู้เข้ารับการอบรมยังไม่เห็นสภาพจริงที่ต้องไปพัฒนา จึงได้มีการจัดไปดูสถานที่จริง ณ สถาบันภูมิปัญญาท้องถิ่นอีสานใต้ อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ ในวันที่ 9 มิถุนายน 2549 ซึ่งดิฉันก็ตื่นเต้นมากค่ะ เพราะว่าไม่เคยในลักษณะพัฒนาชุมชนมาก่อนเลย พวกเรานัดรวมตัวกันที่เวลา 5.45 น. และล้อหมุนเมื่อเวลา 6.00 น. ซึ่งทุกคนค่อนข้างจะตรงเวลากันมากค่ะ เราก็นั่งรถมาเรื่อยๆ และแล้วเราก็มาถึงจุดหมายคือที่ สถาบันภูมิปัญญาท้องถิ่นอีสานใต้ อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ อย่างปลอดภัย จากนั้นเราได้พบวิทยากรคือ ครูบาสุทธินันท์ ซึ่งตอนแรกดิฉันเข้าใจว่าเป็นพระ แต่ต่อมาดิฉันจึงพบว่าท่านวิทยากรไม่ใช่พระ แต่เป็นบุคคลที่ชาวบ้านเคารพนับถือกัน เพราะทำคุณประโยชน์ให้กับชุมชน โดยท่านได้นำเสนอเรื่องราวกิจกรรมต่างๆ ที่ได้ทำให้กับชุมชน จากนั้นก็ได้พาดิฉันและคณะที่มาเดินชมสถานที่จริง ซึ่งวันนั้นอากาศร้อนอบอ้าวมากค่ะ แดดก็ร้อน แต่ดิฉันก็รู้สึกสนุกนะคะ ที่ได้สัมผัสถึงชีวิตอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งเป็นชีวิตที่อยู่แบบพอเพียงอย่างแท้จริง และดิฉันรู้สึกชื่นชมครูบาสุทธินันท์มากค่ะ ที่ได้อุทิศตนในการนำความรู้ที่มีอยู่มาปรับให้เข้ากับสภาพท้องถิ่นเพื่อพัฒนาให้เป็นไปในทางที่ดีขึ้น ดิฉันคิดว่าครูบาสุทธินันท์น่าจะยึดเอาเป็นแบบอย่างนะคะ เพราะดิฉันลองถามท่านดูว่าท่านเริ่มมาจากอะไร ท่านตอบว่าเริ่มเพราะอยากทำและทำมาเรื่อยๆ ไม่หยุด ได้บ้างเสียบ้าง แต่ก็ไม่ท้อ และท่านก็ยังบอกว่าท่านทำมาเป็น 10 ปีแล้วค่ะ ดิฉันคิดว่าท่านเป็นนักทดลองและนักวิจัยที่แท้จริง โดยเป็นที่หัวใจจริงๆ หัวใจที่ไม่ยอมแพ้ ท่านครูบาสุทธินันท์ได้นำเดินมาพาชมรอบๆ บริเวณที่ท่านได้ทำการทดลองแล้วก็ได้เวลาจวนเจียนจะบ่ายเต็มที ก็ได้มาทานข้าวกันก่อนเดินทางกลับ อาหารอร่อยมากค่ะ ทุกคนที่นั่นมีน้ำใจและจิตใจดีมากค่ะ ก่อนกลับดิฉันยังได้ซื้อหนังสือติดมามาเล่มหนึ่งคือ คนนอกระบบ โดยครูบาสุทธินันท์ ปรัชญาพฤทธิ์ เป็นผู้แต่งค่ะ จะเกี่ยวกับด้านเกษตรกรรมการปรับใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม ดิฉันคิดว่าจะเริ่มศึกษาจากครูบาสุทธินันท์ในเล่มนี้ก่อน เผื่อจะได้ Idea อะไรดีๆ ในการพัฒนาชุมชนหรือปรับใช้ในชีวิตประจำวันต่อไปค่ะ (แล้ววันหน้าจะมาเล่าให้ฟังนะคะ) ดิฉันยังได้ซื้อเมล็ดน้ำเต้ามาด้วย ว่าจะมาลองปลูกดูค่ะ เพราะเห็นที่โน่นปลูกได้ผลโตเจริญงอกงามดีมากเลยค่ะ ก็เลยว่าจะลองปลูกดูที่บ้านก่อนค่ะ ถ้าหากว่าได้ผลดีก็จะขยายผลต่อไปค่ะ หลังจากรับประทานอาหารและซื้อของที่ระลึกกันแล้ว ก็ได้เวลาเดินทางกลับ ในระหว่างทางที่นั่งรถกลับมีการสอบถามว่าจะนำความรู้ที่มีอยู่มาพัฒนาอย่างไร และจะทำอะไร ซึ่งท่านอาจารย์ JJ ก็ให้ขึ้นไปพูดที่หน้าไมโครโฟนกันทุกคน แต่ดิฉันไม่ได้ขึ้นไปพูดเพราะหลับเนื่องจากเพลียมากๆ ประกอบกับตอนมื้อเที่ยงทานข้าวเหนียวเข้าไป ตื่นมาอีกทีเขาก็พูดกันไปหมดแล้ว ก็เลยได้ดูหนัง CD อีกเรื่องสนุกมากค่ะ ดูเพลินไปเลย จำได้ว่าหนังจบก็ถึงหน้าอาคารศูนย์บริการวิชาการพอดีค่ะ ก็เวลาประมาณ 17.00 น. เห็นจะได้ค่ะ ก็เดินทางไปกลับโดยสวัสดิภาพทุกคนค่ะ เพราะเจ้าพ่อมอดินแดงคุ้มครองค่ะ

     จากการไปตรงนี้ดิฉันคิดว่าทำให้ดิฉันได้มุมมองอีกอย่างหนึ่งนะคะคือการใช้ความรู้ให้เป็นประโยชน์ที่แท้จริงต่อสังคม ซึ่งนั่นก็คงจะเป็นโจทย์ที่ดิฉันต้องไปคิดหาคำตอบต่อกับทีมงานว่าเราน่าจะเอาเทคโนโลยีสารสนเทศไปช่วยเขาได้อย่างไร และไปช่วยในลักษณะใด โดยอาจจะรวมกลุ่มกันหลายๆ คณะแล้วมาช่วยกันคิดโครงการขึ้นมา โดยภายในโครงการนั้นจะมีหลากหลายความรู้ความสามารถ และความถนัด ก็น่าจะได้โครงการดีๆ ที่จะเป็นการนำความรู้ความสามารถที่มีอยู่ไปตอบแทนสังคม ตอบแทนคุณแห่งแผ่นดินได้บ้างค่ะ