ร่วมสร้างสังคมการเรียนรู้กับนักศึกษาปริญญาโท สาขาการจัดการธุรกิจเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารได้ที่นี่
11 มิถุนายน 2549
สวัสดีครับนักศึกษาที่รักทุกคน และชาว Blog,
ผมเปิด Blog นี้ขึ้นมาเพื่อเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนข้อมูล ความรู้สำหรับผู้ที่สนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นช่องทางการสื่อสาร ส่งข้อมูลระหว่างลูกศิษย์กลุ่มลาดกระบังฯ และขยายออกไปสู่สังคมในวงกว้างได้ต่อไป
จีระ หงส์ลดารมภ์
สวัสดีครับ ศ.ดร.จีระ นักศึกษา ป.โท สาขาการจัดการธุรกิจเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารและท่านผู้อ่านทุกท่าน
ผมขอขอบคุณ ศ.ดร.จีระ ที่ให้โอกาสและให้เกียรติผมอย่างมาก ที่ได้เข้าไปร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ปะทะความรู้ และได้รู้จักกับ น.ศ. ป.โท สาขาการจัดการธุรกิจเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร ที่ พระจอมเกล้าลาดกระบังฯ ผมหวังว่า นศ.ป.โทสาขาการจัดการธุรกิจเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร คงจำผมได้ ผมแนะนำตัวให้ น.ศ.รู้จักผมเพิ่มเติม ครับ ผมชื่อ ยม ปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ บริษัท อาหารสยาม จำกัด(มหาชน) และ เป็น น.ศ. ป.เอก รัฐประศาสศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต ม.อุบลราชธานี(กทม.) เป็นลูกศิษย์ ศ.ดร.จีระ ยินดีที่ได้มีโอกาสรู้จักกับนักศึกษาทุกคน
ใน Blog ที่ผมเขียนวันนี้ ผมนแนะนำให้นักศึกษาติดตามสาระน่ารู้ ได้จาก http://www.chiraacademy.com/ มีทฤษฎีและแนวคิดที่น่าสนใจ น.ศ.สามารถเข้าไปศึกษาได้ล่วงหน้า ก่อนการเรียน จะดีที่สุด ศ.ดร.จีระ ยังมีรายการทีวี รายการวิทยุ น.ศ.สามารถดูรายละเอียดของรายการดังกล่าวได้ ใน http://www.chiraacademy.com/ เช่นกัน
นอกจากนี้ ผมขอแนะนำให้ น.ศ. ศึกษา ติดตามศึกษาสาระน่ารู้ จากบทความที่ ศ.ดร.จีระ เขียนใน น.ส.พ.แนวหน้า อย่างเป็นประจำเพื่อประเทืองปัญญา สะสมทุนทางความรู้และทุนทางปัญญา ให้กับตนเอง
ใน น.ส.พ.แนวหน้า ฉบับวันที่ 10 มิ.ย. 2549 อาจารย์เขียน บทความเรื่อง "การทูตภาคประชาชนที่เวียงจันทน์" มีสาระน่าสนใจ เวลา น.ศ.อ่านบทความต้องพยายามจับประเด็นให้ได้ และเขียนให้ได้มากกว่าผม เนื่องจากผมมีเวลาจำกัดเท่าที่ผมจับประเด็นได้ อาจารย์กล่าวถึง สาระ ดังนี้
ผมอ่านแล้ว รู้สึกว่าได้สาระความรู้ และเหมือนกับได้ไปลาวกับอาจารย์ด้วย ที่น่าสนใจ มากคือเรื่องเกี่ยวกับ Talent Management ที่สั้น เข้าใจง่าย แบบภูมิปัญญาไทย ซึ่งนักศึกษาจะได้เรียนรู้เรื่อง Talent Management กับ ศ.ดร.จีระ โอกาสต่อไป แต่หากศึกษาไว้ล่วงหน้า ก็จะยิ่งทำให้เข้าใจได้ง่าย ตรงไหนไม่เข้าใจ ก็เตรียมไว้ถามอาจารย์ในห้องเรียน นอกจากนี้ ท่านผู้อ่าน หรือ นักบริหาร นักพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะกลุ่มที่เข้าร่วมการอบรมกับ Asia business forum สามารถนำไปเป็นแนวทางในการปฏิบัติได้ง่าย
ท่านผู้อ่านที่มีครอบครัวยังสามารถนำแนวคิดเกี่ยวกับ Talent Management ไปบริหารจัดการลูกหลานได้อีกด้วย เช่น ศ.ดร.จีระ กล่าวว่า องค์ประกอบของ Talent มี 3 อย่างอยู่ในตัวคนเดียวกัน คือ KSM, knowledge(ความรู้) Skill (ทักษะ ความชำนาญ) Mindset (ทัศนคติ) 3 อย่างนี้ ท่านสามารถนำไปกำหนดยุทธศาสตร์ในการสร้างบุตรหลานของท่าน ให้เป็นมรกดกแก่แผ่นดินได้ เป็นอย่างดี
ส่วนการทูตภาคประชาชน ก็เป็นตัวอย่างที่ดีในการสร้างทุนทางสังคม ให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศ ผู้อ่านสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการสร้างเครือข่าย สร้างสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน เพื่อนร่วมงาน ได้
รายละเอียดบทความของ ศ.ดร.จีระ ในเรื่อง ดังกล่าว ผมคัดมาให้ไว้ตอนท้ายนี้ ขอให้ นักศึกษาและผู้อ่านทุกท่านโชคดี
สวัสดี
ยม
การทูตภาคประชาชนที่เวียงจันทน์ *
โดย ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
สัปดาห์นี้ เป็นสัปดาห์มหามงคลแห่งความปลื้มปีติของคนไทย นอกจากที่สหประชาชาติ ทูลเกล้าฯถวายรางวัลแด่พระองค์ท่านแล้ว ยังมีรางวัลของ European Union เรื่องสิทธิบัตร "ฝน หลวง" ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นสิริมงคลและเป็นเกียรติประวัติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของปวง ชนชาวไทย ในยุคโลกไร้พรมแดนนี้
ในสัปดาห์นี้ สีเหลืองเป็นสีที่ทุกคนภาคภูมิใจและหล่อหลอมรวมดวงใจของคนไทยด้วย แต่มีพ่อค้าบางคนยังเอาเปรียบสังคม ขายราคาแพง ยุคนี้คนไทยต้องหันกลับมาสู่คุณธรรม จริยธรรม หากรัฐบาลใดยังเน้นเรื่อง growth การเจริญเติบโต เรื่องความร่ำรวย การบริโภคนิยม และวัตถุนิยม โดยไม่มองมิติอื่นๆ ก็จะทำให้สังคมไทยเต็มไปด้วยความรุนแรง เพราะแข่งขันกัน และเอารัดเอาเปรียบกันตลอดเวลา ยิ่งนานไป เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น จะเป็นบทเรียนราคาแพง ให้คนไทย ฉะนั้นคนไทยต้องวิเคราะห์ให้เป็น คิดให้เป็น ต้องรู้ว่าอะไรสำคัญ อะไรไร้สาระ และ อะไรคือความดีคุณธรรมที่จรรโลงสังคม ในที่สุดแล้ว ความดีน่าจะสำคัญกว่าความเก่ง ซึ่งไปเพิ่ม ผลประโยชน์ให้แก่กลุ่มตัวเอง โดยไม่คำนึงถึงส่วนรวมคงไม่ได้
ช่วงนี้ คนไทยทุกคนควรจะต้องปรับตัว และคิดให้รอบคอบว่าอะไรจะเกิดกับสังคมไทย ระหว่างที่อ่านบทความนี้เป็นช่วงที่หยุดหลายวัน นอกจากพักผ่อนแล้วก็ขอความกรุณา สนใจข่าวสารและเรียนรู้ในพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปด้วย
เพราะอีก 2 -3 สัปดาห์ข้างหน้าคงจะมีการต่อสู้ทางการเมืองรุนแรงต่อไป และคงจะเป็น การต่อสู้ที่กำหนดอนาคตของประเทศไทย คนไทยต้องเฝ้ามอง ระวังและตั้งสติให้ดี สัปดาห์นี้ ผมทำงานใหญ่หลายเรื่อง
เรื่องแรกคือ ในการสัมมนาของกลุ่ม Asia business forum เป็นเรื่องการบริหาร Talent หรือ การบริหารดาวดวงเด่นขององค์กร ซึ่งผมมีโอกาสได้ไปแสดงความคิดเห็นด้วย การประชุมเช่นนี้ น่าสนใจที่ว่า ผู้ที่ไปร่วมประชุมจะเป็นเจ้าหน้าที่ระดับค่อนข้างสูงของธุรกิจใหญ่ บางแห่งเป็นธุรกิจ ระหว่างประเทศที่เริ่มเห็นความสำคัญของทรัพยากรมนุษย์และเน้นทรัพยากรมนุษย์เป็น ยุทธศาสตร์มากขึ้น
ผมเน้นว่าการเรียนยุคใหม่ ต้องเรียนกันเป็นทีม style 4 L's ด้วย เพราะฉะนั้นการมีผู้แสดง ความเห็นจำนวนมาก แต่คนละแนว บางครั้งจะได้ประโยชน์ไม่มาก เพราะได้แต่ความคิด แต่ไม่ได้ ปะทะกับความจริง ทฤษฎี 2 R's และไม่ตรงประเด็น เป็นแบบดาวกระจาย แทนที่จะเน้นการเรียน เป็น team work ผมพูดเพียง 1 ชั่วโมง แต่ก็เห็นความสนใจของผู้ฟังที่อยากจะออกความเห็น และ อยากเอาไปใช้ share ความรู้ให้มากขึ้น
เรื่อง Talent management ต้องทำให้ง่ายๆ แบบ Simplicity ซึ่ง Talent ก็คือเรื่องทรัพยากรมนุษย์นั่นเอง แต่ที่สำคัญสุดก็คือ
- องค์กรต้องปรับตัวและแข่งขันมาก ( Change and Innovate )
- customer ในโลกมีความคาดหวังสูง สลับซับซ้อน และมีประสบการณ์ในการบริโภค มายาวนาน
- สินค้าและบริการมีวงจรสั้นลง ต้องปรับตัวทั้งการผลิตและการบริการให้รวดเร็วอยู่ ตลอดเวลา วงจรจะสั้นลงเรื่อยๆ
- สุดท้าย Talent ต้องเน้นการทำงานข้ามชาติ เพราะ performance ผลประกอบการใน การทำงานมี Benchmark มาตรฐานอันเดียวคือ Global benchmark มาตรฐานโลก คือ มีการแย่งตัวกันระดับระหว่างประเทศ
สรุป Talent ในความเห็นของผมน่าจะประกอบ 3 เรื่องในตัวคนเดียวกัน ( คนอื่นอาจจะคิด แนวอื่น )
- skill
- ความรู้
- ทัศนคติ mindset
คนที่จะทำงานสำเร็จได้จะต้องเป็นคนที่มีหลายๆอย่างอยู่ในตัวคนเดียวกัน Talent ที่ดี ทำงานคนเดียวไม่ได้ ผมยกทฤษฎี 20/70/10 มาให้ดูว่า ผู้ที่เป็นดาวเด่น 20% จะต้องทำงานกับ คนอื่นๆด้วย และจะต้องพัฒนาคนในองค์กร 70% ให้เก่งด้วยคือถ้า 20% เป็น Talent อีก 70% จะต้องพัฒนาด้วย และอีก 10% ที่ไม่เอาไหน จะต้องดูแลว่าจะให้เขาอยู่อย่างไร
และสุดท้ายการบริหารหรือเก็บเกี่ยว Talent ให้ได้ผลสูงสุดอย่างไร น่าจะอยู่ 3 ขั้น
1) หาได้อย่างไร
2) เก็บรักษาได้อย่างไร
3) บริหารไปสู่ High performance ผลการทำงานอย่างไร
อีกเรื่องหนึ่งที่ผมภาคภูมิใจคือ การที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัย ระดับชาติของไทยได้ไปจัดงานคืนสู่เหย้าที่ เมืองเวียงจันทน์ ประเทศลาว เมื่อคืนวันที่ 6 มิถุนายนที่ ผ่านมา เพราะมหาวิทยาลัยขอนแก่นผลิตบุคลากรคนลาว ที่จบระดับปริญญาทั้งตรี โท เอก ประมาณ 200 คนและมีตำแหน่งสูงในประเทศ หากนับคนลาวที่มาเรียนหลักสูตรระยะสั้นอีก ก็มี ไม่ต่ำกว่า 3,000 คน ซึ่งได้จัดร่วมกับมหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว อธิการบดี ดร.สมกต มังหน่อเมฆ ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการของลาวมาร่วมงานด้วย
ฝ่ายขอนแก่นนำโดยนายกสภามหาวิทยาลัยขอนแก่น พลตำรวจเอกเภา สารสิน ได้ร่วมกัน จัดพบปะศิษย์เก่ากว่า 300 คนในคืนนั้น มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางวิชาการ โดยมีท่านทูต ไทย คุณรัฐกิจ มานะทัต ซึ่งเป็นทูตที่ให้ความสนใจเรื่องการทูตภาคประชาชน แสดงความเห็นเรื่อง การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของไทย /ลาว ร่วมกัน ชี้ให้เห็นถึงการทูตภาคประชาชนยุคใหม่ ซึ่งมี ภาควิชาการมาร่วมทำงานเป็นรูปธรรมมากขึ้น
แนวคิดทางการทูตภาคประชาชน เป็นแนวคิดที่ปฎิบัติได้ และจะช่วยทำความสัมพันธ์ที่ดี สร้างความไว้ใจ trust ระหว่างกัน เมื่อ 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ประเทศลาวได้ประท้วงผู้สร้างหนัง ไทย " หมากเก็บ โลกตะลึง " ที่ไม่ได้มองความละเอียดอ่อนของวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน คนไทย มักจะดูแคลนว่าประเทศลาวยากจน โดยไม่ได้คิดลึกซึ้งในด้านประวัติศาสตร์อันยาวนานและ วัฒนธรรมที่แตกต่าง ผมคิดว่ามหาวิทยาลัยขอนแก่น จะทำหน้าที่การทูตภาคประชาชนต่อไป และ คงขยายความร่วมมือไปยังประเทศเพื่อนบ้านอื่นด้วย เช่น พม่า เขมร จีน เวียดนาม รวมทั้ง มาเลเซีย
อนาคต รัฐบาลไทย น่าจะเพิ่มทุนให้กับรัฐบาลของลาว ให้ส่งนักศึกษามาเมืองไทยมากขึ้น และในระดับปริญญาเอกมากขึ้นด้วย และไปช่วยสร้างอาจารย์ในมหาวิทยาลัยแห่งชาติลาวด้วย จะสร้างความผูกพันที่แน่นแฟ้นมากขึ้น ผมในฐานะเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของสภา มหาวิทยาลัยขอนแก่น และเป็นผู้คิดเรื่องการทูตภาคประชาชน ซึ่งได้ทำอยู่ตลอดเวลาในนามของ มูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ สนับสนุนการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทย/ ลาว น่าจะเป็นบันไดไปสู่ความไว้เนื้อเชื่อใจของประเทศ ยิ่งไปกว่านั้น การศึกษาก็เป็นการ แลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมของสองประเทศด้วย ซึ่งในคืนนั้นมีการแสดงวัฒนธรรมของทั้งสอง ประเทศรวมกันอย่างสวยงาม โดยการรำวง
ผมภูมิใจมากครับ
จีระ หงส์ลดารมภ์ [email protected]
โทร. 02-273-0180, 0-2619-0512-3
โทรสาร 0-2273-0181
------------------------------------------
*คัดมาจาก http://www.naewna.com/gotocolumn.asp?ID=97
เรียน อาจารย์ที่เคารพและนับถือ กระผม นายกิตติวัฒน์ กุลจิระดิลก เป็นลูกศิษย์ของอาจารย์ที่พระจอมเกล้า เจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง สาขาบริหารธุรกิจเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร ก่อนอื่นผมต้องบอกอาจารย์ก่อนว่า ผมมีความโชคดีและดีใจอย่างมากที่ได้มีโอกาสได้เรียนรู้กับอาจารย์ ถึงแม้นเป็นระยะเวลาที่สั้นๆเพียงหนึ่งเทอมเท่านั้น แต่ก็ทำให้มีความเข้าใจถึงหลักการเบื้องต้นของทรัพยากรมนุษย์ได้บ้างและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริงในทุกๆด้าน ไม่ว่าในองค์กรต่างๆตลอดจนถึงภายในครอบครัวของตนเอง จากการเรียนในวันแรกที่อาจารย์ได้สอนกระผม และถามว่าได้อะไรบ้างหลังจากเลิกเรียนแล้วสิ่งที่ได้ที่ดีที่สุดคือคำว่ามนุษย์ ซึ่งมีความสำคัญอย่างมากในการพัฒนาองค์กรให้มีความยั่งยืนและประสบความสำเร็จในการทำงาน แต่ยังไม่มีใครเข้าใจแก่นแท้ของคำว่า”ทรัพยากรมนุษย์”อย่างแท้จริง แต่เมื่อได้เรียนกับอาจารย์แล้วถึงจะได้รู้ว่า มนุษย์เป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าที่สำคัญที่สุดในปัจจุบัน ดังนั้นต้องมีการพัฒนาให้สู่ความเป็นเลิศ เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าให้คนและสามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในองค์กรได้นั้นต้องมีการศึกษาแนวทางการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างยั่งยืน โดยยึดหลักการตามแนวทางพระพุทธศาสนาเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในสังคมและองค์กรต่อไป
สิ่งที่ได้จากการเรียน HR ในวันที่ 12 มิถุนายน 2549 ดิฉัน นางสาวพันธุ์ทิพย์ น้ำทิพย์ นักศึกษา ป.โท คณะเทคโนโลยีการเกษตร สาขาวิชาการจัดการธุรกิจเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร ดิฉันมีความคิดว่าในการบริหารองค์กรต่างๆ นั้นสิ่งที่สำคัญอีกสิ่งหนึ่งขององค์กร คือทรัพยากรบุคคลตามที่ ศ.ดร.จิระ ได้พูดเน้นถึงว่าการที่องค์กรจะดำรงอยู่ได้หรือไม่นั้น ล้วนแล้วแต่มีบุคคลเป็นปัจจัยในการขับเคลื่อนที่สำคัญ ซึ่งเปรียบเสมือนกับคนภายในองค์กร ร่วมที่จะร้องเพลงเดียวกันคือเพลงเพื่อองค์กร ในแต่ละหน่วยภายในองค์กรมีตัวโน๊ตที่แตกต่างกันไป แต่ทุกตัวโน๊ตนั้นมีความสำคัญในการที่จะขับเคลื่อนเพื่อให้เพลงนั้นออกมาอย่างสมบูรณ์ หากขาดตัวโน๊ต ตัวหนึ่งตัวใดไปแล้ว เพลงที่ออกมาก็อาจจะไม่สมบูรณ์ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าองค์กรมีคนเป็นส่วนประกอบที่สำคัญ เพราะทุกๆหน่วยงานในองค์กรมีคนเป็นผู้บริหารอยู่ภายในทั้งสิ้น
คน เป็นผู้บริหารจัดการ พัฒนา และวางแผนเพื่อให้องค์กรประสบความสำเร็จ และเมื่อหลายๆองค์กรประสบความสำเร็จ นั้นก็แสดงว่า คนที่อยู่ภายในองค์กรมีประสิทธิภาพ เมื่อคนมีประสิทธิภาพแสดงว่าประเทศชาติมีแนวโน้มในการพัฒนาที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน อีกส่วนหนึ่งที่ดิฉันได้จากการเรียนรู้ในครั้งนี้ คือการยืดหลักคุณธรรม มีความซื่อสัตย์ทั้งต่อตัวเองและเพื่อนร่วมงาน ทำงานตามหน้าที่ ที่เราได้รับผิดชอบเพราะทุก ทุกหน้าที่ภายในองค์กรล้วนมีความสำคัญเท่าเทียมกัน ขาดส่วนใด ส่วนหนึ่งไปย่อมส่งผลกระทบต่อหน่วยงานต่างๆภายในองค์กร.
เรียนท่านอาจารย์ จีระ ก่อนอื่นต้องเรียนอาจารย์ว่ารุ่นผมโชคดีมาก ที่มีโอกาสได้เรียนและแลกเปลี่ยนความรู้กับอาจารย์และทีมงาน ความรู้สึกแรกในการเข้าเรียน ยอมรับว่าตกใจ ตื่นเต้น และคิดอยู่ตลอดว่า แนวทางการสอนของอาจารย์จะเป็นอย่างไร ทำให้รู้สึกตื่นตัวและอยากติดตามตลอดเวลา ก่อนที่จะเริ่มเรียนวิชา การจัดการทรัพยากรมนุษย์ ผมมองว่าวิชานี้ ไม่น่าจะเกี่ยวอะไรกับเรามากนัก เนื่องจากไม่ได้ทำงานในส่วนของฝ่ายทรัพยากรบุคคล แต่เมื่อได้รับฟังความหมายและความสำคัญของวิชานี้แล้ว ยอมรับว่าตัวเองคิดผิดมากๆ เนื่องจากทุกๆกิจกรรมไม่ว่าระดับใด ฝ่ายหรือส่วนใด ล้วนใช้ทรัพยากรที่สำคัญที่สุดคือ คน เข้าไปทำหน้าที่ขับเคลื่อนทุกอย่างทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่ หน่วยที่เล็กที่สุดของสังคมคือ ครอบครัว องค์กรขนาดเล็ก องค์กรขนาดใหญ่ ระดับชาติ หรือองค์กรระหว่างประเทศหลักการที่ท่านอาจารย์ให้ มองภาพทรัพยากรมนุษย์ ต้องมองจาก Macro สู่ Micro ในความคิดเห็นของผมนั้น เชื่อว่าความคิดเห็นส่วนใหญ่ของคนในสังคม ไม่ได้มองและคิดแบบนี้ เนื่องจากทุกคนจะมุ่งที่จะทำเพื่อตนเอง (มองMicro) เป็นหลัก โดยที่ไม่ได้สนใจหรือใส่ใจภายนอกคือสังคมหรือส่วนรวมมากเท่าใดนัก เช่น ถ้าเป็นผู้ประกอบการก็มุ่งมั่นเรื่องผลกำไรสูงสุด หรือแม้แต่รัฐบาลเอง ก็มุ่งที่จะทำให้แต่ละปีมีตัวเลขอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงที่สุด โดยไม่ได้สนใจแหล่งที่มาของตัวเลขเหล่านั้นมากนัก นั่นเป็นเหตุผลที่ผมมองว่า ประเทศไทยใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจมาหลายฉบับแล้ว แต่ประชาชนส่วนใหญ่ของชาติยังอยู่ระดับเดิม หรือดีขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เนื่องจากว่าไม่ได้ให้ความสำคัญ กับการพัฒนาทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของชาตินั่นคือ คน ส่งผลให้การคิดเพื่อพัฒนาตนเอง พัฒนาอาชีพตนเอง การวางแผนการทำงาน การทำงานร่วมกับคนอื่น (ทำงานเป็นทีม) รวมทั้งการรู้จักให้ตอบแทนคืนสู่สังคมของคนในชาตินั้นมีน้อยมาก ดังนั้นผมจึงคิดว่าแนวคิดนี้ควรจะขยายผลให้สู่บุคคลในสังคมให้มากที่สุด โดยที่พวกเราต้องช่วยกัน ผมดีใจมากนะครับที่อาจารย์ สนใจในวิชา Food Science เนื่องจากตัวผมเองมาจากลูกเกษตรกร คิดมาตั้งแต่เด็กแล้วว่า ทำไมอาชีพของพ่อกับแม่ถึงลำบากมากนัก คาดการณ์ผลผลิตอะไรไม่เคยได้ จึงตั้งใจไว้ว่าอยากจะเป็นส่วนหนึ่งในการทำให้อาชีพเกษตรกรดีขึ้น มีความรู้พัฒนาตนเองมากขึ้น นั่นคือเหตุผลที่ว่า ทำไมผมถึงตอบคำถามของอาจารย์ ที่ถามว่าปีที่ผ่านมาประเทศไทยส่งออกข้าวมีมูลค่าเท่าใด เนื่องจากได้ติดตามเรื่องนี้อยู่อย่างสม่ำเสมอ และล่าสุดทราบว่า ยอดส่งออกข้าวต่อเดือนของเวียดนามเริ่มแซงหน้าประเทศไทยแล้วในปี2549 นี้ ทั้งที่เราเป็นผู้ส่งออกข้าวมากที่สุดในโลกมาตลอด เนื่องจากคุณภาพและราคาที่ถูกกว่านั่นเอง ผมจึงคิดว่าถ้าเราพัฒนาทรัพยากรบุคคลของเราที่จบทางด้าน Food Science ปีละหลายพันคน ได้ต่อยอดในการรู้จักคิด และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรซึ่งเป็นจุดแข็ง (ที่แท้จริง) ของประเทศไทย ให้แข่งขันกับประเทศต่างๆได้ ประเทศของเราน่าจะพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ สังคมแห่งการเรียนรู้หรือองค์กรแห่งการเรียนรู้ เป็นประโยคหนึ่งที่ผมได้รับรู้ และมีความประทับใจในการเรียนครั้งนี้ เนื่องจากอยากให้เกิดขึ้นกับทุกคนในสังคมรวมทั้งตัวเราเอง ที่ผ่านมาในการสัมภาษณ์พนักงานเข้าทำงาน ผมมักจะถามผู้มาสมัครงานอยู่เสมอว่า คุณมีความคิดที่จะเรียนต่อให้สูงขึ้นหรือไม่ ซึ่งผู้ที่ตอบว่าอยากเรียนและคิดจะเรียน ผมจะรับมาทำงานด้วย และเปิดโอกาสให้ลาไปสอบหรือทำกิจกรรต่างๆได้ เนื่องจากมองว่า พนักงานกลุ่มนี้ มีความตั้งใจสูง มีเป้าหมายในชีวิตพร้อมที่จะพัฒนาตนเอง ดังนั้นประสิทธิภาพและประสิทธิผลจากการทำงานจึงมากกว่ากลุ่มที่ทำงานไปวันๆ เนื่องจากความรู้เปรียบเสมือนผักสด และต้องกินผักสดหลายๆชนิดพร้อมกัน ตามที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวไว้ในชั้นเรียน เป็นอีกประโยคหนึ่งที่โดนใจมาก ผมรู้ตัวทันทีว่าถึงแม้จะชอบกินผักสด แต่ก็กินผักสดอยู่ไม่กี่ชนิดทำให้ไม่เคยได้อ่านบทความของอาจารย์ จากหนังสือพิมพ์แนวหน้าเลย เนื่องจากผักสดที่กินเป็นประจำ คือ มติชน ข่าวสด และคมชัดลึก ดังนั้นหลังจากนี้เป็นต้นไปต้องกินผักสดให้มากชนิดขึ้น และกินตลอดเวลาครับ สุดท้ายต้องขอขอบพระคุณอาจารย์และทีมงานอีกครั้งที่สละเวลาที่มีค่ามาสอนให้กับพวกเรา ทำให้ผมบอกกับตัวเองได้ว่าคิดไม่ผิดที่ตัดสินใจเรียนต่อ
เรียน ดร.จีระ ที่เคารพ กระผมนายปรัชญา พุดดี นักศึกษาสาขาการจัดการธุรกิจเกษตรเเละอุตสาหกรรมอาหารที่ลาดกระบัง ผมมีเรื่องจะสารภาพว่าครั้งเเรกที่ผมได้เรียน รู้สึกตื่นเต้นมากกับสไตล์การสอนของอาจารย์ ที่สามารถสะกดให้ผู้ฟังตั้งใจฟังเเละคิดตามอย่างมีเหตุผล ทราบมาว่าอาจารย์เป็นผู้ก่อตั้งหลักสูตร mba ที่สเเตมป์ฟอร์ด
ด้วยใช่มั๊ยครับ พอดีน้าผมเรียนอยู่ที่นั่นด้วยเค้าเล่าให้ฟังครับ น้าผมเองก็เป็นอีกคนที่ชื่นชมอาจารย์มากครับ
จากการบรรยายวันเเรกของอาจารย์ เรื่องที่อาจารย์เน้นมากคือเรื่องของทรัพยากรมนุษย์เเละคุณธรรมในการทำงาน เพราะมนุษย์เป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุดในองค์กรเเต่ถึงจะมีความรู้ความสามารถมากเเต่ขาดคุณธรรม ก็คงจะมีเเต่ผลเสียมากกว่าผลดี
ผมเป็นคนหนึ่งที่ต้องทำงานร่วมกับทีมงานกลุ่มเล็กๆประมาณ15 คนที่มาจากพื้นฐานที่เเตกต่างกันเเต่ต้องทำงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายเดียวกัน มีทั้งราบรื่นเเละอุปสรรคครับ เเต่ก็เป็นประสบการณ์ที่ดีในการทำงาน ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถเก็บเกี่ยวความรู้จากอาจารย์เเละจากการเเลกเปลี่ยนประสบการณ์มาประยุกต์ใช้กับงานที่ทำให้ได้มากที่สุดเพราะบางครั้งการที่เราได้มีส่วนร่วมในการทำให้คนบางคนที่ไม่มีอะไรเลยให้สามารถยืนได้ด้วยตัวเองนั้นคงจะเป็นความรู้สึกที่วิเศษมากใช่มั๊ยครับอาจารย์
เรียน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
ดิฉัน น.ส.ปรียานันท์ ไทยงามศิลป์ ค่ะ ดิฉันรู้สึกเป็นเกียรติเป็นอย่างมาก ที่ได้มีโอกาสเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์ค่ะ
ดิฉันอาจจะยังดูเป็นเด็กในสายตาของอาจารย์และพี่ๆ ร่วมชั้นเรียน ซึ่งยังมีประสบการณ์ในชีวิตไม่มาก และยังขาดความรอบรู้ในหลายๆ ด้าน ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะนิสัยที่ไม่ดี การไม่ติดตามข่าวสารบ้านเมือง ข่าวธุรกิจ เพราะคิดว่าเป็นเรื่ิองไกลตัวนั้น ถึงวันนี้แล้ว ดิฉันเข้าใจแล้วว่าเป็นความคิดที่ผิด จริงๆ แล้วก็มีอาจารย์ท่านอื่นๆ ได้เตือนแล้ว ว่าให้สนใจและให้ติดตามข่าวบ้าง แต่ดิฉันก็ไม่สามารถทำได้ตลอด เพราะไม่เข้าใจในสิ่งที่สื่อกำลังรายงาน ไม่ทราบต้นเหตุของปัญหา และไม่เข้าใจศัพท์บางคำในทางธุรกิจ/เศรษฐศาสตร์ แต่ตอนนี้ ยังไงก็แล้วแต่ ดิฉันก็จะต้องเปลี่ยนตัวเอง หันมาสนใจข่าวอีกครั้ง และจะทำให้ได้ตลอดค่ะ
สำหรับวันแรกในการปฐมนิเทศของอาจารย์นะคะ อาจารย์ทำให้ดิฉันตื่นเต้นในการเรียนมาก ยอมรับว่าเกร็งค่ะ อาจารย์เสียงดัง ตอนแรกก็คิดว่าอาจารย์เป็นคนดุ แต่พอนั่งฟังไปสักพัก ก็เริ่มคุ้นเคยและพอจะเข้าใจว่าอาจารย์ต้องการจะสื่ออะไร อย่างน้อยๆ ก็อยากให้ตื่นตัว ฟังและคิดตามในสิ่งที่อาจารย์พูด มันมีความหมายลึกๆ ในสิ่งที่อาจารย์ได้พูดออกไป ทั้งในเรื่องที่เราทุกคนกำลังเรียนป.โทกันอยู่นั้น จริงๆ แล้วเราต้องการอะไร และอาชีพ หน้าที่การงานที่ตัวเองกำลังปฏิบัติอยู่นั้น มันตอบแทนประเทศชาติของเรามากน้อยแค่ไหนแล้ว
ทั้งนี้อาจารย์ก็ยังได้ตอกย้ำ และให้เข้าใจโดยทั่วกันว่า ทรัพยากรทีี่มีค่าที่สุดในองค์กรนั้นก็คือ คน ไม่ใช่ เงินหรือสิ่งของ เพราะสิ่งของนั้นนานวันเข้าก็ยิ่งด้อยค่า แต่คนนั้นยิ่งอยู่ ยิ่งนานวันยิ่งมีคุณค่า และการให้เกียรติคนนั้นก็เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ไม่ว่าใครก็ตามทุกคนทุกชนชั้น ล้วนมีความสำคัญ และมีศักดิ์ศรีด้วยกันทั้งนั้น
องค์กรใดก็ตามจะเจริญยั่งยืนได้นานเท่าใดนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับบุญหรือเวรกรรม แต่เกิดจากคน คนทุกคนในองค์กร จะร่วมกันก่อตั้งหรือจะทำลาย จะสร้างปัญหาหรือจะแก้ปัญหา จะร่วมกันก่อให้เกิดประโยชน์หรือหวังแต่จะรอรับผลประโยชน์ จะหวังดีหรือหวังร้ายต่อองค์กร ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเกิดจากคน ว่ามีความดี สามัคคี ซื่อสัตย์ มีธรรมมะ มีจรรยาบรรณ การให้เกียรติ และความรักทั้งต่อตนเอง ผู้อื่น องค์กรหรือไม่ และการสร้างคนในการทำงานก็ต้องสร้างให้กับคนทุกระดับ เพื่อที่จะสื่อสารกันได้โดยตลอด และเราก็จะต้องเปลี่ยนนิสัยที่ไม่ดีของคนในองค์กรให้ได้ด้วย แล้วคนทุกคนก็จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับองค์กรได้อย่างมหาศาล
ทั้งนี้อาจารย์ก็ยังได้ให้ข้อคิดอีกหลายข้อเช่น " การไม่รู้จริงจะทำให้ไม่ยั่งยืน" , " สิ่งที่อยากให้มีในการทำงาน..ว่าควรมีความสุขในการทำงาน การมองมนุษย์ด้วยการให้เกียรติ การเกิด high performance" เป็นต้น
ดิฉันขอขอบคุณในสิ่งที่อาจารย์ได้กล่าวตักเตือน และกระตุ้นให้ทุกคนได้ตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษา การเปลี่ยนรูปแบบ เทคนิคการศึกษาและนำความรู้ที่ได้กลับไปใช้ในทางที่ถูก และใช้ในการพัฒนาประเทศ ดิฉันเชื่อว่าวิธีนี้จะช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในชีวิตของดิฉันได้เป็นอย่างมากค่ะ และต่อไปนี้ดิฉันก็จะเริ่มทาน ผักสด ที่อาจารย์ได้แนะนำให้ทานนะคะ
กราบเรียน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ดิฉันชื่อ นางสาวสุพัชชา ขับกล่อมส่ง เดิมทีเดียวดิฉันไม่เคยรู้จัก หรือทราบเกี่ยวกับอาจารย์มาก่อนเลย จนกระทั่งได้เรียนวิชานี้กับอาจารย์ เมื่อทราบประวัติ ผลงาน และประสบการณ์ของอาจารย์แล้ว ทำให้ดิฉันรู้สึกตื่นเต้น ภาคภูมิใจ และเป็นเกียรติมากที่ได้มีโอกาสอันดีในการเรียนกับอาจารย์ เป็นธรรมดาที่คนเรามักกลัวในสิ่งที่ไม่คุ้นเคย ครั้งนี้ก็เช่นกัน ดิฉันรู้สึกกังวล และหนักใจอยู่บ้างกับวิธีการเรียนแบบนี้ ซึ่งดิฉันไม่เคยเจอ แต่ก็จะเปิดใจรับและพยายามให้ดีที่สุด ให้สมกับที่มีโอกาสดี ๆ แบบนี้ ขอขอบพระคุณอาจารย์ รวมถึงทีมงาน โดยเฉพาะคุณยม ที่ได้เสียสละเวลามาสอนพวกเรา อาจารย์พยายามเน้นย้ำถึงการเรียนรู้อยู่เสมอ วันแรกที่เริ่มเรียนอาจารย์จะบอกว่าอาจารย์ไม่ได้มาสอน แต่มาเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ความเห็นซึ่งกันและกัน ดิฉันคิดว่าการที่เราจะแลกเปลี่ยนความเห็นกับใครได้นั้นเราต้องมีความคิดของเราเป็นพื้นฐานเดิมอยู่บ้างแล้ว ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นว่าพูดกันคนละภาษา ดังนั้นจึงมีความจำเป็นมากในการใฝ่หาความรู้อยู่เสมอ เพื่อให้มีความรู้กว้างขวาง ในเรื่องของการใฝ่รู้อยู่เสมอนี้ไม่ใช่ไม่ทราบ แต่เพราะไม่เห็นความสำคัญ คิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว จึงทำให้ดิฉันไม่ค่อยสนใจ แต่มาวันนี้อาจารย์ได้แนะนำการใฝ่หาความรู้เหมือนการกินผักสด ถ้าเปรียบเทียบอย่างนี้ นับว่าดิฉันเป็นคนเลือกกินผักพอสมควร กินไม่กี่ชนิด แต่ต่อไปนี้จะปรับตัวหัดกินผักสดให้มากและหลากหลายชนิดขึ้น เพราะเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของมัน ในส่วนของการเรียนวิชา การจัดการทรัพยากรมนุษย์ เดิมดิฉันคิดเพียงแต่ว่า การจัดการทรัพยากรมนุษย์ ก็คือ การบริหารบุคคลภายในองค์กร เช่น การคัดเลือกคนเข้าทำงาน การฝึกอบรมพนักงาน แต่ ดิฉันกลับได้รับความคิดใหม่จากอาจารย์ ว่า การการจัดการทรัพยากรมนุษย์นั้นกว้างกว่านั้นมาก เราควรมองภาพจาก Macro คือ จากภาพรวม จากระดับประเทศ หรือระดับโลก แล้วค่อยมองย่อยลงมาจนถึงระดับ Micro เช่น องค์กรของเราเอง ทั้งนี้เนื่องจากทุกระดับ ทุกหน้าที่งาน ย่อมเกี่ยวข้องกับคน การบริหารทรัพยากรบุคคลจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก พอๆ กับการบริหารด้านอื่น เช่น การเงิน การตลาด เทคนิค และการบริหารทรัพยากรบุคคลอาจสำคัญมากกว่าด้านอื่นด้วยซ้ำ ทั้งนี้เพราะบุคคลเป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุดขององค์กร ถ้าบุคคลมีความรู้ความสามรถ เป็นคนดีมีศีลธรรม ย่อมนำองค์กรนั้นไปสู่ความสำเร็จ ส่งผลต่อสังคม ประเทศชาติที่จะมีการพัฒนาต่อไป ดังที่ได้ฟังอาจารย์พารณ ได้กล่าวเกี่ยวกับการบริหารทรัพยากรบุคลว่า ต้องมีความเชื่อมั่นในคุณค่าของคน เห็นความสำคัญของคน ที่สำคัญนอกจากจะส่งเสริมให้คนเป็นคนเก่งแล้วต้องส่งเสริมให้คนเป็นคนดีด้วย ดิฉันคิดว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญ ปัจจุบันนี้สังคมของเรามีคนเก่งมาก แต่คนที่เก่งและดีด้วยมีน้อย คนที่เก่งนั้นหากเป็นคนไม่ดีก็จะใช้ความเก่งไปในทางที่ชั่ว เพื่อหาผลประโยชน์ต่อตัวเองและพวกพ้อง แต่ดิฉันคิดว่าการสร้างให้คนเป็นคนดีได้นั้นควรเริ่มจากครอบครัวและสังคมรอบข้างก่อน จึงเห็นได้ว่าแม้ในระดับครอบครัวและสังคมเล็ก ๆ ก็สามารถนำเอาการบริหารจัดการคนมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้เช่นกัน แม้ว่าอาจารย์จีระ และอาจารย์พารณ เน้นย้ำถึงความสำคัญของคนว่าเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าขององค์กร แต่หลายต่อหลายครั้งที่ยังคงพบเห็นว่ามีการปฏิบัติต่อคนอย่างไม่ยุติธรรม โดยเฉพาะนายจ้างบางคนที่หวังเพียงผลประโยชน์จากการใช้แรงงานลูกน้อง ไม่ดูแลเอาใจใส่ ไม่เคารพในความเป็นคน จึงทำให้ยังคงพบเห็นการเอารัดเอาเปรียบกันอยู่เสมอ ซึ่งองค์กรที่มีลักษณะดังกล่าวย่อมทำให้คนในองค์กรไม่มีความจงรักภักดี ย่อมส่งผลเสียต่อองค์กรแน่นอน อยากให้ทุกองค์กรทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่เห็นความสำคัญและคุณค่าของคน มีความเคารพซึ่งกันและกัน ทำให้คนมีความสุขกับการทำงาน ก็จะส่งผลดีต่อองค์กร สังคม ประเทศชาติต่อไป ประทับใจในคำพูดหนึ่งที่ว่า คนไม่ใช่ต้นทุน แต่เป็นกำไร จริงอยู่ที่แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ที่ว่า ของฟรีไม่มีในโลก ดังนั้นการจะหวังเอากำไรจากคนแต่เพียงอย่างเดียวโดยไม่ลงทุนนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้ เราต้องลงทุนก่อน แต่เป็นการลงทุนที่สมควรลงทุนและคุ้มค่ามากที่สุด เพราะเมื่อลงทุนกับคนแล้ว ย่อมนำมาซึ่งผลประโยชน์และกำไรต่อองค์กรในที่สุด สุดท้ายแล้วคนย่อมนำมาซึ่งกำไรนั่นเอง
สวัสดีคะ ดร.จีระ เพื่อนๆนักศึกษาปริญญาโท สาขาการจัดการธุรกิจเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารและท่านผู้อ่านทุกท่าน
ดิฉัน นางสาวพัทธนันท์ ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เข้ามาใน blog ของอาจารย์จีระคะ รู้สึกแปลกใจพอสมควรที่มีบุคคลต่างๆเข้ามา share ความรู้ในเรื่องราวที่หลากและน่าสนใจ ที่จริงก็ยังไม่ได้อ่านทุกบทความหรอกนะคะ แต่จะพยายาม อ่านให้ครบทุกเรื่องคะ
ในวันที่ 11 มิถุนายน 2549 ท่านอาจารย์จีระได้ให้ความกรุณามามอบความรู้ทางด้าน HR. แก่นักศึกษาปริญญาโท สาขาการจัดการธุรกิจเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร ที่สถาบันเทคโนโลยีเจ้าคุณทหารลาดกระบัง สิ่งที่ได้ในวันนั้นเป็นเรื่องราวของHR. ที่แตกต่างจากที่เคยรับรู้จากการเรียนที่ผ่านมา ทำให้เกิดทัศนคติใหม่ๆ กับการบริหารทรัพยากรบุคคล
ความคิดใหม่ๆที่ได้รับจากการเรียนกับท่านอาจารย์จีระในวันนั้น คือ การบริหารทรัพยากรบุคคลต้องไม่ยึดติดกับทฤษฎีใดทฤษฎีหนึ่งมากเกินไป เพราะโลกเรามีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาดังนั้นการบริหารทรัพยากรมนุษย์ก็เช่นกันต้องมีการปรับตัวให้ทันกับโลกในยุคปัจจุบัน แต่สำหรับสังคมไทยนั้นก็ยังมีอยู่สิ่งหนึ่งที่ต้องยึดถือในการบริหารบุคคลก็คือ การเอื้อเฟื้อ มีน้ำใจ และเคารพในตัวบุคลที่เราทำงานด้วยนั้นเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องของนามธรรมไม่สามารถวัดออกมาเป็นตัวเงิน หรือ ตัวเลขได้ มันเป็นการซื้อใจด้วยใจ เราอยากได้งานอย่างไรจากเค้าเราก็ควรปฎิบัติเช่นนั้นต่อเค้าเช่นกัน
ในส่วนวีดีโอ การสัมภาษณ์คุณพารณ นั้นมีอยู่หลายๆเรื่อง ที่นักบริหารหลายคนมักมองข้ามทรัพยากรที่มีค่าตัวนี้ไป ทรัพยากรบุคคลเป็นส่วนที่ทำให้กิจการประสบความสำเร็จและล้มเหลวได้ ถึงแม้บริษัทจะมีการจัดการระบบในส่วนต่างๆ ไม่ว่าการเงิน การตลาด การผลิต การประชาสัมพันธ์ดีเท่าไหร่ แต่ผู้ปฎิบัติไม่สร้างสรรผลงานเหล่านั้นอย่างเต็มความสามารถ ระบบที่ดีนั้นก็ไม่อาจเดินหน้าต่อไปได้ ดังนั้นสิ่งที่ผู้บริหารต้องคิดก็คือ ทำอย่างไรพนักงานของเค้า จึงจะทุ่มเทกำลังกายและใจให้กับงานอย่างเต็มความสามารถ ซึ่งคุณพารณได้กล่าวก็คือ
เริ่มต้นการทำงาน : คือ การให้เงินเดือน ค่าจ้าง ในขั้นที่ดี เหมาะสมกับงานและหน้าที่ที่รับผิดชอบ
ระหว่างช่วงที่ทำงาน : คือ การมีสวัสดิการที่ดี มีการปกครองอย่างเป็นธรรม มีการให้รางวัลกับผลงานที่ดี
การออกจากกงาน : การให้เงินบำนาญ ที่เหมาะสมในการครองชีพ หลังจากเกษียณออกไปแล้ว
ถ้าผู้บริหารสามารถสามารถควบคุมสิ่งเหล่านี้ได้ การรักษาพนักงานที่มีคุณภาพไว้ก็เป็นสิ่งที่น่าจะเป็นไปได้ คะ
สิ่งสำคัญอีกสิ่งหนึ่งที่ผู้บริหาร ควรปลูกฝังให้กับพนักงานและกลุ่มผู้บริหารเองก็คือ การมีจริยธรรมและคุณธรรมในการทำงาน การเป็นแบบอย่างที่ดีในการทำงานการทำธุรกิจอย่างมีคุณธรรม ไม่รับสินบน ไม่มีใต้โต๊ะ สิ่งเหล่านี้นอกจากสร้างความน่าเชื่อถือของการบริหารงานภายในแล้ว ยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กร ทำให้คนอยากเข้าไปร่วมงานด้วยทั้งคนภายในคือ พนักงานบุคคลากร และคนภายนอกคือ ลูกค้า
และดิฉัน ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่อยากเสนอให้กับ การบริหารงานบุคคลคือ ความจริงใจในการบริหารบุคคล หากสิ่งไหนที่คิดว่าดีกับองค์กรแต่ไม่ดีกับพนักกงาน ควรมีการชี้แจง อธิบายถึงเหตุผล ไม่ควรปิดข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้วเสนอเฉพาะสิ่งที่ดีกับองค์กรออกมาเท่านั้น
ขอบคุณคะ สำหรับโอกาสที่อาจารย์จีระ เปิดให้ นักศึกษาอย่างดิฉันได้เสนอความคิดเห็นร่วมกับอาจารย์คะ
เรียนท่านอาจารย์ จิระดิฉัน นางสาวพรชนก สุขอาจ รู้สึกโชคดีที่ได้มีโอกาสเป็นลูกศิษย์ อาจารย์ ซึ่งมีความเป็นอาจารย์ โดยเนื้อแท้ ทำให้ได้เกิดทัศนคติใหม่ๆในชีวิต ขึ้นมาแม้จะเป็นเพียงในคาบเรียนแรกเท่านั้น สิ่งที่ได้จากอาจารย์ ณ วันที่ 11 มิถุนายน 2549 ทำให้ดิฉันเห็นว่า ทรัพยากรมนุษย์นับว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในองค์กร ที่ทำให้องค์กรอยู่รอดและสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กรได้ นอกเหนือไปจากเครื่องจักร เครื่องมือ อุปกรณ์ และแผนงานแล้ว ซึ่งอาจารย์ได้ชี้แจงให้เห็นว่า การเกิดขึ้นขององค์กรได้นั้น ล้วนแล้วแต่ต้องใช้คนทั้งสิ้น แม้ว่าบางขั้นตอนจะใช้เครื่องจักร มาทำงานแทนคน แต่สุดท้ายก็ต้องอาศัยคนเป็นผู้วางแผนและควบคุมให้เครื่องจักรทำงาน ได้ถูกต้อง แม่นยำ และมีประสิทธิภาพอยู่ดี เพราะฉะนั้นคนที่มาควบคุมจึงต้องเป็นผู้ที่ประสิทธิภาพ หรือแม้แต่ผู้ที่มีส่วนร่วมในการทำงานให้กับองค์กรทุกๆ คน ก็ควรมีประสิทธิภาพที่จะทำงานในหน้าที่ของตนที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด บรรลุเป้าหมายขององค์กร คนทุกคนในองค์กร ล้วนแต่เป็นผู้ที่ส่วนสำคัญทำให้องค์กรประสบความสำเร็จ บรรลุเป้าหมายทั้งสิ้น ไม่ว่าจะมีตำแหน่งระดับต่ำ หรือระดับสูง และการที่องค์กรนั้นๆ จะประสบความสำเร็จได้มากหรือ น้อยเพียงใด ก็ย่อมขึ้นอยู่กับความสามารถของคนในองค์กรทั้งสิ้น โดยเฉพาะผู้นำ คุณสมบัติที่ผู้ปฏิบัติงานทุกคนในองค์กรควรนำมาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงที่สุด1. ความใฝ่รู้ : มีความทะเยอทะยานอยากเรียนรู้ แบบไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งเมื่อได้รับความรู้แล้ว สามารถ Share ความรู้เหล่านั้นกับบุคคลอื่น และ Share แล้วสามารถนำมาต่อยอด ให้แตกต่างจากเดิมไปในทิศทางที่สร้างสรรค์ องค์เกิดก็จะเกิดการพัฒนา สามารถแข่งขันกับคู่ค้าได้ ยังผลไปสู่ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจของประเทศ 2. มีความรักประเทศ และมีคุณธรรม : คนที่มีใจรักประเทศชาติ จะสามารถสร้างสรรค์สังคมและองค์กรได้มากกว่า คนที่ไม่รักประเทศและไม่มีคุณธรรม ซึ่งจะคิดถึงแต่ผลกำไร ผลประโยชน์ที่ตนเองจะได้รับ ไม่ว่าจะได้ด้วยวิธีการที่ถูกหรือผิดก็ตาม เปรียบได้กับการโกงกินชาติ ขายชาติ หรือการทำนาบนหลังคน ถ้าเป็นเช่นนี้ก็คงไม่ต่างอะไรกับ “การที่คนไทยเอาเปรียบคนไทยด้วยกันเอง ” แล้วประเทศชาติที่บรรพบุรุษแลกมาด้วยเลือดเนื้อ จะสามารถธำรงคงอยู่ต่อไปได้อย่างไร3. รู้น้อยเรื่องแต่รู้ให้จริง : คือถ้าเราคิดจะทำอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว ควรตั้งใจทำให้จริง ทำมันด้วยใจรัก มีใจที่ศรัทธา งานที่ตั้งใจก็จะสำเร็จได้ไม่อยาก บรรลุเป้าหมายที่วางไว้4. ความมั่นใจ : ถือได้ว่าเป็นส่วนที่สำคัญมาก ถ้าเราไม่มีความมั่นคง หรือมั่นใจใน Concept ที่ตนเองกำหนดขึ้น แล้วเราจะมีพลังในการที่จะก้าวหรือลงมือปฏิบัติในงาน นั้นๆให้สำเร็จลุล่วงได้อย่างไร5. มองมนุษย์ด้วยการให้เกียรติซึ่งกันและกัน : ก่อนอื่นคงต้องเริ่มจากการปรับใจตัวเองเสียก่อน โดยการปรับให้เกิดทัศนคติ “รักลูกน้อง รักเพื่อนร่วมงาน” เป็นการรักอย่างจริงใจมิได้เสแสร้ง สิ่งที่ได้ตามมาหลังจากการปรับใจแล้วคือ พฤติกรรมที่แสดงออกต่อเพื่อนร่วมงานหรือลูกน้องจะเป็นแบบอบอุ่น จริงใจ เต็มใจช่วยเหลือ บรรยากาศการทำงานที่ดีก็จะเกิดขึ้นในองค์กร และทุกคนก็จะเกิดความสามัคคี พาองค์กรบรรลุเป้าหมายได้จากคุณสมบัติดังกล่าวข้างต้น ดิฉันจะพยายามเค้นและนำออกมาจากตัวเราเองให้ได้มากที่สุด ใช้ประโยชน์ให้เกิดสูงที่สุด
กราบเรียน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ดิฉันชื่อ นางสาวศรัญญา จำเนียรกาล ดิฉันไม่เคยรู้จัก หรือทราบเกี่ยวกับอาจารย์มาก่อนเลย ตั้งใจว่ากลับบ้านไปจะไปหาข้อมูลอาจารย์ทาง Internet แต่ปรากฏว่าไม่ต้องเลย เพราะท่านอาจารย์ได้แนะนำเว็ปไซต์ไว้หมดแล้ว และเมื่อเรียนวิชานี้กับอาจารย์ และทราบประวัติ ผลงาน และประสบการณ์ของอาจารย์แล้ว ทำให้ดิฉันรู้สึก ภาคภูมิใจ และเป็นเกียรติมากที่ได้มีโอกาสดีในการเรียนกับอาจารย์<p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 35.45pt; text-align: justify" class="MsoNormal">สิ่งที่ได้รับมาในการเรียนการสอนวันแรก ซึ่งแตกต่างไปจากการเรียนการสอนแบบเดิมที่นั่งฟังอาจารย์ที่บรรยาย อยู่หน้าห้อง เราก็ฟังแล้วจด ตอนนี้สำหรับท่านอาจารย์เปลี่ยนลักษณะการเรียนตั้งแต่โต๊ะเรียนเป็นลักษณธตัว U ซึ่งทำให้เราเห็นหน้ากันทุกคน และเราจะนั่งฟังเพียงอย่างเดียวไม่ได้ เราจะต้อง“การสื่อสารสองทาง(Two-Way Communication) “ คือเราแรกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกัน และแน่นอนมันเป็นลักษณะการเรียนแนวใหม่ ไม่มีหลังตายตัวทางการเรียนรู้ สนใจสิ่งไหนเราสามารถยกประเด็นมาพูดกันได้ สำหรับอาจารย์เป็นผู้ประสานความรู้ และเป็นการให้เราเรียนรู้แบบ 4 L’s นี่คือวัตถุประสงค์ของอาจารย์</p>ในส่วนของการเรียนวิชา การจัดการทรัพยากรมนุษย์ สิ่งที่ท่านอาจารย์ได้ให้ไว้กับพวกเราคือ 1. เราต้องคิดนอกกรอบ ตามที่ดิฉัน เข้าใจคือ สิ่งที่เราเรียนรู้มาเราควรจะรู้จริง รับรู้ให้มากกว่าสิ่งที่ได้รับรู้ ท่านอาจารย์ให้เราอ่านหนังสือหาองค์ความรู้ใหม่ๆตลอดเวลา ไม่เพียงแต่สิ่งที่เกี่ยวข้องกับตัวเอง เราควรจะรู้รอบตัวเพื่อให้ทันสถานการณ์ปัจจุบัน การเรียนรู้สิ่งใหม่นั้นล้วนเป็นประโยชน์แก่ตัวเราเอง ถ้าเราคิดว่าวันนี้เราเก่ง แต่ไม่มีการพัฒนาตัวเอง ไม่คิดจะเรียนรู้ต่อไป อนาคตเราก็ไม่เก่งเพราะเราหยุดนิ่งในขณะที่คนอื่นๆปรับตัวตลอดเวลา เราจะตามโลกไม่ทัน ซึ่งตามปกติแล้วดิฉันสนใจติดตามข่าวเฉพาะที่ตัวเองสนใจ ดิฉันคิดว่าไม่พอแล้ว เราควรสนใจสิ่งไกลตัวไปบ้าง ซึ่งก็น่าจะนึกถึงสิ่งที่ท่านอาจารย์ได้พูดถึง 2R’s คือ Reality การมองความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในประเทศ องค์กร และ Relevance การอ่านเน้นตรงประเด็น และหาความรู้ใหม่ เอาไปสร้างมูลค้าเพิ่ม 2. วิธีการเรียนการสอนของท่านอาจารย์ จีระท่าได้ให้เรามองทรัพยากรมนุษย์ จาก Macro ไปสู่ Micro 3. จากการดู Clip VDO สัมภาษณ์ คุณพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา กับท่านอาจารย์ จีระนั้น คุณพารณได้กล่าวว่า“คน เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีค่าที่สุดขององค์กร” ฉะนั้นการบริหารงานบุคคลเป็นหัวใจแท้ๆ การรักษาคนในองค์กร สร้างความผูกพัน ความสัมพันธ์ การให้สวัสดิการที่ดี ให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการอยู่ร่วมกัน ให้ความใกล้ชิดเป็นกันเองในทุกระดับ ผู้บังคับบัญชารักลูกน้อง ลูกน้องก็จะรักกลับ และก็จะทำงานให้องค์กรอย่างเต็มหน้าที่ ก็เหมือนองค์กรของบริษัทดิฉันเป็นองค์กรของคนกลุ่มใหญ่ และเป็นบริษัทอาหารเช่นกัน การที่จะให้มีการเปลี่ยนแปลงระบบต่างๆ ไม่ ว่าจะเป็นกฏหมายอาหาร เพื่อให้เกิดความเข้าใจถึงผลเสียหากขาดระเบียบวินัยในการทำงาน ฝ่ายฝึกอบรมของบริษัทตลอดจนฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะจัดอบรมทั้งบริษัท เพื่อให้ดำเนินไปในแนวทางเดียวกัน ฉะนั้นถ้าเราสามารถทำให้พนักงาน หรือที่เราเรียกว่า “คน” ทำงานให้เราอย่างมีประสิทธิภาพเราต้องให้ความสำคัญกับ คน/พนักงานในองค์กร สำหรับท่านอาจารย์ จีระ จะกล่าวถึง ”ทรัพยากรที่สำคัญที่สุดในปัจจุบันไม่ใช่เงิน เครื่องจักร หรือสิ่งของ แต่เป็น คน” ฉะนั้น HR ที่ ท่านอาจารย์ จีระ กล่าวถึงมี 2 ลักษณะ คือ 1. HR ที่ทำงานไปวันๆ และ 2. HR ที่เพิ่มมูลค่า 4. การเปลี่ยน “คน “ ไม่ได้เปลี่ยนง่ายๆ เพราะเราต้องพัฒนาทั้งชีวิต คือ เราต้องทำอย่างต่อเนื่อง 5. การจัดความรู้ KM = Knowledge Management คือ ความรู้, แชร์ความรู้ , ทำอย่างไรเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และ Performance6. 3 อย่างที่อยากให้มีในการทำงาน คือ Happiness การสร้างความสุขในการทำงาน, การให้เกียรติซึ่งกันและกัน และ High Performance <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoBodyTextIndent"> นี่คือสิ่งที่ได้จากท่านอาจารย์ จีระ ในการเรียนการสอนวันแรก ส่วนทีมงานของท่านขอขอบคุณ คุณยม นาคสุข ที่ได้ช่วยเสริม สรุปองค์ความรู้ต่างๆให้ และ เสริม</p>4ท คือ 1.ท้าทาย 2.ท่าทีที่ดีต่อตังเอง 3.ทบทวน 4.ทำ ส่วนท่านอาจารย์ จีระ เสริมข้อที่ 5. การมั่นใจตังเอง สุดท้ายขอขอบพระคุณท่านอาจารย์ จีระ ที่ให้โอกาสสอนพวกเรานักศึกษาสาขาการจัดการธุรกิจเกษตรเเละอุตสาหกรรมอาหารที่ลาดกระบัง ด้วยระยะเวลาหนึ่งเทอม และขอบคุณคะ สำหรับโอกาสที่อาจารย์จีระ เปิดให้ นักศึกษาอย่างดิฉันได้เสนอความคิดเห็นร่วมกับอาจารย์คะ ดิฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะเก็บเกี่ยวความรู้ที่ได้จากท่านอาจารย์ จีระ และการแลกเปลี่ยนทัศนคติต่างในชั้นเรียนมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม <p> </p>
การจัดการทรัพยากรมนุษย์นับว่าเป็นการจัดการที่ยาก แต่จะทำอย่างไรให้ทรัพยากรที่มีอยู่เกิดประสิทธิภาพ เนื่องจากทรัพยากรมนุษย์เป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุดในองค์กร หากขาดบุคลากรที่มีความรู้ สามารถที่ดี อาจจะส่งผลกระทบต่อองค์กรได้ ทั้งการแข่งขันและการพัฒนา ทั้งนี้ควรมีการฝึกอบรมแก่บุคลากรฝ่ายต่าง ๆ เพื่อพัฒนาความรู้ ความสามารถให้มีประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น สิ่งหนึ่งที่ทุกองค์กรพึงมี ก็คือ การดูแลบุคคลภายในองค์กรตั้งแต่ผู้บริหารจนถึงพนักงานทำความสะอาด ตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาทำงานจวบจนวันสุดท้ายที่ลาออกหรือเกษียณอายุไป ด้วยการให้เงินเดือน จัดสวัสดิการต่าง ๆ เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าเล่าเรียนของบุตร เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะทำให้บุคลากรทุ่มเทความสามารถในการทำงานให้กับองค์กรอย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องแวดล้อมต่าง ๆ บุคลากรก็จะมีความสุขกับการทำงาน งานที่ออกมาก็จะมีประสิทธิผล ทำให้องค์กรมีการพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง หากมีผู้บังคับบัญชาที่เก่งคิด เก่งงาน และเก่งคน โดยเฉพาะเก่งคน รัก ดูแล เข้าใจและให้ความเป็นธรรมกับลูกน้อง สิ่งที่ตามมาก็คือความรักจากลูกน้องที่มีต่อผู้บังคับบัญชาและองค์กร ความรักความผูกพันและความสามัคคีจะส่งผลให้องค์กรประสบผลสำเร็จและมีการพัฒนา บุคลากรเหล่านั้นก็ยังอยู่ในองค์กรนั้นต่อไป ไม่เพียงแต่การดูแลบุคคลในองค์กรเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงบุคคลภายนอกองค์กรด้วย ซึ่งอาจจะเป็นลูกค้าหรือบุคคลทั่วไปก็ได้ ทางองค์กรควรยึดมั่นคุณธรรม ธุรกิจก็ดำเนินต่อไปได้ด้วยดีและยาวนาน ลูกค้าก็จะชอบและพอใจในสินค้า แล้วนำไปสู่การซื้อสินค้านั้นอีกครั้ง
กราบเรียน ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์
สวัสดีค่ะดิฉันนางสาวอรุณี วงษ์กุหลาบ นักศึกษาปริญญาโทสาขาการจัดการธุรกิจเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ได้เจอท่านอาจารย์และคณะ วิธีการสอนของอาจารย์เป็นแบบแนวใหม่ และแนะนำว่าควรที่จะหาความรู้เพิ่มเติมด้วยตัวเองให้มาก แล้วนำความรู้ที่ได้นำมาใช้แล้วคิดต่อเพื่อเพิ่มมูลค่า เป็นการสร้างความคิดนอกกรอบ สิ่งที่ได้รับจากการเรียนกับอาจารย์ ศักยภาพของคนมีทั้งหมด 100 % แต่ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนจะดึงออกมาใช้เท่าไหร่บางหน่วยงานดึงออกมาใช้มาก บางหน่วยงานก็ใช้น้อย ทั้งนี้ก็เป็นเพราะในหน่วยงานแต่ละหน่วยงานขาดความกระตุ้นและขาดการบริหารคนดังนั้นก็จะเห็นได้ว่า “คน” นี่แหละเป็นตัวการสำคัญที่จะทำประโยชน์ให้กับหน่วยงานหรือองค์กร ดังนั้น“คน เป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุดขององค์กร” ความรู้ต่างๆที่เราได้รับมาแล้วควรที่จะมีการแลกเปลี่ยนกับผู้อื่นด้วย เพื่อที่ว่าจะได้นำแนวความคิดหรือความรู้ที่ได้มาคิดต่อยอด หรือเป็นการสร้างแนวความคิดนอกกรอบเหมือนที่อาจารย์ว่า แต่จะให้สมบูรณ์ที่สุดก็ต้องนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด หลักการนี้สามารถนำไปใช้ใช้ได้กับทุกๆองค์กร การที่เราจะทำงานหรือทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่จำเป็นต้องรู้เยอะ อาจจะรู้น้อยก็ได้แต่ต้องรู้ให้จริง การที่จะรู้ให้จริงได้ก็ต้องอาศัยการอ่าน หาความรู้เพิ่มเติม ซึ่งปัจจุบันนี้คนไทยไม่ชอบอ่านหนังสือ สิ่งที่อาจารย์แนะนำ - เป็นมนุษย์ต้องมีความสุขในการทำงาน- เรื่องทรัพยากรมนุษย์ ให้เกียรติซึ่งกันและกัน ในเรื่องนี้พอดีไปอ่านหนังสือเจอ เรื่องข้อแนะนำในการดำเนินชีวิต มีอยู่ข้อหนึ่งบอกไว้ว่า จงปฏิบัติตาม 3Rs (ของอาจารย์มีทฤษฎี 2R’s) เลยเอามาให้ดูกันค่ะน่าจะนำไปใช้ได้1) Respect for self เคารพตนเอง หากเราไม่เคารพตนเอง แล้วใครจะเคารพเรา2) Respect for others เคารพผู้อื่น เมื่อเราเคารพตัวเองแล้ว เราต้องเคารพคนอื่นด้วย3) Responsibility for all your action หากเราไม่รับผิดชอบต่อการกระทำของเราแล้ว ใครจะมาเคารพเรา รับผิดแทนเรา- เกิดผลประกอบการที่ดี (high performance)จากที่ได้ดูการสัมภาษณ์ของคุณพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา - เชื่อมั่นในคุณค่าของคน เนื่องจากงานส่วนใหญ่สำเร็จก็เพราะคน เมื่อเปรียบเทียบกับสิ่งของต่างๆ แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเครื่องจักร หรือวัสดุอุปกรณ์อื่นๆ เมื่อระยะเวลาเปลี่ยนไป สิ่งเหล่านี้มีแต่จะเสื่อมลง แต่คนเมื่อเวลานานขึ้นยิ่งเก่ง และมีความสามารถ - การทำงานต้องมีเทคโนโลยีที่ใหม่ แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้ คือ คน แบ่งออกเป็น คนในองค์กร ซึ่งการสร้างคนในองค์กรต้องสร้างในทุกระดับ , คนนอกองค์กร ต้องมีการแข่งขันกันในระดับโลก-การที่จะมอบอำนาจให้พนักงานระดับล่างทำงานได้ดี ต้องมีความแน่ใจว่าสามารถใช้อำนาจในทางที่ถูกต้อง-กลวิธีในการรักษาคนในองค์กรไว้ ต้องสร้างความผูกพัน ดูแลพนักงานตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้ายที่เข้าทำงานให้ดี เมื่อมาอยู่แล้วต้องมีสวัสดิการที่ดี และเมื่อเกษียณไปแล้วต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดีสุดท้ายนี้ถึงแม้ว่าจะเรียนกับอาจารย์เป็นครั้งแรกแต่ดิฉันคิดว่าน่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงในชีวิตของดิฉันอย่างแน่นอนเพราะทุกวันนี้ดิฉันมักจะอ่านแต่หนังสือที่เกี่ยวข้องกับงานที่ทำแต่ยังขาดความรอบรู้ในด้านอื่นๆ อีกมาก และดิฉันจะเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่ได้จากอาจารย์มาผนวกกับการ Share Idea กับเพื่อนๆ ร่วมชั้นเรียนแล้วนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุดค่ะ
กราบเรียน ศ.ดร. จีระ ดิฉัน นางสาวศมน อิศรางกูร ณ อยุธยา นักศึกษาปริญญาโท สาขาการจัดการธุรกิจเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร จากการได้เรียนวิชา HR กับอาจารย์ เป็นครั้งแรก รู้สึกได้เลยว่าจะต้องฝึกตัวเองให้มีความมั่นใจ กล้าแสดงออกมากขึ้น กับการที่อาจารย์จะใช้วิธีการสอนแบบให้แสดงความคิดเห็น และแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน ประกอบกับได้ยินชื่อเสียงของอาจารย์มาก่อนนับว่าดิฉันโชคดีที่จะได้รับความรู้ต่างๆจากประสบการณ์ของอาจารย์ จากที่อาจารย์ได้กล่าวไว้ว่า วิชานี้ควรจะมีความคิดนอกกรอบ ไม่ยึดติดกับทฤษฎีเก่าๆ หรือการที่จะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ จะต้องดึงความสามารถของคนคนนั้นมาใช้ ไม่ใช่แค่สั่งให้ทำ เนื่องจากแต่ละคนมีความแตกต่างกัน ทฤษฎีเพียงอย่างเดียวไม่อาจนำมาใช้ได้ดีกับคนทุกคน หากรู้ถึงความสามารถและมอบหมายงานให้ตรงกับความสามารถที่มีอยู่นั้นงานที่ได้ย่อมจะออกมาดีกว่างานที่จำเป็นต้องทำ อาจารย์ได้เน้นถึงการมองภาพจาก Macro สู่ Micro เพราะ ภาพรวมนั้นย่อมต้องมีผลกระทบถึงจุดเล็กๆ หรือการที่จะดำเนินงานในองค์กร ก็จะต้องคำนึงถึงสังคมส่วนรวมด้วย อาจารย์ได้กล่าวถึงทฤษฎี 2 R’s คือ 1.Reallity คิดถึงความเป็นจริงที่เกิดขึ้น และ 2. Relevance คือการอ่านจับประเด็นให้ถูกต้องตรงกับวัตถุประสงค์ที่ผู้เขียนต้องการสื่อ เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะการอ่านที่ไม่มีการจับประเด็น เข้าใจคลาดเคลื่อน ทำให้ไม่ได้ประโยชน์อย่างเต็มที่ หรืออาจไม่ได้อะไรเลยก็ได้ จากเทปการสนทนาของ อาจารย์ กับ คุณพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา ก็ทำให้ได้รับความรู้และข้อคิดดีๆหลายอย่าง เช่น - คนเป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุดในองค์กร เพราะ สิ่งของ ยิ่งใช้มาก ก็จะมีแต่จะเกิดความเสื่อม คุณค่าลดลง ในขณะที่คนยิ่งนานวัน การสะสมประสบการณ์ยิ่งทำให้คนคนนั้นมีคุณค่ามากขึ้น -การบริหารงานบุคคลเป็นหัวใจขององค์กร ถ้าองค์กรพัฒนาบุคคลให้มีความสามารถ และสร้างความผูกพันธ์ต่อองค์กรนั้นได้ องค์กรนั้นจะมีความมั่นคงและไปได้เร็ว ซึ่งการพัฒนาบุคลคล จะต้องพัฒนาทุกระดับ เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกันและสามารถสื่อสารได้อย่างถูกต้อง ส่วนการสร้างความรักและความผูกพันธ์ต่อองค์กร เช่น มอบหมายงานตามความสามารถ เพื่อให้พนักงานเกิดความรู้สึกภาคภูมิใจและอยากทำให้ได้ตามที่ได้รับความเชื่อมั่นนั้น ให้ความยุติธรรม มีสวัสดิการตั้งแต่เริ่มทำงานจนถึงออกจากงาน ให้ความสนิทสนมกับคนงานทุกระดับ นอกจากนี้อาจารย์ยังได้เสริมเรื่อง KM ด้วยว่า ทุกวันนี้เราได้รับความรู้มาจากอะไร ได้มาแล้วมีการ Share กันหรือไม่ และจะสร้างมูลค่าเพิ่มจากควารู้นั้นอย่างไร ซึ่งความรู้ไม่จำเป็นต้องรู้มาก แต่ขอให้รู้จริง และยังได้รับข้อคิด 4 ท.จากคุณยม นาคสุข ด้วยคือ 1.ท้าทาย 2.ท่าที 3.ทบทวน และ4.ทำ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ตามความเข้าใจก็คือ กล้าและพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ มีท่าทีที่ดีกับอาจารย์และตัวเอง การที่อาจารย์ดุ หรือเตือนก็เพราะมีความปราถนาดีอยากให้ลูกศิษย์เป็นคนเก่งและคนดี ส่วนการทบทวนก็คือยิ่งทบทวนมากยิ่งเข้าใจมากขึ้น และทำเพื่อให้มั่นใจว่าความรู้ที่ได้รู้นั้นเป็นความรู้ที่ถูกต้อง</p>
สวัสดีค่ะ ศ.ดร.จีระ และท่านผู้อ่านทุกท่าน ดิฉัน น.ส.วิชชุวรรณ ชอบผล นักศึกษาปริญญาโท ภาควิชาการจัดการธุรกิจเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร ลูกศิษย์ของอาจารย์ในวิชา HR ค่ะ หลังจากได้รับการสอนจากอาจารย์แล้ว ดิฉันรู้สึกว่าได้มองข้ามอะไรที่ดีๆไปหลายอย่างในชีวิต หนังสือพิมพ์ก็มีทุกวัน แต่ไม่เคยสนใจข่าวที่ต้องมาเกี่ยวข้องกับตนเองในตอนนี้ เหมือนเป็นคนที่ชอบเขี่ยผักออกจากจานที่วางอยู่ตรงหน้าทิ้งไป ทั้งๆที่รู้ว่ามันมีประโยชน์ หลังจากนี้จะไม่ทำอีกแล้วค่ะ เพราะทราบแล้วค่ะว่าจะโตได้อย่างไรถ้าไม่กินผัก ความรู้มากมายที่ดิฉันได้รับในวันนั้นมันก็เหมือนเป็นผักพันธุ์ใหม่ที่ไม่เคยเห็น ไม่เคยได้กิน มันเป็นผักที่มีคุณค่ามากจริงๆค่ะ มันอาจกลายเป็นผักสร้างคน ซึ่งเป็นสิ่งมีค่าที่สุดในองค์กร สร้างองค์กรที่เต็มไปด้วยคนที่มีคุณธรรม มีการสื่อสารที่เข้าใจกัน มีการปกครองที่ดี ที่แฝงไปด้วยความผูกพันและการเอาใจใส่ดูแล มีการให้เกียรติซึ่งกันและกัน มีสวัสดิการที่ดี มีการให้โอกาสในการมีส่วนร่วมในการบริหารองค์กร ทำให้บุคคลในองค์กรมีความสุขที่ได้ทำงานร่วมกัน และสุดท้ายก็จะเกิดผลประกอบการที่ดี ถ้าขาดสิ่งเหล่านี้องค์กรที่สร้างมาถึงแม้จะมีความมั่นคงแค่ไหน ก็คงล้มลงได้ <p style="text-justify: inter-ideograph; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> นี่คือผักที่อาจารย์ได้หยิบยื่นให้ดิฉันทานเข้าไปในวันนั้น และดิฉันก็ยังคงต้องการทานผักที่มีคุณค่าเช่นนี้อีกค่ะ เพื่อความเป็นเลิศ ความคิดนอกกรอบ กล้าที่จะต่อยอดความคิด ความมั่นใจในตัวเอง กล้าแสดงความคิดเห็น และมีคุณค่าเพิ่มขึ้นจากเดิมค่ะ </p><p style="text-justify: inter-ideograph; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p> รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เรียนกับอาจารย์ค่ะ <p> </p>
กราบเรียน อาจารย์ ศ. ดร. จิระ หงส์ลดารมภ์ และสวัสดีเพื่อนนักศึกษาทุกท่าน กระผมนาย ชาญธวัช ฝ่ายหมื่นไวย์ มีความรู้สึกดีใจมากที่ได้เรียนวิชานี้กับอาจารย์ เพราะแนวทางการสอนของอาจารย์จะแตกต่างจากอาจารย์ท่านอื่นๆที่เคยเรียนมา สำหรับเนื้อหาที่ได้รับเมื่อการเรียนวันที่ 11 มิถุนายน 2549 ที่ผ่านมากระผมพอจะสรุปได้ดังนี้
1 โลกปัจจุบันเป็นโลกไร้พรมแดน ดังนั้นการที่อีกประเทศหนึ่งทำอะไรขึ้นมาอย่างหนึ่ง เดิมจะไม่มีผลกระทบต่ออีกประเทศหนึ่ง แต่ปัจจุบันไม่เป็นอย่างนั้นแล้ว การที่ประเทศหนึ่งประเทศใดกระทำอะไรก็ตามมักจะมีผลกระทบจากประเทศอื่นเป็นอย่างมาก เช่น การที่จีนเปิดประเทศ หรือการที่ อเมริกามีข้อพิพาทกับอิหร่าน ก็ส่งผลทำให้ราคานำมันแพงขึ้นเป็นอย่างมาก (และไม่มีที่ท่าจะลดลง)เศรษฐกิจของประเทศอื่นๆทั่วโลกกระทบจนหมด ดังนั้นมุมมองของนักบริหารจะต้องปรับเปลี่ยนให้มองดูระดับโลกก่อนแล้วค่อยปรับองค์กรตามกระแสการเปลี่ยนแปลงของตลาดโลก (มอง Macro สู่ Micro) ซึ่งก่อนหน้านี้องค์กรส่วนใหญ่จะมองสินค้าและบริการของต้นเป็นแบบ inside out (คือมองหา ทุน คน เครื่องจักร สินค้า แล้วค่อยมองหาตลาด ซึงเมื่อก่อนก็สามารถทำได้เนื่องจากผู้ผลิตมีน้อยราย) มาเป็น outside in (คือมองที่ความต้องการของลูกค้าก่อนแล้วจึงผลิตสินค้าหรือให้บริการ) จากสถานการณ์ดังกล่าวบางแนวคิดของเรา Guru ที่ใช้ในปัจจุบันจะต้องปรับเปลี่ยนเช่น การทำ SWOT Analysis ก็มีผู้แย้งมาแล้วว่าล้าสมัยเพราะเป็นการมององค์กรก่อนที่จะมองถึงภาพรวม
2 การดำเนินขององค์กรต้องเน้นการทางด้านทรัพยากรมนุษย์ เพราะมนุษย์เป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุดขององค์กร ดังนั้นแต่ละบริษัทควรมีการวางแผนในการพัฒนาบุคคลากรอย่างเหมาะสมเพื่อให้บุคคลากรนั้น competent แต่ปัจจุบันแต่ละองค์กรกลับให้ความสำคัญน้อยมาก เท่าที่เคยตรวจโรงงานในประเทศไทย หลายโรงงานให้ความสำคัญกับการบำรุงรักษาเครื่องจักรมากกว่าการฝึกอบรมพนักงานด้วยซ้ำ จึงไม่น่าแปลกใจที่ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในประเทศที่กำลังพัฒนาอยู่
3 การจัการด้าน HR ในปัจจุบันควรมุ่งเน้นทางด้าน Strategic มากกว่า routine เพราะถ้า HR ยังคงยุ่งกับงานประจำพวก การปรับเงินเดือน การขาด ลา มาสายของพนักงาน องค์กรจะเสียเปรียบในการแข็งขันที่มีสูงขึ้นในปัจจุบัน
เรื่องอื่นๆที่ขอ share กับอาจารย์ และเพื่อนๆดังนี้
1 เรื่องทัศนะคติผิดๆของคนไทยที่เรามุงหวังในใบประกาศมากเกินไป เช่นที่อาจารย์กล่าว ประเทศไทยมีผู้ที่เรียนปริญญาโทกันเยอะ(รวมทั้งผมที่กำลังเรียนด้วย) แต่การพัฒนาประเทศนั้นไม่ได้เป็นสัดส่วนตามการเรียนนั้น ผมมีกรณีตัวอย่างที่คล้ายกันคือ การที่เมื่องไทยเป็นประเทศที่ได้รับการรับรองด้าน ISO 14000 มากที่สุดในภูมิภาคนี้แต่ศักยภาพในการแข่งขันกไม่ได้มากขึ้นตามไปด้วยเพราะเราทำเพื่อมุ่งหวังใบประกาศจนมากเกินไปผู้ที่เข้าใจในระบบจึงมีน้อย(ไม่เกิน 2% ของทั้งองค์การ) ดังนั้นเมื่อนำระบบมาใช้จึงทำให้หลายๆองค์กรติดขัดจนมีผู้กล่าวว่า ISO ย่อมาจาก Idiot System Organizations ไป
2 เรื่องข้าวผมมีข้อมูลดังนี้ ปัจจุบันผลผลิตต่อไร่ของประเทศไทยตำมากเมือ่เปรียบกับคู่แข่งคือ
2.1 ประเทศไทย 380 กิโลกรัมต่อไร่
2.2 ประเทศพม่า 500 กิโลกรัมต่อไร่
2.3 ประเทศเวียดนาม 600 กิโลกรัมต่อไร่
2.4 ประเทศจีนกำลังมีการปรับปรุงพันธุ์ข้าว"ซุปเปอร์ไรซ์" ที่ให้ผลผลิตถึง 2000 กิโลกรัมต่อไร่
ที่เป็นอย่างนี้เพราะเรามีการใช้ปุ๋ยและสารเคมีกันเยอะมากจนทำให้ดินเสีย( ในปี 2547 ไทยนำเข้าปุ๋ยเป็นเงิน 33000 ล้านบาท) ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากการไม่รู้ของเกษตรกรเอง และการที่มีพนักงานขายปุ๋ยและสารเคมีที่ไม่มีจริยธรรมไปหลอกทางเกษตรกร (การใช้ปุ๋ยและสารเคมีเป็นอะไรที่เรามีตัวอย่างอยู่แล้วแต่ไม่เคยจำเช่น เมื่อก่อนส้มรังสิตเป็นส้มที่มีชื่อเสียงมากแต่ปัจจุบันเหลือแต่ชื่อเพราะที่ดังกล่าวไม่สามารถปลูกส้มได้อีกแล้วเนื่องจากดินเสียอย่างรุนแรงจากการใช้ปุ๋ยและสารเคมีอย่างบ้าเลือด) ดังนั้นการที่ข้าวไทยจะยังคงเบอร์ 1 ของโลกอยู่ได้เราคงต้องเน้นทางด้าน คน(ให้มีความรู้มากขึ้น) เทคโนโลยีในการผลิตที่จะทำให้ผลผลิตต่อไร่สูงขึ้นมากกว่านี้ ปัจจุบันทาง วว. เองก็มีการใช้เทคโนโลยี่สาหร่ายมาใช้ในการเพิ่มสารอาหารในดินแทนการใช้ปุ๋ยเคมี
สุดท้ายสำหรับเพื่อนทุกคนผมอ่านเจอนำจิ้มอาหารสมองที่อยาก share ให้ทุกคนดังนี้
The man who graduates today and stops leaning tomorrow is uneducated the day after. (Newton D. Baker)
ขอแสดงความนับถือ
ชาญธวัช ฝ่ายหมื่นไวย์
เรียน อาจารย์ที่เคารพ ดิฉันนางสาว ศรีทอง โคตะมะ ลูกศิษย์ สาขาบริหารธุรกิจเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร พระจอมเกล้าคุณทหาร ลาดกระบัง จากการพบกันครั้งแรก ดิฉันได้สังเกต ( ครั้งแรกยังไม่ได้ร่วมแสดงแนวความคิดของตนเอง เพราะพึ่งเป็นการเริ่มต้นรุ้จักกันและกัน)จากแนวความคิดที่อาจารได้ถ่ายทอดออกมาในการมองมนุษย์ และการพัฒนาให้เกิดความยั่งยืนได้นั้นเราต้องทราบความเป็นไปของสี่งรอบข้าง ความเป็นไปของธรรมชาติของบ้านเมือง และความเป็นไปของสังคมโลกที่เราต้องมีความเกี่ยวข้องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ทุกรูปแบบเต็มๆ 100 % ( จริง ๆ แล้วก็เกี่ยวข้องกันมาตลอด อยู่ที่ว่าใครจะมองเห็นและมองได้ทันต่อผลอนาคตที่จะตามมาหรือไม่ แต่ที่ผ่านมาดิฉันยอมรับว่ามองเป็นเรื่องไกลตัวมาก)
และการที่เราคนไทย จะอยู่ได้อย่างยั่งยืนและเป็นสุขในสังคมโลกนั้นเราต้องมีแนวทางที่ต้องพัฒนาคนอย่างรู้ทิศทางและเท่าทัน ครั้งนี้ท่านอาจารย์ได้จุดประกายแนวความคิดนี้ให้กับดิฉัน และดิฉันมีความตั้งใจว่า สิ่งดีจะไม่ได้จบที่ตัวเอง แต่สิ่งดีเหล่านี้จะได้รับการกระจายไปสู่คนรอบข้าง สังคมครอบครัว สังคมการทำงาน และสักวันไม่ไกลดิฉันจะต้องเป็นส่วนหนึ่งในการสืบทอดแนวคิดที่ดีในการพัฒนาสังคมการเรียนรู้ตลอดชีวิตในทุกๆที่ที่อยู่ เพื่อความยั่งยืน
มีแนวความคิดหนึ่งท่านอาจารย์ได้กล่าว และเป็นสี่งที่ดิฉันได้ทำและเชื่อมาตลอดคือ มีความเชื่อที่ดี เคารพตนเอง และเคารพผู้อื่น
สำหรับอาทิตย์นี้ เป็นการเริ่มต้นที่ตรงใจ ขอใช้คำของท่านอาจารย์นะคะ " โป๊ะเช๊ะ " มากค่ะ
ขอแสดงความเคารพอย่างสูง
ลูกศิษย์
สวัสดีค่ะ ศ.ดร.จีระ และเพื่อนผู้อ่านทุกท่าน
ตั้งแต่ก้าวแรกที่ย่างกรายเข้าไปในห้อง บรรยากาศภายในห้องทำให้รู้สึกทันทีว่าวันนี้มันไม่ธรรมดาซะแล้ว แล้วการเรียนรู้ครั้งยิ่งใหญ่ก็ได้เริ่มขึ้น ศ.ดร.จีระได้แนะนำตัวและทีมงานของท่านให้สมาชิกนักศึกษาปริญญาโททุกคนรู้จัก ยอมรับตามตรงว่าตัวดิฉันเองไม่เคยรู้จักท่านมาก่อน สิ่งแรกที่ดิฉันต้องทำคือต่อสู้กับความตื่นเต้นผสมความกลัวของบรรยากาศเหล่านั้นให้ได้ และเปิดใจยอมรับเพื่อที่จะเรียนรู้ไปพร้อมกับอาจารย์และเพื่อนๆทุกคน มีคนเคยบอกไว้ว่าให้ทำตัวเราเองเหมือนแก้วเปล่า แล้วค่อยๆรองรับน้ำ(ความรู้ ประสบการณ์) จากอาจารย์ แต่ดิฉันว่าการเรียนกับอาจารย์ที่ชื่อว่า ศ.ดร.จีระ คงไม่ใช่แค่มาเปิดใจเปิดสมองรับความรู้จากอาจารย์เพียงฝ่ายเดียว แต่เราต้องพยายามขวนขวายหาความรู้และประสบการณ์ใหม่ๆไปพร้อมๆกัน และอีกสิ่งหนึ่งที่อาจารย์ได้บอกไว้ว่าวันแรกของการเรียนกับอาจารย์เป็นวันที่สำคัญที่สุด ดิฉันคิดว่ามันใช้ได้กับหลายๆสถานการณ์เลยทีเดียว เช่น ตัวดิฉันเองเคยคิดไว้หลายครั้งแล้วว่าการที่เรามาเรียนในสาขาการจัดการธุรกิจเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารเราก็ต้องติดตามข่าวสารที่เกี่ยวข้อง ทันยุคทันสมัย แต่ก็ยังไม่ได้เริ่มทำจริงจังซะที และแล้ววันที่จะทำให้ก้าวแรกของดิฉันได้เริ่มต้นก็มาถึง เมื่อได้รับแรงกระตุ้นจากอาจารย์ แม้อาจารย์จะดุเราไปบ้างแต่ความจริงแล้วที่ทำไปก็เพราะความหวังดีที่จะเปลี่ยนแปลงเราไปในทางที่ดีขึ้น ให้รู้จักคิดมากขึ้น
สรุปสาระสำคัญหลักๆ
1.ต้องมีความสุขในการทำงาน
2.มองมนุษย์ด้วยความให้เกียรติซึ่งกันและกัน
3.เกิดผลประกอบการที่ดี
ข้อคิดเห็น
การคัดเลือกคนที่มีคุณภาพเข้ามาทำงานเป็นสิ่งที่ยากแล้ว แต่สิ่งที่ยากกว่านั้นคือรักษาบุคลากรเหล่านั้นให้อยู่กับองค์กรไปตลอดนั้นเป็นสิ่งที่ยากยิ่งกว่า ดิฉันจึงคิดว่าควรใช้หลัก 5 ค
1.ครอบครัว องค์กรต้องทำให้พนักงานทุกคนเป็นครอบครัวเดียวกัน
2.ครอบคลุม ต้องให้ความดูแลเอาใจใส่กับทุกคนเท่าเทียมกัน
3.คุ้มครอง เมื่อยามที่เขาได้รับความเดือดร้อนก็ต้องยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ
4.คุ้นเคย สร้างความเป็นมิตรและสนิทสนม
5.คุณค่า ทำให้เขารู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าในองค์กร
มีกระแสพระราชดำรัส ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาให้อ่านกันค่ะ " ใครไม่เคยถูกตี ถูกทุบ เจอเรื่องเลวร้ายในชีวิตมาเลยนั้น จงอย่าได้คิดทำการใหญ่ "
สุดท้ายนี้ขอขอบritคุณอาจารย์และพี่ๆทีมงานทุกคนที่เสียสละเวลาอันมีค่า มาทำให้นักศึกษาทุกคนเป็นคนที่มีคุณภาพเพิ่มขึ้น
เรียนอาจารย์ ดร.จีระ ที่เคารพ ผมเป็นนักศึกษาป.โท สาขาการจัดการธุรกิจและอุตสาหกรรมอาหาร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังมีสิ่งที่ได้รับจากการเรียนในวันที่ 11 มิถุนายน 2549 ผมยอมรับว่าไม่เคยทราบชื่อเสียงของอาจารย์ ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์ มาก่อนเลย แต่หลังจากอาจารย์เริ่มสอนกลับรู้สึกว่าผมโชคดีมากที่ได้เข้าเรียนในวิชา Human Resource Management ซึ่งท่านอาจารย์ให้เกียรติมาถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ ทำให้ผมได้แนวทางในการปรับปรุงความคิดของผมหลายอย่าง อาจารย์กล่าวว่าเกี่ยวกับการศึกษาเรียนรู้ที่ไม่มีวันสิ้นสุด โดยเราไม่ควรหยุดศึกษาหลังจากเราจบการศึกษา แต่เราควรมีการศึกษาอย่างต่อเนื่องเพื่อต่อยอดทางความคิดและนำเรื่องที่เราสนใจไปขยายผลเพื่อสร้างองค์กรแห่งการรู้ โดยให้แนวทางในการปฏิบัติคือมาก่อนเวลาเรียนประมาณ 15 นาทีเพื่อนำข้อมูลและความคิดเห็นมา Share Idea กัน ซึ่งในด้านความคิดควรหัดคิดนอกกรอบบ้าง เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ในองค์กร อาจารย์กล่าวเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนมุมมองในการดำเนินธุรกิจ โดยให้มองทั้ง Micro และ Macro เพื่อให้ประเทศเราสามารถเข้าสู่สนามแข่งขันทางการค้าได้จึงยกตัวอย่างการมอง Micro ของเศรษฐกิจของประเทศไทยรายได้ส่วนใหญ่ของประเทศขึ้นอยู่กับธุรกิจประกอบผลิตภัณฑ์ทางอุตสาหกรรม เช่น การประกอบยานยนต์ ส่วนการมองแบบ Macro ให้มองประเทศเพื่อนบ้านเช่นประเทศเวียดนามเรื่องค่าแรงงานที่ต่ำกว่าในอนาคตอาจมีย้ายฐานการผลิตการประกอบผลิตภัณฑ์ทางอุตสาหกรรมไปยังประเทศเวียดนาม ทำให้ผมคิดว่าต่อไปเราควรวางแผนรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว เช่น การส่งเสริมการธุรกิจเกษตรมากขึ้นอาจารย์ได้ให้ดูวีดีโอเรื่องการบริหารทรัพยากรมนุษย์ ที่สัมภาษณ์ คุณ พารณ อิสรเสนา ณ อยุธยา และได้ให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับ มนุษย์ว่าเป็นหัวใจขององค์กร โดยมองว่ามนุษย์เป็นทรัพยากรที่มีมูลค่าเพิ่ม ( Value added) ทั้งความรู้และประสบการณ์ โดยการที่จะรักษาคนให้อยู่ในองค์กรเป็นสิ่งที่ HR ต้องสร้างให้มีขึ้น ได้แก่ การทำงานให้มีความสุข ,การให้ความนับถือซึ่งกันและกัน,การทำให้ผลประกอบการดี โดยให้บริหารงานควบคู่คุณธรรมเสมอ อาจารย์ที่ ให้แนวทางในการศึกษาความอ่านอย่างสม่ำเสมอและโดยเปรียบการอ่านข้อมูลใหม่ๆ ก็เหมือนการบริโภคผักสดจะได้ประโยชน์กว่าการอ่านข้อมูลเก่าหรือบริโภคผักเก่า โดยทำให้ผมได้วิธีการในการหาความรู้ในการบริหารทรัพยาการมนุษย์โดยอ่านผ่านทาง Blog ท้ายที่สุดนี้กระผมขอขอบพระคุณอาจารย์ ดร. จีระ เป็นอย่างสูงครับ
เรียน ศ.ดร.จีระ ดิฉัน นางสาวณัฏฐา มั่นคง นักศึกษาป.โท ภาควิชาบริหารธุรกิจเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารค่ะ เมื่อได้ยินชื่อ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ครั้งแรก บอกตามตรงว่าไม่เคยรู้จักเลย อาจเป็นเพราะเรายังเด็ก ยังไม่ค่อยจะสนใจสิ่งรอบตัวเท่าไหร่ แต่เมื่อได้เจอตัวจริงแล้วต้องตกใจ คนอะไรมีความสามารถหลายด้านขนาดนั้น จากที่ได้ฟังท่านบรรยายไปเรื่อยๆ พบว่าท่านมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล สอนให้เรารู้จักมองภาพรวมโดยทั่วๆไปของสิ่งที่เราจะทำก่อนที่จะหันไปมองภาพย่อยๆ จริงอย่างที่ท่านว่าถ้าเราไม่มองภาพรวมก่อน เราจะไม่รู้ว่าอะไรที่จะมีผลกระทบกับตัวเรา เพราะสภาพแวดล้อมโดยรวมกับความต้องการและการทำงานของเราอาจจะขัดแย้งกันก็ได้ อย่างดิฉันทำงานสอนหนังสือเด็กประถม ตอนทำงานครั้งแรกคิดว่าเราสอนตามแผนที่เขียนแนะนำและเตรียมตัวตามนั้น แต่ผลกระทบที่มองข้ามไปก็เกิดขึ้น เมื่อเจอเด็กวันแรกสถานการณ์กลับตรงกันข้าม เพราะสิ่งที่เราสอนเด็กไม่สนใจและไม่เข้าใจ ต้องทำความเข้าใจกับเด็กนานเหมือนกัน หลังจากได้เรียนกลับไปทำให้คิดว่า เราไม่ได้ดูเลยว่าเด็กๆสมัยนี้สนใจเกี่ยวกับอะไร มีความต้องการ หรือมีความรู้สึกกับสิ่งใดเป็นพิเศษที่จะทำให้เค้ามีสมาธิและสนใจกับสิ่งนั้นเป็นเวลานาน เราจึงทำสื่อแบบนั้นโดยใช้เนื้อหาที่เด็กต้องเรียนแทรกเข้าไป เป็นต้น อีกทั้งท่านยังแนะนำวิธีการเรียนที่จะทำให้เรามีความเป็นเลิศอีกด้วย ทำให้ดิฉันคิดได้ว่า จากวันนี้ไปเราต้องอ่านหนังสือให้หลากหลาย ไม่ใช่แค่เรื่องที่เคยเรียนเพียงเรื่องเดียว เพราะการที่เรารู้มากจากการอ่านจะทำให้เรามีความคิดที่แตกต่างออกไปจากความคิดเดิม เมื่อมีความรู้ ก็จะทำให้เรากล้าที่จะแสดงความคิดเห็นเองโดยไม่อายใคร เพราะเรามีความรู้ทำให้มั่นใจมากขึ้น และนำความรู้ที่มีมาพูดคุยแรกเปลี่ยนความคิดกับผู้อื่นให้เกิดความรู้ใหม่ที่แตกไปจากเดิมและเข้าใจถ่องแท้ขึ้นอีกด้วย เรื่องสุดท้ายที่ท่านสอนเราคงเป็นเรื่องเกี่ยวกับคน และเราเรียนเรื่องการจัดการทรัพยากรมนุษย์ จากที่ได้ฟังท่านบรยายและฟังการสนทนาของท่านพารณ ทำให้เข้าใจได้ว่า ทรัพยากรที่สำคัญที่สุดก็คือมนุษย์ เราจะทำอย่างไรให้คนอยากทำงานให้กับเรา ก็เหมือนกับการทำงานถ้าเราผูกพันกับคนในองค์กร เป็นงานที่เรารักและถนัด หรือสวัสดิการดี ก็จะทำให้เราทำงานอย่างมีความสุขและสนุกกับการทำงานนั้น แต่ก็มีบางอย่างที่ทำให้เราอยากออกจากงาน เช่น งานที่ทำเราไม่ถนัด สวัสดิการไม่ดี และเรื่อง คน เพราะคนสามารถทำได้ทุกอย่างทั้งสนับสนุนเราหรือทำลายเรา ความเสียหายขององค์กรส่วนใหญ่เกิดจากคนด้วยกันทั้งนั้น ถ้าคนเก่ง แล้วมีคุณธรรมด้วยองค์กรคงจะอยู่รอดมากกว่านี้ จะเห็นได้ว่าองค์กรจะอยู่รอดได้หรือไม่ได้ต้องอาศัยทรัพยากรที่ชื่อว่า มนุษย์ด้วยกันทั้งสิ้น เรามีทรัพยากรต่างๆมากมายแต่ไม่มีผู้ค้นพบหรือนำออกมาใช้อย่างคุ้มค่า ทรัพยากรนั้นก็ไม่เกิดประโยชน์ขึ้นมาเช่นกัน ดังนั้นต้องรู้จักคุณค่าของคนและเลือกคนให้เหมาะสมกับงาน <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal">จากที่ได้ฟังบรรยายจากท่านทั้ง 3 ชั่วโมงเต็ม ทำให้ดิฉันเปลี่ยนความคิดในหลายๆด้าน บางคำพูดของท่านโดนใจทำให้มีความมุ่งมั่นว่าต้องเปลี่ยนแปลงให้ได้ ไม่ใช่เพราะอยากเอาชนะแต่เป็นความจริงที่เลี่ยงไม่ได้ และคนที่ได้คือตัวเราไม่ใช่ใครอื่น อีกสิ่งหนึ่งคือสามารถนำไปปรับใช้ในการทำงานได้ </p>
เรียน ศ.ดร. จีระ และเพื่อนผู้อ่านทุกท่าน
ดิฉัน น.ส.ศิริรัชน์ หินกล้า นักศึกษาป.โท ภาควิชาบริหารธุรกิจเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารค่ะ ดิฉันรู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างสูงที่ได้เป็นลูกศิษย์ของอาจารย์
เช้าวันอาทิตย์ที่ 11 มิถุนายน 2549 ดิฉันมาถึงห้องเรียนประมาณ 8 โมง 45 นาที พอก้าวขาเข้ามาในห้องแล้วมองไปรอบๆ มีคนอยู่ไม่กี่คนหนึ่งในนั้นก็มีผู้ชายท่าทางดุและน่าเกรงขามกำลังนั่งคุยกับทีมงานอีก 2- 3 คน ดิฉันก็คิดในใจว่าคนนี้แน่ๆเลยที่เป็นอาจารย์สอนวิชา HR พอถึงเวลาเรียนหลังจากที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวแนะนำตัวเองและทีมงานแล้ว ดิฉันก็เกิดความรู้สึกกลัวและเกร็งขึ้นมาทันทีเพราะท่านอาจารย์เสียงดังและบรรยากาศในห้องนั้นเงียบกริบและตึงเครียด แต่พอเรียนไปสักพักบรรยากาศในการเรียนก็ดีขึ้นเพราะอาจารย์มีความเป็นกันเองกับลูกศิษย์ ใช้วิธีการสอนที่ไม่เหมือนใครคือไม่ใช่การปิ้งแผ่นใสแล้วบรรยายหน้าชั้นให้นักศึกษาจดตาม แต่อาจารย์ใช้การสอนที่ให้นักศึกษาร่วมแสดงความคิดเห็นในชั้นเรียน
ดิฉันชอบที่อาจารย์สอนว่า ความรู้เปรียบเสมือนผักสด เราควรกินผักสดหลายๆ ชนิด ดิฉันเพิ่งเคยได้ยินประโยคนี้ ในปัจจุบันดิฉันกินผักเพียงไม่กี่ชนิด ผักชนิดไหนที่ไม่ชอบก็จะไม่กินถึงแม้จะรู้ว่ามันมีประโยชน์ต่อร่างกายก็ตาม แต่พอได้ฟังคำพูดของอาจารย์แล้วดิฉันก็จะพยายามกินผักเหล่านั้นให้มากขึ้น และอีกอย่างที่อาจารย์เน้นคือ ทรัพยากรมนุษย์เป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดในองค์กรและสิ่งที่ต้องทำเพื่อรักษาทรัพยากรอันมีค่าให้อยู่กับองค์กรนานๆ คือ การทำงานให้มีความสุข การให้เกียริซึ่งกันและกัน ความยุติธรรม
สุดท้ายอยากขอขอบพระคุณอาจารย์และทีมงานอีกครั้งที่สละเวลามาสอนพวกเรา ... ขอบคุณค่ะ