กราบเรียน อาจารย์ ศ. ดร. จิระ หงส์ลดารมภ์ และสวัสดีเพื่อนนักศึกษาทุกท่าน กระผมนาย ชาญธวัช ฝ่ายหมื่นไวย์ มีความรู้สึกดีใจมากที่ได้เรียนวิชานี้กับอาจารย์ เพราะแนวทางการสอนของอาจารย์จะแตกต่างจากอาจารย์ท่านอื่นๆที่เคยเรียนมา สำหรับเนื้อหาที่ได้รับเมื่อการเรียนวันที่ 11 มิถุนายน 2549 ที่ผ่านมากระผมพอจะสรุปได้ดังนี้

   1 โลกปัจจุบันเป็นโลกไร้พรมแดน ดังนั้นการที่อีกประเทศหนึ่งทำอะไรขึ้นมาอย่างหนึ่ง เดิมจะไม่มีผลกระทบต่ออีกประเทศหนึ่ง แต่ปัจจุบันไม่เป็นอย่างนั้นแล้ว การที่ประเทศหนึ่งประเทศใดกระทำอะไรก็ตามมักจะมีผลกระทบจากประเทศอื่นเป็นอย่างมาก เช่น การที่จีนเปิดประเทศ หรือการที่ อเมริกามีข้อพิพาทกับอิหร่าน ก็ส่งผลทำให้ราคานำมันแพงขึ้นเป็นอย่างมาก (และไม่มีที่ท่าจะลดลง)เศรษฐกิจของประเทศอื่นๆทั่วโลกกระทบจนหมด  ดังนั้นมุมมองของนักบริหารจะต้องปรับเปลี่ยนให้มองดูระดับโลกก่อนแล้วค่อยปรับองค์กรตามกระแสการเปลี่ยนแปลงของตลาดโลก (มอง Macro สู่ Micro) ซึ่งก่อนหน้านี้องค์กรส่วนใหญ่จะมองสินค้าและบริการของต้นเป็นแบบ inside out (คือมองหา ทุน คน เครื่องจักร สินค้า แล้วค่อยมองหาตลาด ซึงเมื่อก่อนก็สามารถทำได้เนื่องจากผู้ผลิตมีน้อยราย) มาเป็น outside in (คือมองที่ความต้องการของลูกค้าก่อนแล้วจึงผลิตสินค้าหรือให้บริการ) จากสถานการณ์ดังกล่าวบางแนวคิดของเรา Guru ที่ใช้ในปัจจุบันจะต้องปรับเปลี่ยนเช่น การทำ SWOT Analysis ก็มีผู้แย้งมาแล้วว่าล้าสมัยเพราะเป็นการมององค์กรก่อนที่จะมองถึงภาพรวม

   2 การดำเนินขององค์กรต้องเน้นการทางด้านทรัพยากรมนุษย์ เพราะมนุษย์เป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุดขององค์กร ดังนั้นแต่ละบริษัทควรมีการวางแผนในการพัฒนาบุคคลากรอย่างเหมาะสมเพื่อให้บุคคลากรนั้น competent แต่ปัจจุบันแต่ละองค์กรกลับให้ความสำคัญน้อยมาก เท่าที่เคยตรวจโรงงานในประเทศไทย หลายโรงงานให้ความสำคัญกับการบำรุงรักษาเครื่องจักรมากกว่าการฝึกอบรมพนักงานด้วยซ้ำ จึงไม่น่าแปลกใจที่ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในประเทศที่กำลังพัฒนาอยู่

    3 การจัการด้าน HR ในปัจจุบันควรมุ่งเน้นทางด้าน Strategic มากกว่า routine เพราะถ้า HR ยังคงยุ่งกับงานประจำพวก การปรับเงินเดือน การขาด ลา มาสายของพนักงาน องค์กรจะเสียเปรียบในการแข็งขันที่มีสูงขึ้นในปัจจุบัน

 เรื่องอื่นๆที่ขอ share กับอาจารย์ และเพื่อนๆดังนี้

    1 เรื่องทัศนะคติผิดๆของคนไทยที่เรามุงหวังในใบประกาศมากเกินไป เช่นที่อาจารย์กล่าว ประเทศไทยมีผู้ที่เรียนปริญญาโทกันเยอะ(รวมทั้งผมที่กำลังเรียนด้วย) แต่การพัฒนาประเทศนั้นไม่ได้เป็นสัดส่วนตามการเรียนนั้น ผมมีกรณีตัวอย่างที่คล้ายกันคือ การที่เมื่องไทยเป็นประเทศที่ได้รับการรับรองด้าน ISO 14000 มากที่สุดในภูมิภาคนี้แต่ศักยภาพในการแข่งขันกไม่ได้มากขึ้นตามไปด้วยเพราะเราทำเพื่อมุ่งหวังใบประกาศจนมากเกินไปผู้ที่เข้าใจในระบบจึงมีน้อย(ไม่เกิน 2% ของทั้งองค์การ) ดังนั้นเมื่อนำระบบมาใช้จึงทำให้หลายๆองค์กรติดขัดจนมีผู้กล่าวว่า ISO ย่อมาจาก Idiot System Organizations ไป

    2  เรื่องข้าวผมมีข้อมูลดังนี้ ปัจจุบันผลผลิตต่อไร่ของประเทศไทยตำมากเมือ่เปรียบกับคู่แข่งคือ

2.1 ประเทศไทย 380 กิโลกรัมต่อไร่

2.2 ประเทศพม่า 500 กิโลกรัมต่อไร่

2.3 ประเทศเวียดนาม 600 กิโลกรัมต่อไร่

2.4 ประเทศจีนกำลังมีการปรับปรุงพันธุ์ข้าว"ซุปเปอร์ไรซ์" ที่ให้ผลผลิตถึง 2000 กิโลกรัมต่อไร่

  ที่เป็นอย่างนี้เพราะเรามีการใช้ปุ๋ยและสารเคมีกันเยอะมากจนทำให้ดินเสีย( ในปี 2547 ไทยนำเข้าปุ๋ยเป็นเงิน 33000 ล้านบาท) ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากการไม่รู้ของเกษตรกรเอง และการที่มีพนักงานขายปุ๋ยและสารเคมีที่ไม่มีจริยธรรมไปหลอกทางเกษตรกร (การใช้ปุ๋ยและสารเคมีเป็นอะไรที่เรามีตัวอย่างอยู่แล้วแต่ไม่เคยจำเช่น เมื่อก่อนส้มรังสิตเป็นส้มที่มีชื่อเสียงมากแต่ปัจจุบันเหลือแต่ชื่อเพราะที่ดังกล่าวไม่สามารถปลูกส้มได้อีกแล้วเนื่องจากดินเสียอย่างรุนแรงจากการใช้ปุ๋ยและสารเคมีอย่างบ้าเลือด) ดังนั้นการที่ข้าวไทยจะยังคงเบอร์ 1 ของโลกอยู่ได้เราคงต้องเน้นทางด้าน คน(ให้มีความรู้มากขึ้น) เทคโนโลยีในการผลิตที่จะทำให้ผลผลิตต่อไร่สูงขึ้นมากกว่านี้ ปัจจุบันทาง วว. เองก็มีการใช้เทคโนโลยี่สาหร่ายมาใช้ในการเพิ่มสารอาหารในดินแทนการใช้ปุ๋ยเคมี

 สุดท้ายสำหรับเพื่อนทุกคนผมอ่านเจอนำจิ้มอาหารสมองที่อยาก share ให้ทุกคนดังนี้

The man who graduates today and stops leaning tomorrow is uneducated the day after. (Newton D. Baker)

ขอแสดงความนับถือ

ชาญธวัช ฝ่ายหมื่นไวย์