ผมนั่งทบทวนในส่วนของผมว่าค่ายฯ นี้ผมคิดอะไร อย่างไร จำได้ว่าต้นคิดมาจากเรื่อง “จิตอาสา”

        ค่ายฯ นี้มีคนเกี่ยวข้องด้วยมาก ตั้งแต่การเริ่มต้นคิดที่จะจัดทำ ที่ ร.ร.วิทยาสัมพันธ์ จ.พิษณุโลก

        ผมนั่งทบทวนในส่วนของผมว่าค่ายฯ นี้ผมคิดอะไร อย่างไร จำได้ว่าต้นคิดมาจากเรื่อง “จิตอาสา”

        มีการชักชวนผู้คนไปทำกิจกรรม “จิตอาสา” กันหลากหลายรูปแบบ หลากหลายกิจกรรม ซึ่งในบรรดากิจกรรมที่ปรากฏมักเป็นการแบ่งปันเฉลี่ยเงินหรือสิ่งของไปบริจาคซะเป็นส่วนใหญ่

        สำหรับผมนั้น การช่วยเหลือแบ่งปันในรูปแบบใด ๆ ล้วนเป็นสิ่งดีงามทั้งสิ้น การให้แก่คนที่ยากลำบากให้เขาได้รับความช่วยเหลือบรรเทาความทุกข์ยากลง เป็นสิ่งที่มนุษย์พึงกระทำต่อกัน เพียงแต่ว่าการจำกัดการช่วยเหลือแบ่งปันให้เหลือเพียงการช่วยเหลือกันในทางวัตถุผมมองว่าค่อนข้างคับแคบไปหน่อย

        การระดมสิ่งของบริจาคให้กับนักเรียนในดินแดนทุรกันดารห่างไกล แม้เป็นสิ่งดีงาม แต่หากแค่นำสิ่งของไปบริจาคเพียงเท่านั้น ให้แล้วก็จบกันไป นักเรียนได้รับของแจก ผู้ทำทานได้รับความอิ่มใจได้รับคำขอบคุณแล้วก็เดินทางกลับ วันดีคืนดีเมื่อปัจจัยเงื่อนไขพร้อมก็รวมตัวทำกิจกรรมเช่นนี้อีก และโรงเรียนเดียวกันนี้ก็อาจได้รับความช่วยเหลือแบบนี้จากคณะอื่น ๆ อีก หมุนเวียนกันไปเรื่อย ๆ

        แม้ว่าผมมิได้มาจากครอบครัวที่ยากจนข้นแค้น แต่ก็ขึ้นชื่อว่ามาจากครอบครัวระดับล่าง สมัยเป็นเด็กเคยได้รับสิ่งของบริจาคอยู่หลายครั้ง แต่ก็จำไม่ได้แล้วว่าใคร คณะใดที่นำสิ่งของมาบริจาค ผมอาจถูกต่อว่าก็ได้ หากบอกต่อว่ามีความลึกซึ้งผูกพันกับเจ้าของทานนั้นได้หรือไม่ อย่างไร

        ผมเห็นดีด้วยกับกิจกรรม “จิตอาสา” แต่การให้ที่คับแคบเพียง “วัตถุ” ก็ยังไม่ทำให้ผมพึงพอใจ ในใจคิดว่า “จิตอาสา” น่าจะทำอะไรได้มากกว่าการให้ทานเป็นวัตถุสิ่งของ และแรงงาน

        และหากว่าผมจะทำทาน สิ่งใดในตัวผมน่าจะเป็นสิ่งที่มีคุณค่าพอที่จะนำไปแบ่งปันหากมิใช่ข้าวของเงินทองรวม

        ผมตอบตัวเองในใจว่านอกจากข้าวของเงินทอง (ซึ่งตัวเองไม่ค่อยจะมีเท่าใดนัก) แล้ว บรรดาความรู้ ประสบการณ์ของตัวเองที่มีอยู่น่าจะเป็น “ทาน” ที่นำไปแบ่งปันได้ ทำนองเดียวกับคำกล่าวที่ว่า “การให้ความรู้เป็นทานเป็นการให้ที่ประเสริฐ”

        นี่เป็นที่มาประการแรกว่าหากจะทำกิจกรรม “จิตอาสา” ผมจะลงเรี่ยวแรงทั้งกายและปัญญาของตนเองในกิจกรรมนั้น ทั้งนี้มิได้เรียกร้องให้ทุกคนต้องลงแรงเช่นเดียวกับผม เพราะเงื่อนไขในชีวิตแต่ละคนแตกต่างกัน ผมมีเงื่อนไขที่เอื้อต่อการลงแรงเช่นนี้ คนอื่นเงื่อนไขอาจไม่พอก็อาจจะแบ่งปันด้วยวิธีอื่นก็เป็นสิ่งที่เหมาะสมกับเงื่อนไขเฉพาะของตนเอง

        ประการถัดมา เกี่ยวข้องกับประสบการณ์ทำงานของผม ผมคลุกคลีกับการจัดการเรียนรู้ให้กับเด็กและเยาวชนมายาวนานพอสมควร ทั้งในระบบและนอกระบบโรงเรียน เรียกว่ามีต้นทุนในทางด้านนี้ไม่น้อย ทั้งเด็กและเยาวชนที่มีความเป็นเลิศเข้าข่ายผู้มีความสามารถพิเศษ เด็กและเยาวชนทั่งไป เด็กเยาวชนที่มีพฤติกรรมเสี่ยงมีแนวโน้มว่ามีปัญหา กระทั่งเด็กพิเศษอีกซีกหนึ่งที่มีความบกพร่องทางด้านการเรียนรู้ ฯลฯ

        และหากว่าผมจะทำค่ายฯ ตามใจผมที่ไม่ต้องอิงกับแหล่งสนับสนุนใด ๆ ผมจะทำค่ายแบบไหน

        ผมอยากทำค่ายที่เน้นพัฒนาการเรียนรู้มากกว่าค่ายที่ป้อนเนื้อหาความรู้ เป็นค่ายที่สนุกสนานเพลิดเพลิน เด็กมีความสุขขณะที่ได้เรียนรู้ไปด้วย รวมทั้งเป็นค่ายที่เน้นการช่วยเหลือตนเองควบคู่กับพึ่งพากันระหว่างสมาชิกในค่ายฯ

        ในด้านกระบวนการเรียนรู้ ผมอยากให้เด็กได้ฝึกฝนทักษะการเรียนรู้ที่จำเป็น ตามหลักการ “หัวใจนักปราชญ์” (สุ-สุตตะ-การฟัง/อ่าน, จิ-จิตตะ-การคิด/วิเคราะห์, ปุ-ปุจฉา-ถาม/สงสัย และ ลิ-ลิขิต-เขียน/บันทึก) ซึ่งทักษะเหล่านี้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างถูกทอดทิ้งในการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนทั่ว ๆ ไป ประจักษ์พยานที่แสดงความอ่อนแอด้านนี้คือผลการประเมินของ สมศ. ที่ชี้ให้เห็นว่าเด็กไทยอ่อนเรื่องการคิด-วิเคราะห์ ซึ่งหากสืบสาวราวเรื่องแล้วมีพื้นฐานมาจากความอ่อนแอของทักษะการเรียนรู้ทั้ง ๔ คือ สุ จิ ปุ ลิ

        ในด้านเนื้อหา ผมอยากให้เด็กได้เรียนรู้เรื่องราวใกล้ตัวในชุมชนของตัวเอง ซึ่งมีอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์ชุมชน ลักษณะทางสังคม เศรษฐกิจ ของชุมชน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของชุมชน ฯลฯ  เด็ก ๆ ได้เรียนรู้เนื้อหาความรู้มากมาย แต่ไม่เคยรู้เรื่องราวของชุมชนตนเอง จึงไม่เกิดความภาคภูมิใจในรากเหง้าของตนเอง ไม่ประทับใจในความเป็นตนเอง ฯลฯ

        ประการที่สาม ในการจัดค่ายฯ นั้น สิ่งที่หลีกเลี่ยงมิได้คือ “งบประมาณ” พูดหยาบ ๆ ก็คือ ไม่มีงบก็ทำไม่ได้ ประสบการณ์ของผมทั้งการจัดเองและการร่วมงานกับคนอื่น งบประมาณจำนวนไม่น้อยถูกใช้จ่ายไปอย่างหมดเปลืองและไม่เป็นประโยชน์โดยตรงต่อค่ายฯ อีกทั้งบรรดาค่าใช้จ่ายหลายต่อหลายรายการไม่มีความจำเป็น บางรายการสามารถใช้จ่ายให้น้อยลงได้โดยไม่กระทบต่อคุณภาพค่ายฯ

        ผมคิดว่าจะทำค่ายฯ ที่ใช้งบประมาณให้น้อยที่สุด การไม่ขอรับงบประมาณสนับสนุนจากที่ใด การช่วยเหลือคนละไม้คนละมือ กระทั่งการร่วมไม้ร่วมมือลงเรี่ยวลงแรงทั้งกาย ใจและปัญญา ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่เป็นไปได้หรือไม่

        เพราะคิดอย่างนี้ จึงต้องหน้ำหนักกับการมีส่วนร่วมค่อนข้างมาก และแม้ผมจะคาดหวังการมีส่วนร่วมจากภายนอกค่อนข้างมาก แต่ก็คาดหวังการมีส่วนร่วมจากภายใน ทั้งโรงเรียน ชุมชน และหน่วยงานในชุมชน ไม่น้อยไปกว่ากัน 

        กล่าวโดยสรุปแล้วผมมีโจทย์ในใจ ๓ ประการ คือ

        (๑) กิจกรรม “จิตอาสา” ที่มากกว่าการแบ่งปันข้าวของเงินทอง เป็นไปได้จริงไหม และหากดำเนินการในรูปแบบการจัดค่ายฯ จะทำได้ไหม ทำได้แค่ไหน อย่างไร

        (๒) การจัดค่ายฯ ที่เน้นกระบวนการเรียนรู้ โดยมุ่งหวังฝึกฝนทักษะการเรียนรู้ทั้ง ๔ ประการ คือ สุ จิ ปุ ลิ รวมทั้งใช้ความรู้เรื่องราวในชุมชนเป็นเนื้อหาการเรียน จะทำได้จริงไหม ได้แค่ไหน อย่างไร

        (๓) และการระดมการมีส่วนร่วมเพื่อการจัดค่ายฯ แบบนี้ ทำได้จริงไหม ได้แค่ไหน อย่างไร