๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓

 สวัสดีตอนดึกค่ะคุณครู

          วันนี้หนูเขียนจดหมายหาคุณครูเป็นฉบับที่สองแล้วค่ะ เช้านี้หนูรู้สึกดีกับตนเองที่กล้าก้าวออกมาจากความหวาดกลัว ทำไมหน่ะเหรอค่ะ เพราะก่อนหน้านี้ในใจหนูคิดอยู่เสมอว่า “ถ้าหนูทำอะไรผิดเดี๋ยวครูก็เตือนมาเองแหละ” แม้จะเป็นความคิดที่ถูก แต่ใจหนูนั้นประมาท ขาดสติ ขาดความระมัดระวังในการดำเนินชีวิต เพราะคอยคิดแต่ว่า มีผู้คอยระวังหลังอยู่เสมอ ๆ พอครูบอกให้ออกแบบชีวิตเอง ใจหนูเกิดสภาวะมึนงง รู้สึกเหมือนไม่พร้อม

รู้สึกเหมือนเด็กที่มีแม่ไปรับไปส่งที่โรงเรียนทุกวัน แต่แล้ววันหนึ่งแม่ก็เดินมาบอกว่า “ถึงเวลาแล้วนะที่หนูต้องไปโรงเรียนเอง” ใจหนูรู้สึกอย่างนี้แหละค่ะครู หนูเลยออกอาการงอแง อย่างน่าเขกหัว (^_^) กว่าจะผ่านสภาวะนี้ก็ได้ ก็ใช้เวลาเป็นวัน ๆ

          เช้านี้มันจึงเหมือนได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ แบบเด็กที่เดินไปโรงเรียนเอง แล้วแม่รออยู่ที่บ้าน เพราะตอนนี้เมื่อไหร่ที่หนูกลับบ้าน หนูก็มีครูอยู่เสมอ

หลังเขียนจดหมายเสร็จ หนูก็ไปวิ่งออกกำลังกาย วันนี้เหมือนได้อาบเหงื่อต่างน้ำค่ะครู ดวงอาทิตย์ออกมาฉายแสงเจิดจ้า แต่เหงื่ออกแบบนี้ก็รู้สึกว่าผ่อนคลายสบายตัวดีค่ะ กลับมาที่ห้อง หนูก็จัดการทำดีท๊อก ปัดกวาดเช็ดถูห้อง ขัดห้องน้ำ ขัดห้องน้ำทีไรก็ยังนึกถึงครูที่เมตตาให้ไปฝึกตนเองที่วัด ขัดห้องน้ำ ถูพื้นทุกวัน ทำไม หนูหลงลืมว่าเป็นสิ่งที่งดงามเพียงใดที่ได้มีโอกาสทำสิ่งนี้ พอกลับมาใช้ชีวิตเอง กลับละเลย ไม่ได้ถึงขนาดไม่ขัดหรอกค่ะครู แต่หนูก็ยังไม่ได้ขัดทุกวันก็เท่านั้น เมื่อก่อนหนูมีแต่อยู่กับความคิด เลยเสียเวลา แถมมัวแต่กังวลว่าจะไม่ได้ทำตามกิจวัตรที่สัญญากับครูไว้ แหนะจิตชั่ว ๆ ของหนูยังเอาครูมาอ้างอีก น่าละอายจริง ๆ

          ประมาณห้าโมงกว่า ๆ ค่ะครู หนูต้องเอาปริ้นเตอร์ไปซ่อม มันเสียนานแล้วแต่ครานี้หนูต้องใช้งาน ถึงต้องหิ้วไปซ่อม ระหว่างรอก็ไปเดินสำรวจ เขามีเหมือนตลาดนัด อยู่มานานแล้วค่ะ แต่หนูพึ่งได้มา อืมจะว่าพึ่งรู้ก็ได้ค่ะ อาจจะเป็นเพราะว่าหนูไม่ค่อยได้สนใจ หนูถามตนเองว่า อยากได้อะไร ก็มีสองสามอย่างที่ตั้งใจ หนูอยากได้กล่องมาบรรจุสมบัติที่ครูมอบให้ สิ่งนี้เป็นสิ่งล้ำค่าจากครูหนูปรารถนาจะเก็บไว้ดี ๆ ใส่กล่องให้เรียบร้อย และน่าจะได้เครื่องปั่นน้ำผลไม้ย่อม ๆ สักอันเอาไว้ทำทาน และทำสบู่ถั่วเขียวไว้ใช้เอง โดยไม่ต้องไปรบกวนห้อง Lab  

          เดินไปเรื่อย ๆ เห็นเครื่องปั่นน้ำผลไม้ที่มีที่สกัดด้วย แต่มันเป็นมือสองค่ะครูของ Philips หนูเช็คราคามาคร่าว ๆ บ้างแล้ว อยู่ที่ประมาณสามพันกว่า ๆ เขาบอกขายที่พันสองร้อย หนูดูสภาพแล้วรู้สึกว่าอาจจะแพงไป ความต้องการหนูเพียงน้ำปั่น กับโถบด แต่อันนี้มีเพียงถังสกัดกับโถปั่นน้ำผลไม้ แต่ตอนนั้นเหมือนหนูลืมนึกถึงสบู่ถั่วเขียว คิดขึ้นมาว่าถ้าทำน้ำสกัดแยกกากทานได้เอง ก็โอเคนะ จึงตัดสินใจซื้อ แล้วก็เดิน ๆ ดูของอย่างอื่นไปด้วย หนูไปสะดุดเอาถังบรรจุยา ขนาดพอเหมาะทีเดียวค่ะ ราคาไม่แพง ทำให้หนูระลึกถึงอาจารย์ เพราะขนาดและหน้าตาคล้ายถังซิลิกาเจลที่มีอยู่เยอะเลยในห้อง Lab ที่คณะ อันนั้นทำด้วยพลาสติก แต่อันนี้ผ้าทำด้วยไม้อัดแล้วด้านข้าง ๆ ทำด้วยกระดาษอัด รู้สึกว่าจะเคยบรรจง ผงยาแอสไพริน และอีกถังเคยบรรจุตัวยาที่ผิด FBC ราคาสองอันหนึ่งร้อยบาท หนูจึงหิ้วกลับมาที่ร้านปรากฏว่ายังซ่อมไม่เสร็จ จึงฝากของไว้ หนูเริ่มรู้สึกหิวค่ะครู ได้แต่หายใจแผ่ว ๆ เพราะดูอาหารแล้วรู้สึกไม่ค่อยสบายท้อง

          หนูจึงเดินมาซื้อผลไม้ กะว่าจะได้มาลองเครื่องปั่น กลับไปประมาณบ่ายสามโมงกว่า ๆ ซ่อมเสร็จพอดี หนูนั่งแท็กซี่เข้าห้องมาอย่างรู้สึกตื่นเต้นแต่บ้าเห่อ เปิดเครื่องมาจัดการล้างทำความสะอาดเช็ดให้แห้ง แล้วก็ลองทดสอบ กดเปิด เงียบ............. อะเอาใหม่ลอง เปลี่ยนหันเป็นสั่นแยกสกัดก็ได้ หนูอาจจะใส่อะไรไม่แน่น ปรากฏว่า.......เงียบ อืมเอาหล่ะซิ หนูเริ่มกังวล แต่ก็บอกตนเองว่า เอาน่าเราบอกคนขายอยู่ว่าจะกลับมาลองที่หอถ้าไม่โอเค จะกลับไปเปลี่ยน หนูจึงวางมือจากเครื่องปั่นหันมาตรวจสอบเครื่องปริ้น ปรากฏว่า เงียบอีก เอ..........อะไรหว่า

เอาใหม่ ๆ ลอง install ใหม่ หนูปิดแล้วเปิดเครื่องปริ้นใหม่ อะ ครานี้โอเค เบาใจไป แต่หนูต้องรีบแก้ไขเรื่องเครื่องปั่นค่ะครู

จึงใส่ถุงเหมือนเดิมแล้วหิ้วกลับไปแจ้งเจ้าของ ซึ่งเขาก็โอเค เช็คของแล้วก็คืนเงินให้ สุดท้ายหนูตัดสินใจว่า ซื้อของใหม่เลยละกัน ได้มายี่ห้อ Sharp ค่ะครูเป็นเครื่องปั่นมีหัวกรองขนาดลิตรครึ่ง ราคา หนึ่งพันเก้าสิบบาท มาถึงห้องก็หกโมงกว่าแล้ว แต่หนูอยากจะลองปั่นผลไม้ผสมกับโยเกิรตและมูสลี่ที่ได้สูตรมาก่อน ปั่นแล้วแจ่มค่ะ อร่อย ทานก่อนแก้วหนึ่งแล้วค่อยไปวิ่งออกกำลังกาย พอเสร็จแล้วอากาศค่อนข้างร้อน หนูจึงแวะซื้อน้ำแข็ง เอามาปั่นผสม ครานี้เย็นชื่นใจ แต่อิ่มแปร่เลยค่ะครู เก็บล้างเรียบร้อยก็เลยลงนั่งทำวัตรเย็น นั่งสมาธิภาวนา แล้วก็มาพิมพ์การบ้านส่งครูนี่แหละค่ะ

สรุปว่าวันนี้หนูรู้สึกว่าผ่านอะไรมาสักอย่างแต่ก็ไม่รู้ว่าอะไร แต่เหมือนเป็นอิสระจากความบีบคั้นในใจบางอย่างค่ะ ใจหนูสบายขึ้นกับการที่ดำเนินชีวิตตามกิจวัตร เพราะเมื่อก่อนทำไปเครียดไปค่ะยอมรับ บางทีหายใจก็พยายามถามตนเองว่า อย่างนี้หายใจสบายรึยัง กลับกลายเป็นเคร่งเครียด ตอนนี้รู้สึกว่า หนูคิดเก่ง อืม คิดมากนั่งเอง การท่องพุทโธ ๆ ในใจช่วยให้หนูคิดฟุ้งซ่านน้อยลงค่ะครู ทั้ง ๆ แท้ที่จริงครูให้อิสระและให้โอกาสหนูมาตลอด แต่จิตชั่ว ๆ ของหนูนี่เองที่ใช้ครูเป็นเครื่องมือในการหลอกตัวเอง บีบคั้นตนเอง

หนูกราบขอขมาครูนะคะ กับสิ่งไม่เหมาะไม่ควร ที่จิตชั่ว ๆ พาทำ แล้วหนูก็จะ “ตั้งใจใช้ชีวิต อย่างที่ครูบอกไว้ก่อนขึ้นแท็กซี่ไปค่ะ”    

 

ศีล

ข้อ ๑ หนูสบายใจขึ้นค่ะครู แต่ที่ห้องมีมดเยอะ เพราะหนูวางของกินทิ้งไว้ รู้สึกว่าจะมีหลายชีวิตที่ถูกทำร้ายไป กราบขออภัย ที่ทำร้ายท่านโดยไม่ได้ตั้งใจ ด้วยผลบุญกุศลที่ได้สร้างมาตั้งแต่อดีตจนถึง ณ ปัจจุบัน หนูของอุทิศแด่ท่าน และได้โปรดอโหสิกรรมต่อกันและกันเทอญ

ข้อ ๒ หนูไม่ได้ขโมยของใครค่ะครู ทำร้ายตนเองวันนี้ก็น้อยลง อืม ทำร้ายของรักใครไหมนะ อืมนึกไม่ออกเจ้าค่ะ ตอนนี้ถือว่าของนี้ไม่ด่างพร้อย

ข้อ ๓ หนูรู้สึกลำบากใจที่จะเอ่ยข้อนี้ค่ะ ว่าด้วยกายและวาจาศีลเป็นรั้วอันงดงาม แต่ใจหนูโลดโผน ชอบมองเพศผู้คนโน้นที คนนี้ที ประมาณว่า เหมือนควานหา สักอย่างค่ะครู โชคดีที่มีศีล ไม่เช่นนั้นแล้ว น่าห่วงทีเดียวค่ะ

ข้อ ๔ วันนี้หนูเพ้อเจ้อน้อยลง เพราะพอระลึกได้หนูก็ท่องพุทโธ แต่กิจวัตรในตนเอง ยังไม่เพรียบพร้อมนัก แต่ก็จะทำต่อไปค่ะ

ข้อ ๕ หนูไม่ดื่มเหล้า แต่ก็ยังประมาทอยู่มาก ทำอะไรไม่ค่อยรอบคอบ เช่นจะซื้อเครื่องปั่น ควรจะลองทดสอบการใช้งานดูก่อน ครั้งนี้ถือว่าหนูโชคดีที่แม่ค้าน่ารักและเข้าใจ เป็นบทเรียนให้หนูต้องเรียนรู้ความรอบคอบในการดำเนินชีวิตค่ะครู

 

กราบขอบพระคุณครูค่ะ