วันนี้ขอนำพืชสองชนิดในวงศ์เดียวกัน ที่ถูกสมมุติบัญญัติ และ การปรุงแต่ง จากคนทำให้มีชื่อเช่นนั้น คือ ผักหวานบ้าน และ ขันทองพยาบาท

พี่น้อยแม่บ้านของผู้เขียนและลูกหลานแกทราบว่าผู้เขียนสนใจพืชและชีวิตสัตว์ต่างๆรอบบ้าน พอไปพบเห็นอะไรที่คิดว่าน่าสนใจก็จะนำมาให้ดู ประมาณว่าทั้งเป็นการเอาใจ  และ ทำให้ได้เรียนรู้ไปด้วยกัน

วันหนึ่งลูกสาวพี่น้อย ถือกิ่งไม้มีผลเล็กๆน่ารักมาให้ดู บอกว่าขึ้นอยู่ที่รั้วหลังบ้านของเขา(อยู่ไม่ห่างบ้านผู้เขียนนัก) คิดว่า เป็นพืชที่เคยเห็นมาก่อนแต่เพื่อให้แน่ใจจึงไปค้นหนังสือ ผักพื้นบ้าน เล่มที่ ๒ สำนักพิมพ์อมรินทร์ ได้ความว่า นี่คือ ผักหวานบ้าน นั่นเอง

 

  • ผักหวานบ้าน นั้นเป็นพืชอยู่ในวงศ์ Euphorbiaceae ในธรรมชาติพบตามป่าผลัดใบ เป็นไม้พุ่มแต่สามารถสูงได้ถึงสิบเมตร หากนำมาปลูกเป็นผักริมรั้วไว้บริโภคในครัวเรือนต้องปลูกในดินร่วน ระบายน้ำดี มีแสงส่องครึ่งวันและตัดแต่งทรงพุ่มให้สูงราวๆเมตรหนึ่งจะได้เก็บง่ายหน่อย

ชื่ออื่นๆที่เรียกแตกต่างกันไปตามท้องถิ่นคือ ทางใต้เรียก ผักหวานใต้ใบ

ทางเหนือเรียก ก้านตง จ๊าผักหวาน

ภาคกลางยังมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า “มะยมป่า” เพราะผลดูคล้าย มะยม สมชื่อ

วิธีบริโภคมีหลากหลาย เช่นยอดอ่อนและผลอ่อนต้มเป็นผักกินแนมน้ำพริก ผัด ทำแกงเลียง แกงอ่อม เป็นแหล่งแคลเซียม วิตามินเอ และ วิตามินบีสอง

นอกจากนั้นยังมีประโยชน์ด้านสมุนไพร โดยใช้รากช่วยแก้ไข้ หมอพื้นบ้านภาคกลางจะนำรากมาฝนทาบริเวณที่เป็นคางทูม

เจ้าต้นที่พบนี่เลยถูกขุดมาปลูกในที่ที่เราจะบำรุงดูแลได้ดี เป็นของขวัญจากธรรมชาติอีกอย่าง

 

เห็นลูกผักหวาน ที่คล้ายมะยม ยังทำให้นึกถึงผลของต้นไม้อีกชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นต้นไม้โบราณ ขนาดลูกก็พอๆกันและยังแตกเป็นกลีบคล้ายกันอีกด้วย มีภาพเก็บไว้นานแล้ว เป็นต้นไม้ที่ปลูกอยู่ที่ทำงานในเมืองของคนข้างกาย ไม่ใช่พืชท้องถิ่น หากแต่เขาหามาลงปลูกตอนสร้างที่ทำงานของเขา(อยู่ริมแม่น้ำป่าสักเช่นกัน แต่อยู่ในตัวเมืองพระนครศรีอยุธยา) ไปเห็นตอนที่มันออกลูกเต็มต้น น่ารักทั้งลูกและดอก และหล่นเกลื่อนบนพื้นดิน

  • ค้นหนังสือหลายเล่มจึงทราบว่านี่คือ ขันทองพยาบาท และเป็นพืชในวงศ์ Euphorbiaceae เช่นเดียวกับผักหวานบ้านเสียด้วย

 

 

ผู้เขียนพอได้ทราบชื่อ ก็บอกคนข้างกายว่า นี่คือต้นขันทองพยาบาท เท่านั้นแหละเป็นที่มาของการบรรยายถกเถียงเรื่องการตั้งชื่อต้นไม้ของคนโบราณ ที่จริง ขันทองพยาบาท ก็เหมือนต้นไม้อื่นๆ คือ มีหลายชื่อตามถิ่น

ชื่อพื้นเมือง กระดูก ยายปลวก (ภาคใต้) ขนุนดง เพชรบูรณ์) ขอบขางนั่ง (ตรัง) ขันฑสกร ช้องรำพัน สลอดน้ำ (จันทบุรี) ขันทอง (พิจิตร) ข้าวตาก (กาญจนบุรี) ขุนทอง คุณทอง (ประจวบคีรีขันธ์) โจ่ง (ส่วยสุรินทร์) ดูกไทร ดูกไม้ เหมือดโรด (เลย) ดูกหิน (สระบุรี) ดูกไหล (นครราชสีมา) ทุเรียนป่าไฟ (ลำปาง) ป่าช้าหมอง ยางปลอก ฮ่อสะพายควาย (แพร่) มะดูก หมากดูก (ภาคกลาง) มะดูกดง (ปราจีนบุรี) มะดูกเลื่อม (ภาคเหนือ) เหล่ปอ (กะเหรี่ยงแพร่)

(http://203.114.105.84/virtual/Physicals/www.thaimedicinalplant.com/popup/kuntongpayabat.html)

เขาบอกว่า เขารู้จักในชื่อ ขันทอง เขาอธิบายว่าปกติคนโบราณมักตั้งชื่อไม้เป็นมงคล ชื่อประเภท ประหลาด ชั่วร้าย อาฆาตพยาบาทนี่มักไม่มีใครทำกัน หากมีชื่อต่อท้ายขันทอง ก็น่าจะเป็น ขันทองใส่บาตร ว่าเข้าไปนั่น ผู้เขียนก็เถียงข้างๆคูๆ ว่าอาจเป็นต้นไม้ที่มีตำนานที่มาของชื่อก็ได้ แต่เกิดไม่ทันเลยไม่ทราบเรื่องราว หากท่านผู้อ่านท่านใดทราบก็กรุณาสงเคราะห์ให้ข้อมูลตำนานแห่งชื่อนี้ด้วยนะคะ

มีข้อมูลในกูเกิ้ลกล่าวถึงโครงการวิจัยคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตั้งแต่ปีพ.ศ.๒๕๔๔-๒๕๔๕ วิจัยหาฤทธิ์ต้านจุลชีพของสารสกัดหยาบ และสารบริสุทธิ์ที่แยกได้จากส่วนของใบขันทองพยาบาท ด้วยมีความพยายามที่จะแยกให้ได้สารบริสุทธิ์เพื่อนำไปทดสอบหาฤทธิ์ต้านแบคทีเรียและเชื้อราก่อโรค

http://eoffice.pharmacy.cmu.ac.th/mis/research/view_research_detail.asp?TRes_id=08-008-B-45

การวิจัยนี้ระบุผลที่คาดว่าจะได้รับ

  1. ทราบว่าใบขันทองพยาบาทมีฤทธิ์ต้านจุลชีพได้จริงหรือไม่

 

  2. สามารถพัฒนาต้นขันทองพยาบาทเป็นพืชเศรษฐกิจเพราะสามารถเพาะปลูกได้ทั่วประเทศไทย

 

 3. สามารถดัดแปลงใบและเมล็ดของต้นขันทองพยาบาทไปเป็นยาแผนไทยใช้รักษาผู้ป่วยเอดส์และผู้ป่วยติดเชื้อจุลชีพก่อโรคชนิดที่วิจัย

 

เสียดายจริงๆค่ะค้นไม่พบว่าแล้วเขาได้ผลวิจัยว่าอย่างไร 

มีอยู่กับเขาต้นหนึ่งก็ดีใจแล้วว่าได้มีส่วนอนุรักษ์ต้นไม้โบราณที่มีประโยชน์ยิ่ง

ชื่อทั้งสองยังทำให้คิดต่อไปด้วยว่าชีวิตคู่คนสมัยนี้ใหม่ๆหวานชื่นจนอยากบอกคนทั้งโลก พอหมดความหวานเหลือแต่ความพยาบาท ปองร้ายกันได้ถึงชีวิตดังข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ที่พบอยู่เนืองๆ

ทั้ง ผักหวานบ้าน และ ขันทองพยาบาท ขอฝากตัวไว้ในความทรงจำของคนเมืองยุคนี้ด้วยค่ะ