ถ้าเจ้หวานมีญาณรับรู้ได้ เจ้ก็จะรู้ได้ว่า การเสียชีวิตของเจ้หวานไม่สูญเปล่า ประสบการณ์ของเจ้หวานได้สร้างการเจริญเติบโตทางจิตวิญญาณให้กับน้องสาวคนนี้อย่างมากมาย...ขอบคุณจริงๆ ค่ะ

“ โรงพยาบาลเราไม่มีนโยบายในเรื่องนี้ค่ะ”

นี่เป็นคำตอบที่ฉันได้รับจากน้องพยาบาลที่อยู่เวร ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยหนักของโรงพยาบาลเอกชนแห่งนั้น เมื่อฉันได้ร้องขอให้ญาติเข้ามาอยู่เป็นเพื่อนเจ้หวานซึ่งไม่รู้ว่าจะเสียชีวิตเมื่อไร หลังจากที่ฉันได้ลองใช้วิชา End of Life Care แล้วพบว่าเจ้หวานสงบลงอย่างเห็นได้ชัด และอัตราการเต้นของหัวใจเจ้หวานลดลงจาก 160 ครั้งต่อนาที เหลือประมาณ 110 ครั้ง ต่อนาที ภายใน 10 นาที่ ที่ฉันได้ลองจับมือและพูดคุยกับเจ้หวาน

ฉันรู้สึกได้ทันที่ว่า ที่โรงพยาบาลแห่งนี้ยังไม่มีการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย น้องๆ พยาบาลจึงไม่เห็นคุณค่าและความสำคัญ แต่น้องพยาบาลท่านนั้นก็ได้เสนอทางออกให้กับฉันว่า “แต่ถ้าพี่ย้ายผู้ป่วยไปอยู่ห้องพิเศษ ก็จะสามารถอยู่กับผู้ป่วยได้ตลอดเวลาค่ะ” ฉันจึงปรึกษากับญาติๆ เรื่องการพาเจ้หวานออกมาดูแลในระยะสุดท้ายในห้องพิเศษของโรงพยาบาลเอกชนแห่งนั้น..แต่สามีของเจ้ยังตัดใจไม่ได้

ฉันเริ่มกังวลใจว่าหลังจากหมดเวลาเยี่ยมแล้วเจ้หวานจะอยู่อย่างไร จะรู้สึกว้าเหว่ ทุกข์ใจมากแค่ไหน ในระหว่างเวรดึกทั้งเวรที่ไม่อนุญาตให้ญาติเข้าเยี่ยมนั้น และถ้าเกิดเจ้หวานเสียชีวิตลงในห้อง ICU โดยไม่มีใครอยู่เคียงข้างเลย ...เจ้หวานจะไปสู่สุขคติได้หรือไม่..ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกสงสารเจ้หวานขึ้นมาจับใจ ฉันเฝ้ายืนอยู่ข้างเตียงเจ้หวานจับมือและพูดแต่เรื่องดีๆ กับเจ้หวาน ให้ลูกชายลูกสาวและน้องชายมาคอยพูดคุย จับมือ สัมผัสตามตัวอย่างแผ่วเบาอยู่ตลอดเวลา หวังว่าเจ้หวานจะได้จากพวกเราไปอย่างสงบสุข

แต่ฉันเริ่มสังเกตว่าเจ้หวานสงบลงสักพักก็เริ่มมีอาการกระสับกระส่ายคล้ายอยากจะบอกอะไรกับพวกเรา แต่เจ้หวานพูดไม่ได้แล้วจึงได้แต่ส่ายหน้าไปมา ตาลืมไม่ได้แล้วและมีเสียงแผ่วๆ ออกมาเป็นระยะๆ ...ฉันได้แต่สงสารแต่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไปนอกเหนือจากที่ทำไปแล้วดี ถึงตอนนี้ฉันไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรให้เจ้หวานสงบลงได้ จึงพยายามนึกถึงที่พี่จินเคยเล่าให้ฟัง แต่ก็นึกไม่ออกว่าต้องทำอย่างไรต่อไป

 “เจี๊ยบ ว่าไง” ใกล้สามทุ่มแล้วที่ฉันตัดสินใจโทรศัพท์ไปหาพี่จิน

“พี่จิน เจี๊ยบมีเรื่องจะรบกวนพี่จินหน่อยค่ะ ” ฉันค่อยๆบอกพี่จินไปด้วยความเกรงใจ

“คือ ตอนนี้พี่สาวเจี๊ยบ อาการหนักมากใกล้จะเสียชีวิตแล้ว เจี๊ยบพยายามจะทำ End of Life Care ตามที่พี่จินเคยเล่าให้ฟัง แต่ทำแล้วพี่เค้ายังไม่สงบ เจี๊ยบต้องทำอะไรต่อดีคะ จะต้องพูดว่ายังไงต่อ” ฉันถามไปด้วยหมดหนทางจะทำให้เจ้หวานสงบลง หวังว่าจะให้พี่จินสอนวิธีการให้ทางโทรศัพท์

“ตอนนี้เจี๊ยบอยู่ไหน” ฉันบอกไปว่าอยู่ใน ICU โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง พี่จินรีบบอกว่า “เดี๋ยวพี่ไปหา พี่กำลังจะลงไปนั่งสมาธิพอดี” ฉันเพิ่งรู้ว่าพี่จินเข้าเวรบ่ายทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลของฉัน

หลังจากนั้นประมาณไม่ถึง 5 นาที พี่จินก็มาถึง เรียกเจี๊ยบไปคุยถามข้อมูลพื้นฐานและถามชื่อผู้ป่วย

หลังจากนั้นพี่จินก็เข้าไปเยี่ยมเจ้หวานที่เตียง เอามือจับบริเวณหน้าอกเจ้หวานอย่างแผ่วเบา ก้มหน้าพร้อมโน้มตัวเข้าไปใกล้ๆ เจ้หวาน เริ่มแนะนำตัวและเริ่มพูดชื่นชมคุณงามความดีของเจ้หวาน เพื่อโน้มน้าว ดึงสมาธิให้เจ้หวานนึกถึงแต่สิ่งดีๆ หลังจากนั้นก็ให้ลูกชาย ลูกสาวเข้ามาพูดและกราบขออโหสิกรรมแม่โดยพี่จินเป็นคนกล่าวนำ พร้อมทั้งสอนให้ลูกๆ สวดอิติปิโสเท่าอายุให้แม่ และให้พวกเราคอยพูดแต่สิ่งดีๆ เพื่อดึงสมาธิให้เจ้หวานนึกถึงแต่สิ่งดีงามและบุญกุศลที่ได้ทำมาหากเจ้มีอาการกระสับกระส่ายอีก หลังจากนั้นก็อธิบายให้ญาติๆ เข้าใจถึงสภาวะก่อนเสียชีวิตถ้าจิตสงบก็จะไปสู่สุขคติได้

หลังจากญาติๆ เห็นการทำ End of Life Care ของพี่จินก็เข้าใจว่าการดูแลในระยะสุดท้ายนั้นมีความสำคัญมาก จึงได้ร่วมกันตัดสินใจย้ายเจ้หวานไปอยู่ห้องพิเศษและให้การดูแลอย่างใกล้ชิด โดยมีลูกๆ คอยสวดมนต์ให้ ...และเจ้หวานก็ได้จากพวกเราไปอย่างสงบ อย่างสมศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ในเช้าของวันต่อมา...ไปสู่สุขคติเถิดนะเจ้หวาน ..ถ้าเจ้หวานมีญาณรับรู้ได้ เจ้ก็จะรู้ได้ว่า การเสียชีวิตของเจ้หวานไม่สูญเปล่า ประสบการณ์ของเจ้หวานได้สร้างการเจริญเติบโตทางจิตวิญญาณให้กับน้องสาวคนนี้อย่างมากมาย...ขอบคุณจริงๆ ค่ะ

และอีกคนที่เจี๊ยบต้องขอบคุณอย่างมากๆ ก็คือ พี่จิน ขอบคุณมากที่พี่จินให้โอกาสน้องสาวคนนี้ได้เรียนรู้การทำงานด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์จนทำให้น้องคนนี้มีจิตใจเข้มแข็งพอที่จะให้การช่วยเหลือผู้ป่วยระยะสุดท้ายได้  ...นี่กระมังที่เขาเรียกว่าการพัฒนาจิตวิญญาณอย่างแท้จริง