ท่านมหาตมะ คานธีเคยพูดไว้ว่า "ทรัยยากรบนโลกนี้มีพอสำหรับทุกคน แต่มีไม่พอสำหรับคนโลภเพียงคนเดียว" และมีคนเพียงแค่1%ที่เป็นเจ้าของทรัพยากรบนโลก40% เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าในโลกของเรานั้นมีทรัพยากรที่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นป่าไม้ แหล่งน้ำ ทรัพยากรดิน น้ำมันและพลังงานต่างๆ ซึ่งทรัพยากรที่ธรรมชาติสร้างขึ้นมาเหล่านี้ล้วนแต่มีความสำคัญกับมนุษย์ โดยที่มนุษย์สามานำมาใช้ในการดำเนินชีวิต และทรัพยากรบนโลกนี้ก็มีเพียงพอสำหรับทุกคนถ้าใช้กันอย่างรู้คุณค่า แต่ในทุกวันนี้มีการใช้ทรัพยากรเพิ่มขึ้นอย่างมากด้วยประชากรมีการเพิ่มจำนวนที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็วจึงทำให้มความต้องการที่จะใช้ทรัพยากรที่มากขึ้น และการขายตัวของเมืองใหญ่ทำให้ทรัพยากรที่สำคัญโดยรอบถูกทำลายลงไปเพื่อนเป็นพื้นที่ปลูกสร้างอาคารและบ้านเรือน และนอกเหนือจากนี้ยังมีการขายตัวทางอุตสาหกรรมและการแขงขันทางเศรษฐกิจจึงทำให้นายทุนต่างๆต้องการแย่งชิงทรัพยากรกันเพื่อที่จะนำมาแปรรูปเป็นสินค้าของตนเอง จนทำให้ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในโลกทุกวันนี้ขาดความสมดุลกันทำให้ภัยธรรมชาติต่างเกิดขึ้น และมนุษยนี่เองที่เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดวิกฤติการต่างๆทางชาติ และทำให้เกิดผลกระทบต่างๆมากมายไม่ว่าจะเป็นโลกร้อน มลพิษทางอากาศ น้ำท่วม แผ่นดินไหว น้ำแข็งขั้วโลกละลาย อาจจะดูเหมือนว่าภัยพิบัติต่างๆที่เกิดขึ้นนั้นจะเป็นภัยธรรมชาติ แต่ที่จริงนั้นมนุษย์นั่นแหละที่เป็นตัวเร่งทำให้มันเกิดขึ้นมา เราจะมาโทษแต่กลุ่มอุตสาหกรรมต่างที่ปล่อยมลพิษและใช้ทรัพยากรอย่างฟุ่มเฟือยแต่ฝ่ายเดียวก็ไม่คงได้ เพราะปัญหาด้านต่างๆที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดเพราะกลุ่มอุตสาหากรรมแต่ฝ่ายเดียว เป็นเพราะเราทุกคนที่ใช้ทรัพยากรอย่างไม่จำเป็น สิ้นเปลือง และไม่รู้คุณค่า ทำให้สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติถูกทำลายและทรัพยากรบนโลกนี้อาจจะไม่มีเพียงพอสำหรับการใช้ในอนาคตภายภาคหน้า เราควรเริ่มหันกันมาเอาใจใส่กันมากขึ้นโดยที่เริ่มจากตัวเราก่อน เพื่อที่ทรัพยากรยังจะคงมีใช้กันต่อไปในรุ่นลูกรุ่นหลาน