จากงานที่ได้ประมูลไปก่อนหน้านี้
ขณะเดียวกันปริมาณงานของโครงการภาครัฐเริ่มลดลง
เนื่องจากรัฐบาล ขาดเสถียรภาพในช่วงที่ผ่านมา
ล่าสุดในวันนี้ (1 มิ.ย.) สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย
ในพระบรมราชูปถัมภ์ จำกัด
ได้มีการเรียกสมาชิกในธุรกิจรับเหมาและวัสดุก่อสร้าง
หารือในหัวข้อ"ปัญหาความเดือดร้อนของธุรกิจก่อสร้าง"
โดยมีวัตถุประสงค์หลัก
เพื่อพิจารณาปัญหาความเดือนร้อนของธุรกิจก่อสร้าง
และหามาตรการแก้ปัญหาจากวิกฤตการณ์และความผันผวนทางเศรษฐกิจโลก
น้ำมันขึ้นราคา ดอกเบี้ยปรับสูงขึ้น
วัสดุก่อสร้างและค่าขนส่งปรับราคาสูงขึ้นอย่างมาก
สร้างปัญหาต่อผู้ประกอบอาชีพก่อสร้าง
ผู้รับเหมาและผู้ค้าวัสดุก่อสร้าง "จริง ๆ
แล้ว ผู้ประกอบการอดทน เพราะเข้าใจถึงปัญหาของรัฐบาลในขณะนี้
เราไม่อยากแสดงให้เห็นว่าเป็นเด็กทารก ไม่ใช่ มีอะไรก็ขอ
ไม่ว่าจะเป็นพ่อจริง หรือพ่อเลี้ยงอย่างเดียว
แต่ตอนนี้ภาครับเหมาและที่เกี่ยวข้องรอไม่ได้แล้ว
สิ่งที่จะนำเสนอสมาคมและผู้รับเหมาไม่ได้พูดส่งเดส
ไม่ใช่พูดโดยไม่มีหลักฐาน ไม่ได้พูดแทนคนที่เดือนร้อนบางคน
แต่ทั้งหมด" นายพลพัฒ กรรณสูต นายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย เปิดเผย
และถือเป็นภารกิจแรกภายหลังมานั่งตำแหน่งนายกสมาคมฯ
โดยพบว่าสมาชิกของสมาคมฯได้ร้องเรียนเข้ามาเป็นจำนวนมาก
เกี่ยวกับปัญหาค่าชดเชยงานก่อสร้าง (ค่าเค)
ที่ควรจะเป็นรายได้ของบริษัทรับเหมา
ปรากฏว่ายังค้างอยู่คิดเป็นวงเงินสูงถึง 1,000 ล้านบาท
ส่วนใหญ่จะเป็นงานรับเหมาประเภทงานอาคารโยธา เป็นต้น
ทั้งนี้
สาเหตุหลักน่าจะเกิดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการเบิกจ่าย คือ
กรมบัญชีกลางไม่ได้ตั้งงบประมาณไว้
ทำให้เกิดปัญหาขึ้น
จึงอยากเสนอให้รัฐบาลเร่งรัด
ในเรื่องดังกล่าว เพื่อเป็นการเสริมสภาพคล่องให้แก่ภาครับเหมา
รวมถึงเตรียมไว้สำหรับการจ่ายค่าวัสดุก่อสร้าง
"ใครต่อใครมองว่า บริษัทรับเหมารวยอาจจะใช่ แต่การทำธุรกิจทุกวันนี้
กำลังกินบุญเก่าต่อชีวิต และบุญเก่า
ก็เริ่มหมดลงแล้ว ตอนนี้การซื้อวัสดุก่อสร้าง เช่น เหล็ก
ให้ซื้อด้วยเงินสด ซึ่งบริษัทรับเหมาที่ได้รับงานจากภาครัฐในช่วง 2
จะเริ่มจุกที่เจอต้นทุนที่สูงขึ้น ตัวเลขเดือน มี.ค.
เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน น้ำมันขึ้นราคามาแล้วประมาณ
70% นอกจากนี้ ทางสมาคมฯจะเสนอให้รัฐผ่อนปรนค่าเค
ให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง
และขอผ่อนปรนเรื่องการเพิ่มน้ำหนักบรรทุยกแลกของ "พลพัฒ กรรณสูต" นายก
ส.อุตฯ ก่อสร้างไทย
ระดมสมาชิกถกความเดือดร้อนของธุรกิจก่อสร้างก่อนเสนอรัฐบาล
ระบุผู้รับเหมาเจอหลายเด้ง ต้นทุนพุ่ง งานในมือน้อยลง
ซ้ำร้ายรัฐค้างจ่ายค่าชดเชยงานก่อสร้าง(ค่าเค) กว่า 1,000 ล้านบาท
ระบุผู้รับเหมากินบุญเก่าใกล้หมดแล้ว
พร้อมเสนอขอผ่อนปรนเพิ่มน้ำหนักรถบรรทุกเป็น 30 ตัน
ยืดเวลาส่งมอบงานหวั่นถูกปรับ
จับตายอดขึ้นทะเบียนผู้รับเหมาลดฮวบ
ผลพวงจากราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงต่อเนื่อง
ได้กลายเป็นปัญหาที่ส่งผลให้ต้นทุนการดำเนินธุรกิจต่าง ๆ
ขยับตาม
ในขณะที่โอกาสที่จะปรับราคาขายสินค้าในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัว
ค่อนข้างกระทำได้อย่างลำบาก
เนื่องจากผู้บริโภคระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอย
ในขณะที่ภาครับเหมาก่อสร้างไทย เริ่มได้รับผลกระทบก จากขณะนี้อยู่ที่
25 ตัน เพิ่มมาเป็น 30 ตัน เพื่อเป็นการบรรเทาปัญหา
โดยอาจจะกำหนดน้ำหนักรถบรรทุกระดับดังกล่าวไปก่อน
และเมื่อทุกอย่างคลี่คลายแล้วอาจจะปรับใหม่
"นายพลพัฒกล่าว
จากปัญหาทางการเมืองและสภาพเศรษฐกิจ
ส่งผลให้ปริมาณงานที่ผู้รับเหมาจะเข้าไปเสนอราคาเพื่อรับงานมีลดลง
ขณะที่จำนวนบริษัทรับเหมาในตลาดมีอยู่ในตลาดค่อนข้างมาก
ทำให้เกิดการแข่งขันเข้าไปชิงงาน อย่างไรก็ตาม
เริ่มมีแนวโน้มบริษัทรับเหมาที่ยกเลิกประกอบธุรกิจรับเหมา
เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวย
และหากดันทุรังต่อไปอาจกระทบต่อฐานะของธุรกิจได้
ขณะที่ในส่วนของกรมทางหลวง ผู้รับเหมามาจดทะเบียน
มีสัดส่วนที่ลดลงมากกว่า 50% โดยสถิติปี 2547
เดิมมีผู้รับเหมาขึ้นทะเบียนมากกว่า 1,000 ราย ต่อมากรม
มีนโยบายปรับปรุงหลักเกณฑ์คุณสมบัติผู้รับเหมาขึ้นทะเบียนรับงานกับกรมใหม่ส่งผลให้ปี
2548 สถิติผู้รับเหมาจดทะเบียนลดเหลือ 565 ราย และปี 2549
สถิติจดทะเบียนใหม่ช่วง 5 เดือนแรกของปี49 มีเพียง 14 ราย
อาจจะเป็นเพราะภาวะเศรษฐกิจและการปรับหลักเกณฑ์คุณสมบัติผู้รับเหมาขึ้นทะเบียนให้รัดกุม
เข้มงวด และมีมาตรฐานมากขึ้น
ผู้จัดการรายวัน 2 มิ.ย. 49
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในวันที่ 2 มิ.ย. ตั้งแต่เวลา 12.00 น. จะเรียกประชุม ครม
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในวันที่ 2 มิ.ย. ตั้งแต่เวลา 12.00 น. จะเรียกประชุม ครม.นัดพิเศษด้านเศรษฐกิจและสังคม เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่อยู่ในช่วงขาลงอย่างมาก อีกทั้งต่างประเทศไม่ค่อยเชื่อมั่น และไม่มั่นใจเกี่ยวกับสถานการณ์การเมือง จึงไม่รู้ทิศทางการลงทุนว่าจะเป็นอย่างไร ทำให้เศรษฐกิจยิ่งชะลอตัว จึงต้องเร่งหามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ด้านนายวราเทพ รัตนากร รมช.คลัง เปิดเผยว่า ในการประชุม ครม.นัดพิเศษ กระทรวงการคลัง จะเสนอเรื่องการดึงเงินฝากของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจที่ฝากอยู่ในระบบของธนาคารพาณิชย์ กลับมาฝากธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ซึ่งเป็นธนาคารเฉพาะกิจของรัฐทั้ง 2 แห่ง เพื่อลดภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชนที่เป็นลูกค้าของธนาคารทั้ง 2 แห่งตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีในการประชุม ครม.เมื่อ 30 พ.ค. สำหรับการลดภาระดอกเบี้ยให้แก่ลูกค้าของ ธ.ก.ส.มีเป้าหมายที่จะลดภาระจากอัตราดอกเบี้ย เพื่อให้ลูกค้าที่เป็นเกษตรกรมีเงินเหลือจากการชำระหนี้มากขึ้น แล้วนำไปใช้จ่าย ในสิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ เช่น ถ้าลดดอกเบี้ยลงได้ 1,000 บาท ก็จะมีเงินซื้อปุ๋ยได้ 3 กระสอบหรือซื้ออาหาร ได้หลายวัน เบื้องต้นจะมีการกำหนดว่า วงเงินกู้ระดับไหนจะได้รับดอกเบี้ยช่วยเหลือเท่าไหร่ โดยขึ้นอยู่กับ ผลการประชุม ครม.นัดพิเศษ ทั้งนี้ ในหลักการแล้วกระทรวงการคลังอยากจะลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ทุกประเภทของธนาคารทั้ง 2 แห่งลงประมาณ 1% แต่ถ้าน้อยกว่านั้นก็ไม่เป็นไร เพราะการลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จะขึ้นอยู่กับจำนวนเงินที่โยกเข้ามาว่ามีจำนวนไหร่ จากจำนวนเงินทั้งหมดในเบื้องต้น 150,000 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบัน เงินฝากเหล่านี้ ฝากอยู่ในธนาคารของรัฐ เช่น กรุงไทย และธนาคารเอกชนอยู่แล้ว ทำให้การโยกเงินกลับในครั้งนี้ ไม่เป็นการบิดเบือนกลไกของตลาด เพราะอัตราดอกเบี้ยธนาคารเฉพาะกิจทั้ง 2 แห่ง รับฝากจะไม่น้อยกว่าดอกเบี้ยที่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจได้รับ
นายวราเทพกล่าวว่า ต่อไปนี้เงินฝากของรัฐและรัฐวิสาหกิจจะใช้คำว่า “เงินของแผ่นดิน” มีอยู่ 4 ประเภท คือ 1. เงินที่เกิดจากกฎหมายจัดตั้งกองทุนหมุนเวียนหรือกฎหมายเฉพาะ 150,000 ล้านบาท 2. เงินที่อยู่ในกฎหมายเฉพาะและมาจากเงินที่รัฐบาลสมทบ เช่น กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กองทุนประกันสังคม 3. เงินที่อยู่ในองค์กรปกครองท้องถิ่น 4. เงินที่อยู่ในส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจที่มีกฎหมายกำหนดให้ใช้จ่าย เช่น รายได้จากการประมูลทรัพย์สินของกรมบังคับคดี หรือกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ที่มีการจ่ายและรับเข้าตลอดเวลา โดยเงินประเภทที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ยังอยู่ในขั้นตอนการรวบรวมตัวเลข ดังนั้นในเบื้องต้น จึงมีเงินอยู่ 150,000 ล้านบาท
รมช.คลังยังเปิดเผยภายหลังการประชุมเพื่อระดมความเห็น ต่อสภาวการณ์การลงทุนในประเทศไทยร่วมกับสมาคมธนาคารไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย โดยมีนายทนง พิทยะ รมว.คลัง เป็นประธาน ว่า ภาคเอกชนทั้ง 3 แห่ง ยอมรับว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมา เกิดภาวะชะลอตัวแต่ยังไม่รุนแรงนัก โดยสมาคมธนาคารไทยเสนอให้รัฐบาลใช้จุดแข็งคือ เร่งส่งเสริมการส่งออก และกระตุ้นการท่องเที่ยว เพราะจากการสำรวจของภาคธุรกิจพบว่า เศรษฐกิจที่ชะลอจะทำให้การใช้จ่ายของประชาชนที่ลดลง การค้าปลีกลดลง และไม่อยากให้ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ นอกจากนี้ ส.อ.ท.เสนอให้ขยายระยะเวลาและเปลี่ยนจากเงินสดเป็นการเครดิตภาษี ของภาษีธุรกิจเฉพาะในกรณีที่โรงงานอุตสาหกรรมต้องการขายเครื่องจักรและที่ดิน ซึ่งเป็นที่ตั้งเก่าของโรงงาน เนื่องจากย้ายไปตั้งที่ใหม่จะได้รับสิทธิพิเศษภาษีต่าง ๆเพื่อลดภาระให้แก่ ผู้ประกอบการ โดยจะส่งเรื่องดังกล่าวไปให้กรมสรรพากรพิจารณาต่อไป
ไทยรัฐ
ความเห็น
ยังไม่มีความเห็น