หลังประกาศใช้ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ได้ 1 ปี ดร.โกวิท วรพิพัฒน์ อดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการท่านได้เขียนข้อคิด ส่งถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(สมัยนั้น) ลงวันที่ 1 พ.ย. 2543 เพื่อให้ข้อคิด ข้อเสนอแนะในการปฏิรูปการศึกษา หลังจากนั้นไม่นานท่านก็ถึงแก่อนิจกรรม
จนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ กระทรวงศึกษาธิการเราได้เอาแนวคิด ข้อเสนอแนะของท่านไปใช้บ้างหรือไม่ และผลการปฏิรูปการศึกษาที่ผ่านมาประสบผลสำเร็จแค่ไหน?ลองอ่านข้อเสนอแนะของท่านต่อไปนี้ เผื่อจะฉุกคิดอะไรๆที่เราได้หลงทิศหลงทางและมองข้ามไปก็ได้...
“ผมขอถือโอกาสนี้ เรียนท่าน รมว.ศธ.ว่า ในช่วงเวลาที่เหลือที่ท่านและคณะกรรมการอาจช่วยบ้านเมืองได้มาก โดยการปฏิรูปการศึกษานั้น ท่านอาจพิจารณาทำเรื่องต่อไปนี้ให้เข้มข้น คือ
1.ยกหรือแยกการฝึกหัดครูออกมาให้เด่นชัด ในสถาบันราชภัฎ ในมหาวิทยาลัย การฝึกหัดครูต้องคัดคนเป็นพิเศษ ไม่ใช่คนเรียนเก่งอย่างเดียว แต่มีคุณลักษณะเหมาะกับการเป็นครูด้วย...ในระหว่างเรียนต้องให้อยู่ที่หอพัก กินนอนแบบนักเรียนนายร้อย จปร. ได้รับเงินเดือนระหว่างเรียน ใครเรียนเก่งแต่ลักษณะนิสัยไม่เหมาะจะเป็นครูก็คัดเลือกออกระหว่างเรียน...จะเหลือแต่ผู้ที่เหมาะสมเป็นครู เรียนจบบรรจุให้ทันที อาจเริ่มจากโครงการคุรุทายาทก็ได้
2.จัดเงินเดือนครูให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.การศึกษาปี 2542 ให้มีเงินเดือนสูงเป็นพิเศษ เพื่อชักจูงให้คนดี คนเก่งเป็นครู เงินเดือนให้เป็นไปในทำนองเงินเดือนของผู้พิพากษา ของอัยการ เพราะครูต้องทำงานหนัก ต้องสอนคน สอนลูกหลานเรา ครูแปลว่าหนัก หากยังไม่สามารถจะจัดกับครูทั้งหมดเพราะหางบประมาณไม่ได้ จะเริ่มจากครูรุ่นใหม่ตามข้อ 1 ก็ยังได้ แต่หากเริ่มทั้งหมดได้ก็ดี
3.ให้สวัสดิการครูให้ดีเป็นพิเศษ ตาม พ.ร.บ.การศึกษา 2542 ผมไปช่วยงาน ดร.พิจิตต รัตตกุล อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ท่านสามารถให้สภา กทม.ออกกฏของสภา กทม....ให้ กทม.ให้ทุนบุตรครูตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนจบปริญญาตรี โดยเหตุผลง่ายๆว่า ครูต้องสอนลูกหลานเรา แต่บุตรครูนั้นครูไม่มั่นใจว่าครูจะมีเงินส่งให้เรียนหรือเปล่า ...ยกตัวอย่าง ครูเป็นจำนวนมากไม่เคยเห็นทะเล ครูจำนวนมากไม่เคยไปแม่ฮ่องสอน สุไหงโกลก จันทบุรี ในขณะที่นักเรียนจำนวนมากปิดเทอม บินไปเที่ยวอังกฤษ ญี่ปุ่น อเมริกา บินไปกินกาแฟที่ฮ่องกง แล้วมาคุยกันอย่างสนุกสนาน เมื่อเป็นเช่นนี้ครูย่อมมีปมด้อยเป็นธรรมดา ...แต่หากใครเป็นครูแล้วจะรู้ว่า ครูจะต้องเป็นผู้รู้ เป็นพหูสูตร มิฉะนั้นครูจะไม่อยู่ในสายตาของศิษย์ ของชาวบ้าน หากประเทศเราตกลงกัน ให้ครูขึ้นเครื่องบิน ขึ้นรถไฟ ขึ้นเรือยนต์ ขึ้นรถยนต์โดยสารที่ว่าง โดยไม่ต้องเสียเงิน ยิ่งให้ลูกเมียไปด้วยได้ยิ่งดี ยิ่งมีเงินให้ครูติดกระเป๋าให้ครูได้ใช้บ้าง รัฐหรือเราจะเสียเงินเพื่อเป็นสวัสดิการให้ท่านและครอบครัวสักเท่าไร ...การให้นี้จะจำกัดอยู่แต่ในช่วงปิดภาคเรียนก็ได้ หรือยังจำกัดอยู่เฉพาะภายในประเทศก็ได้
4.เรื่องนี้สำคัญที่สุด ผมจำครูโรงเรียนฝึกหัดครูปราจีนบุรีสอนผมเมื่อ 47 ปีมาแล้ว อย่างขึ้นใจว่า จะให้ศิษย์เรียนอะไร อย่างไร จะให้ครูสอนอะไร อย่างไร อยู่ที่จะประเมินผลอะไร อย่างไร ทุกวันนี้นักเรียนเรียนเพื่อเตรียมสอบวิชาหนังสือกันทั้งนั้น เพราะโรงเรียนทุกระดับตั้งแต่ประถม มัธยม ถึงอุดมศึกษา สอนแต่วิชาหนังสือเท่านั้น ทั้งๆที่หลักสูตรเน้นคุณธรรม จริยธรรม ฯลฯ มากมาย แต่ไม่มีใครสนใจเรียน สนใจสอน เพราะไม่มีการประเมิน ไม่มีการสอบ คุณธรรม จริยธรรมนั้นๆ นักเรียน นักศึกษา จบการศึกษาแต่ละระดับอย่างดีก็รู้แต่วิชาหนังสือ แต่คิดไม่เป็น ทำไม่ได้ เพราะไม่เคยทำจริง จึงไม่พบปัญหาจริง ไม่สามารถเอาความรู้ที่เรียน เอาสภาพสังคม สิ่งแวดล้อม เอาข้อจำกัด ข้อเด่นส่วนตัวมาร่วมประเมินเพื่อหาคำตอบที่เหมาะสมที่เรียกว่าคิดเป็นออกมา ด้วยเหตุนี้เราจึงมีนักเรียน นักศึกษาเรือนหมื่นเรือนแสนตกงาน จบแล้วไม่มีงานทำ ทั้งๆที่คนไม่จบ ป.4 มีงานทำล้นมือ ประเทศชาติ ท่านรมว.ศธ. ท่านรมช. ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านหัวหน้าพรรคการเมือง ปล่อยให้การศึกษาเป็นอย่างนี้มาจนถึงขั้นนี้ได้อย่างไร ทำไมถึงไม่รีบปฏิรูป ทำไมไปเริ่มเน้นการปฏิรูปในส่วนปลีกย่อยที่ยังไม่จำเป็น ให้เกิดเรื่องเกิดราวขึ้นมา เรื่องแบ่งเขต เรื่องกระจายอำนาจให้ครูขึ้นอยู่กับท้องถิ่น เพิ่งเกิดเรื่องใหญ่โตมาเพียง 20-30 ปีมาแล้วนี่เอง ทำไมต้องเริ่มในขณะนี้ ทำไมไม่ทำสิ่งที่จำเป็นที่จะทำให้บ้านเมืองล่มจมก่อน คือเรียนแล้วทำงานไม่เป็น หากไม่มีใครจ้างก็จะเป็นง่อย รองานทั้งๆที่มีที่นา มีสวน ปล่อยให้ร้างอยู่ทั่วประเทศ หากไม่รีบแก้ไขจะพากันพังมากกว่าวิกฤตคราวนี้แน่นอน
มาตรา 26 ของ พ.ร.บ.การศึกษา 2542 ระบุไว้ ซึ่งผมขอแปลเป็นภาษาที่ผมเข้าใจว่า ให้ประเมินคุณธรรม ความประพฤติของผู้เรียนว่า อดทนไหม ซื่อสัตย์ไหม ช่วยตัวเองได้ไหม เห็นช่องทางในการประกอบอาชีพไหม ตรงต่อเวลาไหม รับผิดชอบไหม กตัญญูไหม การปฏิบัติตัวตามปกติเป็นไปตามวิถีทางของระบบประชาธิปไตยไหม รู้ว่าแผ่นดินไทยเรานี้อุดมสมบูรณ์ สามารถเลี้ยงเราได้ เลี้ยงลูกหลานเราได้ไหม รวมทั้งสามารถมีส่วนร่วมตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขได้อย่างมีประสิทธิภาพไหม ฯลฯ (ไหมในที่นี้ผมหมายถึงเท่าไร ขนาดไหนด้วย) สิ่งต่างๆ คุณลักษณะ คุณธรรมเหล่านี้เรามีเขียนไว้ในหลักสูตรทุกหลักสูตร เขียนเน้นกันครึ่งค่อนเล่ม แต่ไม่เคยประเมิน ให้เป็นน้ำหนัก ในการที่นักเรียน นักศึกษา ในการเข้าศึกษาต่อในระดับสูง บัดนี้ พ.ร.บ.การศึกษา 2542 บังคับไว้ชัด แต่ส่วนใหญ่ทำเป็นไม่เห็น ไม่เข้าใจ ไม่ให้ความสำคัญ
มาตรา 26 นี้เอง ในวรรค 2 ระบุว่า ในการคัดเลือกบุคคลเข้าเรียนเข้าศึกษาในระดับที่ศุงขึ้น ให้นำคุณลักษณะในวรรค 1 มาใช้ควบคู่ไปกับการสอบวิชาหนังสือด้วย เขียนอย่างนี้ อย่างน้อยการคัดเลือกนักเรียนเพื่อเรียนในชั้นสูงขึ้น...ก็ต้องให้น้ำหนักกันครึ่งต่อครึ่ง ทั้งๆที่ควรจะให้น้ำหนักตามวรรคหนึ่งมากกว่า เพราะคุณธรรมเหล่านั้นเป็นความเป็นความตายของประเทศผมอ่านตามหน้าหนังสือพิมพ์ แม้แต่น้ำหนักหลอกๆ ที่เอาวิชาการมาแปลงเป็นน้ำหนัก 10 % ยังอิดออด จะปฏิรูปเฉพาะระดับล่าง ระดับบนไม่เปลี่ยน ระดับล่างจะดันไหวหรือ เพราะการศึกษาต่อระดับบนบังคับว่า จะสอบวิชาหนังสือเท่านั้น ใครจะฝึกฝนอบรมเรื่องคุณลักษณะ คุณธรรมจริยธรรม เมื่อไม่ให้น้ำหนัก ไม่ประเมิน
ผมทราบว่าคณะกรรมการปฏิรูปการศึกษาทุกระดับ เตรียมอบรมครูทั่วประเทศเป็นการใหญ่ จะเป็นทางไกลบ้าง เพราะถูกดี อบรมต่อหน้าให้ได้พูดคุยซักถามกันได้บ้าง ฯลฯ คงต้องใช้เงินทอง ใช้วิทยากรมหาศาล ท่าน รมว.ศธ.อย่าไปหลงกับคนที่คิดว่าตนเองเก่งกว่าคนอื่น ดีกว่าคนอื่น สอนเก่งกว่าคนอื่น อย่าไปส่งเสริมเขาให้ผลาญเงินของชาติเลย ครูเราถูกอบรมมาจนหูจะเน่าแล้ว คนที่มาอบรมครูพวกผม ซึ่งสอนกันมาคนละ 20-30 ปี บางคนไม่เคยสอนเด็กเล พวกครูเราเคยคุยกันว่า ขอให้บอกมาเถอะว่าจะเอาอย่างไรกันแน่ จะประเมินผลอย่างไร อะไร แค่ไหน ครูและผู้เรียน จะหาวิธีเรียนวิธีสอนกันเอง ท่าน รมว.ศธ.เตรียมคนมาช่วยชี้แนะ มาช่วยแก้ไขให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นก็แล้วกัน”
ผมยังระลึกถึงท่านดร.โกวิทเสมอ ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณที่นำข้อคิด ข้อเสนอแนะของดร.โกวิท วรพิพัฒน์มาฝากในช่วงใกล้วันครู...ถ้าทุกข้อเป็นจริงได้ครูทั้งหลายจะสุขใจมากๆค่ะ
ผมก็คิดถึงท่านเหมือนกัน ตอนพระราชทานเพลิงศพท่าน ผมได้เป็นประธานจัดทำหนังสือ "ยอดคน ยอดผู้นำ" แจกในงานพระราชทานเพลิงศพ ไม่ทราบว่าได้อ่านกันหรือยัง