เอาเข้าจริงแล้ว ผมยังไม่ชัดเจนด้วยซ้ำไปว่าหลังจากลาออกจากงานประจำ ซึ่งมีรายได้สม่ำเสมอมั่นคงและเพียงพอเลี้ยงตัวเองและลูกเมียแล้ว ว่าจะไปทำมาหากินอะไร

มีหน่วยงานอย่างน้อยสักสองแห่งที่อยากให้ไปอยู่ด้วยในลักษณะงานประจำ ค่าตอบแทนไม่น้อยไปกว่าที่เดิม

แต่ที่สุดแล้วผมก็เลือกไม่เข้าทำงานประจำอีกต่อไป

...

ผมคิดไว้ก่อนหน้านั้นว่า อยากจะทำที่พักเล็ก ๆ ที่ ดอยมูเซอ จ.ตาก ซึ่งเป็นบ้านเกิดเมืองนอน

โดยมองเห็นศักยภาพในพื้นที่ ซึ่งมีหลายอย่าง เช่น

ดอยมูเซอ เป็นพื้นที่ที่มีหมู่บ้านชนเผ่าอยู่อย่างหลากหลาย ทั้ง ลาหู่ ลีซู ม้ง รวมทั้งปกาเกอะญอ

ดอยมูเซอ เป็นพื้นที่ที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ ๘๐๐-๑,๐๐๐ เมตร ซึ่งความสูงระดับนี้ทำให้ชาวบ้านปลูกพืชผักเมืองหนาวหลายชนิด รวมทั้งเป็นพื้นที่ที่สามารถปลูกกาแฟซึ่งได้ผลผลิตที่มีคุณภาพสูง และไม้ผลบางชนิด เช่น อโวคาโด้ แมคคาเดเมีย ฯลฯ

ดอยมูเซอ เป็นพื้นที่ที่อากาสเย็นสบายตลอดทั้งปี ฤดูร้อนอุณหภูมิไม่เกิน ๒๕ องศาเซลเซียล

ดอยมูเซอ เป็นพื้นที่ที่มีแหล่งท่องเที่ยวหลายแห่ง เช่น น้ำตกดอยมูเซอ สะพานหินธรรมชาติ อุทยานแห่งชาติตากสินมหาราช ตลาดชาวไทยภูเขา (๒ แห่ง) หมู่บ้านชนเผ่าต่าง ๆ รวมทั้งมีที่พักที่ให้บริการนักท่องเที่ยว ทั้งในลักษณะรีสอร์ท และ โฮมสเตย์

ดอยมูเซอ เป็นทางผ่านไปอำเภอแม่สอด ซึ่งหากเดินทางขึ้นเหนือต่อไป สามารถเดินทางต่อไป อ.ท่าสองยาง จ.ตาก และ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งทะลุต่อไปได้ทั้ง จ.เชียงใหม่ และ จ.แม่ฮ่องสอน และหากเดินทางลงทางใต้ก็จะต่อไปยัง อ.อุ้มผาง จ.ตาก ที่มีแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติมากมาย เช่น น้ำตกทีลอซู น้ำตกทีลอเล ดอยหัวหมด ฯลฯ

ทั้งนี้ ดอยมูเซอ อยู่ห่างจากตัวจังหวัดตากเพียง ๓๐ กว่ากิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางราวครึ่งชั่วโมงจากตัวจังหวัด และในเร็ววันนี้ถนนสี่เลนจะพาดผ่านพื้นที่ไปสิ้นสุดที่ อ.แม่สอด ตามโครงการของรัฐบาล “ไทยเข้มแข็ง”

และที่สำคัญผมเริ่มไม่มีใจให้กับกรุงเทพฯ อีกต่อไปแล้ว

...

 


ทัศนียภาพจากหน้าระเบียงบ้านพัก

 

เป็นเพราะทุนไม่หนาและไม่อยากมีหนี้ท่วมหัวเกินตัวเกินกำลัง จึงคิดทำอะไรเล็ก ๆ ดีกว่า

เป็นที่พักเล็ก ๆ สำหรับคนเดินทาง ที่ชื่นชอบธรรมชาติ ชื่นชมวิถีชีวิตที่แนบชิดกับธรรมชาติ

ภรรยาผมเลือกชื่อที่พักนี้ว่า de' Musoi (เดอมูซอย)

ชื่อเต็ม ๆ ว่า de' Musoi Cottage and Local Life ครับ

ผมเริ่มลงมือก่อสร้างที่พักที่ออกแบบเอง เขียนแบบเอง เลือกวัสดุเอง เมื่อปลายเดือนตุลาคม ๒๕๕๒ โดยการว่าจ้างช่างรับเหมาในพื้นที่

วันที่ตัดสินใจเริ่มลงมือทำ ผมคิดว่าจะทำบ้านหลังเล็ก ๆ พักหลังละสองคนสัก ๕ หลัง เป็นบ้านที่ออกแบบและประยุกต์มาจากบ้านลาหู่ เป็นบ้านก่ออิฐถือปู โครงสร้างไม้ หลังคามุงกระเบื้องมุงทับด้วยหญ้าคา ผนังข้างแปะทับด้วยฟากไม้ไผ่ทั้งด้านนอกและด้านใน รวมทั้งปูที่พื้น มีระเบียบโต ๆ ขนาด ๑๒ ตารางเมตร (๓ x ๔ เมตร) อยู่หน้าบ้านเอาไว้ชมวิวทิวทัศน์และดูเดือนดาวยามค่ำคืน ห้องน้ำเป็นปูนเปลือยแบบเปิดใช้วัสดุอย่างดี ที่ผมเลือกหาเอง

สร้างอาคารโรงอาหาร เป็นอาคารปูนเปลือย ใช้หลังคาเป็นดาดฟ้า สำหรับนั่งชมทัศนียภาพ และอาบแสงจันทร์ยามค่ำคืน บางทีอาจเป็นพื้นที่สำหรับจัดคอนเสิร์ทเล็ก ๆ ได้ ชั้นล่างแบ่งพื้นที่เป็นที่นั่งรับประทานอาหรและโรงครัว

สร้างห้องน้ำสำหรับผู้มาใช้บริการอาคารโรงอาหาร รวมทั้งเป็นห้องอาบน้ำสำหรับผู้มาใช้พื้นที่กางเต้นท์

สร้างอาคารต้อนรับ ซึ่งเป็นทั้งส่วนต้อนรับ ห้องสมุด ห้องทำงาน

สำหรับบ้านหลังใหญ่ ซึ่งมีอยู่แต่เดิม ผมปรับปรุงใหม่ ชั้นล่างทุบห้องออกเป็นห้องโล่งสำหรับใช้เป็นห้องประชุม ปรับปรุงห้องน้ำใหม่ทั้ง ๖ ห้อง

งานทุกอย่างดำเนินการควบคู่กันไป โดยใช้ช่างรับเหมาะสองชุด ชุดที่สองเป็นเพื่อนเก่าแก่คบกันมาตั้งแต่สมัยเรียนหนังสือด้วยกันที่ ร.ร.ตากพิทยาคม แบบว่าหักคอให้มาช่วยโดยให้กำไรนิดหน่อย...

แต่...

ทำไปทำมาจากบ้านเริ่มทำท่าจะบาน

บ้านพัก ๕ หลัง ที่ตั้งใจไว้ ลดลงเหลือเพียง ๒ หลัง และได้ยุบบ้านจาก ๓ หลังเล็กเป็นอาคารพักซึ่งมีห้อง ๔ ห้อง เพื่อเซฟเงินในกระเป๋า

ถึงวันนี้

บ้านเล็ก ๒ หลัง ทำโครงสร้างปูนเกือบเสร็จแล้ว อยู่ในระหว่างการจัดทำรายละเอียดในตัวบ้าน รวมทั้งการแปะไม้ฟากเข้ากับผนังทั้งด้านในและด้านนอก

อาคารโรงอาหาร ทำโครงสร้างเกือบเสร็จแล้ว เหลือเทปูนทับแผ่นปูนชั้นบนซึ่งเป็นดาดฟ้า

อาคารต้อนรับ งานโครงสร้างก็ใกล้จะเสร็จเรียบร้อยแล้วเช่นกัน แต่คืบหน้าไปกล่สอาคารโรงอาหารมาก

บ้านพักหลังใหญ่าที่ทำการปรับปรุง ทำเกือบเสร็จแล้ว แต่งานไม่เรียบร้อยจึงให้ซ่อมแซมใหม่

รายงานมาให้กัลยาณมิตร G2K ทราบครับ ว่าผมหายไปดอยมูเซอมาครับ

 

 
บ้านพักแบบเรือนลาหู่ประยุกต์ (ยังไม่เสร็จครับ)