หากสามารถเคี่ยวบ่มกระบวนการจิตอาสา,จิตสาธารณะมาตั้งแต่ตัวยังเล็กๆ ในระดับครอบครัว ยิ่งจะเป็นสิ่งอันล้ำค่าที่มีอยู่ตัวตนของผู้คน

ไม่รู้นะ-ทุกวันนี้ ผมเริ่มตั้งข้อสังเกตถี่ขึ้นกับสิ่งที่เห็นในทุกๆ มุมของสังคม  ไม่ว่ามุมนั้น หรือสถานที่นั้นจะใหญ่โตโอ่อ่า  เพียบพร้อมด้วยด้วยเทคโนโลยีหลากสไตล์  หรือแม้แต่ ณ ที่ซึ่งอันเต็มไปด้วยความทรุดโทรม หรืออับจน ขาดแคลนก็เถอะ  ผมก็มักพบข้อความเหล่านี้เสมอๆ  เป็นต้นว่า…

  • โปรดเอื้อเฟื้อแก่เด็ก สตรี และคนชรา
  • โปรดช่วยกันรักษาความสะอาด
  • ปัญญาชนขึ้นลงตามป้าย
  • ขึ้นลงชั้นเดียวโปรดใช้บันได
  • ปิดน้ำ ปิดแอร์ ปิดไฟก่อนออกจากห้อง
  • ห้ามเดินลัดสนามหญ้า
  • ห้ามทิ้งขยะ
  • ห้ามส่งเสียงดัง
  • ห้ามสูบบุหรี่
  • ห้ามจับปลาในบ่อ
  • ห้ามแซงคิว
  • ฯลฯ


ประจวบ จันทร์หมื่น ศิลปินวงอีเกิ้ง..เดินทางมาช่วยเล่นดนตรี "ต้านลมหนาวฯ"

 

ข้อความทั้งหลายทั้งปวงนั้น  ล้วนสะท้อนภาพของเรื่อง “จิตอาสา” หรือ “อาสาสมัคร” (Volunteer)  หรืออีกคำหนึ่งว่า  “จิตสาธารณะ”  (Public Mind) ก็เรียกด้วยเหมือนกัน 


เราอาจนิยามความหมายของคำสองคำนี้ได้ตามแต่มุมมองของแต่ละคน  แต่โดยเนื้อแท้นั้น  ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องจิตอาสา หรือจิตสาธารณะนั้น  ล้วนสื่อความหมายของการก้าวพ้นจากตัวเองทั้งสิ้น อันหมายถึงการตระหนักหรือการใส่ใจต่อสังคมโดยรวม หรือเรียกง่ายๆ หน่อยก็หนีไม่พ้นเรื่องการทำประโยชน์ต่อสังคมนั่นเอง ..หรือแม้แต่การเห็นคนอื่นมีความสุข ก็พลอยสุขไปด้วย ก็ถือเป็นจิตอาสาได้ด้วยเหมือนกัน.. 

 

ฟังดูอาจเป็นเรื่องส่วนรวมทั้งนั้น  แต่นั่นก็มิได้หมายถึงว่า  การกระทำหรือการแสดงออกซึ่งความเป็นจิตอาสาหรือจิตสาธารณะนั้น จะไม่ก่อเกิดประโยชน์ใดๆ กับภายในตัวตนของคนๆ นั้น  เพราะแท้ที่จริงแล้ว  ความเป็นจิตอาสา หรือจิตสาธารณะนั้น คือกระบวนการยกระดับจิตใจ หรือจิตวิญญาณของตัวเองโดยแท้ -และนั่นก็คือความงามที่ฉายฉานออกมาจากภายในล้วนๆ ...

 


นิสิตชมรมคนไทเลย..สัญจรมาร่วมช่วยเล่นดนตรี

 

ไม่รู้นะ-สังคมไทยให้ความสำคัญกับเรื่องพรรค์กี่มากน้อยนั้น  ผมคงไม่อาจหยั่งคิด หรือประเมินออกมาเป็นตัวเลขได้  เพราะลึกๆ นั้นโดยวิถีจิตใจคนไทยก็เป็นคนจิตใจงาม, เอื้อเฟื้อ เป็นญาติเป็นมิตร  และรักการทำบุญทำทานกันอยู่แล้ว  และสิ่งเหล่านี้ก็ล้วนเป็นทั้งพื้นฐานและส่วนหนึ่งของการเป็นคนจิตอาสา หรือจิตสาธารณะด้วยเช่นกัน

 

แต่บางที-ไม่รู้นะ ผมก็กลับมองอีกมุมว่า ด้วยวิถีความเป็นไทยแท้ที่มาในแบบ “ทำอะไรได้ตามใจ-เป็นไทยแท้” นั้น  ก็ดูจะเป็นอุปสรรคติดๆ ขัดๆ อยู่บ้างกับค่านิยมในบางเรื่อง หรือแม้แต่หลายเรื่องที่เกี่ยวกับจิตอาสา  จนออกมาในรูปของ “ธุระไม่ใช่ !”

 

อย่างไรก็ช่างเถอะ  หลายๆ เรื่องหลายๆ ราวที่เกิดเป็นวิกฤตในสังคมไทย  ผมก็เห็นชัดว่าความมีน้ำใจของคนไทยก็ไม่เคยเหือดหายไปไหนเลยสักนิด  ดูง่ายๆ อย่างน้อยก็จิตอาสาของชาว Gotoknow นี่แหละ (ผมรู้สึกเช่นนั้นจริงๆ-รู้สึกจากเรื่องใกล้ตัวนี่แหละ, และมันก็เป็นสัญชาตญาณที่ผมเชื่อเสมอมาด้วยเหมือนกัน)


แดนไท..ไม่เคยพลาดการเข้าร่วมกิจกรรม

 

สำหรับผมนั้น  ผมมองว่าจิตอาสา หรือจิตสาธารณะมีสองระดับใหญ่ๆ อันได้แก่ระดับครอบครัวและระดับสังคม  และครอบครัวนั่นแหละ คือรากฐานที่ดีในการเพาะบ่มเรื่องเหล่านี้ให้เกิดขึ้นในตัวตนของคนทุกคน - สอนให้คนรับผิดชอบตัวเองอย่างมีสติ  รู้รักการแบ่งปันกันในครัวเรือน  ไม่บังเบียดแก่งแย่งกันในพี่พ้องน้อง,ญาติ  และนั่นก็เป็นการดูแลสังคมไปในตัวดี ๆ นั่นเอง

และถ้าจะให้ดี  หากสามารถเคี่ยวบ่มกระบวนการจิตอาสา,จิตสาธารณะมาตั้งแต่ตัวยังเล็กๆ ในระดับครอบครัว ยิ่งจะเป็นสิ่งอันล้ำค่าที่มีอยู่ตัวตนของผู้คน  ซึ่งอาจอาศัยกิจกรรมเล็กๆ น้อยๆ ในครอบครัวนั่นแหละเป็นตัวบ่มเพาะไปทีละนิดๆ ...ทำให้เป็นธรรมชาติ, ทำให้เป็นเหมือนกิจวัตรได้ยิ่งดี  สุดท้ายก็จะกลายเป็น”วัฒนธรรมทางใจ” ไปโดยปริยาย สิ่งเหล่านี้ถือเป็นกระบวนการเติบกล้ามาจากกลไกของครอบครัวทั้งสิ้น



หากมีกิจกรรมทำนองนี้พวกเขาก็มักลุยงานและนอนดึกตามไปด้วย

 

โดยส่วนตัวของผมนั้น  ผมไม่อาจเรียกได้ว่าตัวเองเป็นคนจิตอาสาอะไรมากมายนักหรอก  แต่ในวิถีที่เป็นอยู่จริง  ผมก็ไม่เคยละเลยที่จะทำกิจกรรมในทำนองนี้เสมอมา  ถึงแม้กิจกรรมที่ว่านั้น  จะเป็นในลักษณะของการงานก็เถอะ  แต่ผมก็ชัดเจนเสมอมาว่า  ผมทำมันด้วยใจ และมันก็ถูกขับออกมาจากภายในของผมโดยแท้..ซึ่งผมทำมันบ่อยมาก จนใครๆ แถวๆ นี้หยิกแซวว่าผมเป็น “เจ้าพ่อจิตอาสา”  ไปแล้วก็มี

เหนือสิ่งอื่นใดเกี่ยวกับเรื่องนี้  ด้วยความที่ผมเชื่อว่าสถาบันครอบครัวคือฐานรากของเรื่องจิตอาสา-จิตสาธารณะ  และด้วยความที่เชื่อว่า “ไม้อ่อนดัดง่าย”  ผมจึงพยายามที่จะชวนลูกๆ ได้ทำกิจกรรมในทำนองนี้อยู่เรื่อยๆ ...

บางทีเราก็ช่วยกันเก็บอะไรเล็กๆ น้อยๆ แบ่งเบาคุณแม่บ้านบ้าง, เราพูดถึงการไม่โยนขยะลงจากรถ  เราพูดถึงเรื่องน้ำใจของผู้คนที่มีต่อสิ่งมีชีวิตต่างๆ รายรอบตัว เราพูดถึงการบริจาคสิ่งของในเทศกาลต่างๆ  หรือมากหน่อย  เราก็มักพาเขาสองคนไปสู่เวทีในเรื่องนี้อย่างเต็มที่ กระนั้นก็ไม่ถึงกับบังคับว่า “ต้องไป-ต้องทำ”  แต่เท่าที่สังเกตเห็น  ก็ดูประหนึ่งว่า  พวกเขามีความสุขกับกิจกรรมเหล่านี้อยู่มาก แทนที่จะติดเดินห้าง  ติดร้านไอศกรีม  ติดของเล่นจนเปลืองตังค์  แต่กลับชอบที่จะไปค่ายมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด !


 

เฉกเช่นกับระยะนี้  ลูกๆ กำลังคัดแยกเสื้อผ้า  กระเป๋าและของเล่นส่วนตัวไปบริจาคในโครงการ “ต้านลมหนาวถามข่าวคราวชาวบ้าน”  เย็นๆ จนดึกๆ เขาสองคนก็ตระเวนถือกล่องเดินรับบริจาคเงินเพื่อสมทบเข้าสู่โครงการร่วมกับพี่นิสิตอย่างมีความสุข...

ครับ, ผมไม่รู้ว่าอนาคตเขาสองคนจะกลายเป็นคนประเภทจิตอาสา หรือจิตสาธารณะได้มากน้อยแค่ไหน  หรือแม้แต่จะกลายเป็นปัญหาของสังคมหรือเปล่าก็ไม่รู้ได้  แต่วันนี้ ! ตอนนี้ !  ผมก็ไม่เคยท้อที่จะเริ่มกระบวนการเพาะบ่มเรื่องเหล่านี้ไปจากครอบครัว,...โดยเฉพาะการไม่ละเลยที่จะให้ลูกๆ ได้เรียนรู้ว่าเรื่องเหล่านี้  ไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง  เรื่องเหล่านี้ไม่มีคำว่า “ธุระไม่ใช่”  และเรื่องเหล่านี้นี่แหละที่เป็นเสมือนสะพานแห่งการพาดผ่านให้ผู้คนในสังคมได้สัญจรมาอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข...

จิตอาสา..
จิตสาธารณะ ...

ช่วยกันครับ-ช่วยกันเริ่มจากครอบครัวเราเองนี่แหละ...

 

๖ มกราคม ๕๒
ตลาดน้อย-มมส