การ์ดอวยพรจากผู้ป่วยมะเร็ง

การ์ดอวยพรจากผู้ป่วยมะเร็ง  โพสต์ทูเดย์

ช่วงปีใหม่ หลายคนคงได้รับการ์ดอวยพรมากมายตามธรรมเนียมปฏิบัติ การ์ดแต่ละใบอาจมีข้อความไม่ต่างกันนัก คือปรารถนาให้ผู้รับมีความสุขตลอดปี นับเป็นการส่งความปรารถนาดีและความระลึกถึงให้แก่กัน

แต่การ์ดใบหนึ่งที่ได้รับในปีนี้ให้มากกว่าความรู้สึกดีๆ เหล่านั้น
การ์ดเล็กๆ ธรรมดาๆ ใบนี้ส่งมาจากผู้ป่วยโรคมะเร็งท่านหนึ่งที่ได้รับการวินิจฉัยว่าน่าจะเหลือเวลาของชีวิตอยู่อีกไม่เกิน 2 ปี

เขาคือนายแพทย์คมสรรค์ พงษ์ภักดี คนที่รู้จักและคุ้นเคย ตามเวทีงานเสวนาเกี่ยวกับความตาย การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย และการอบรมภาวนาเผชิญความตายด้วยใจสงบ   เนื้อความในการ์ดมีเพียง 3 ประโยคสั้นๆ แต่ไม่ใช่ประโยคเดิมๆ ที่เราเขียนเหมือนๆ กันในการ์ดจำนวนเป็นโหลๆ   ดูเหมือนว่า ผู้ที่มีเวลาชีวิตไม่มากกลับมีเวลาทำในสิ่งที่หลายคนบอกว่า “ไม่มีเวลา”

ที่สำคัญ การได้รับความปรารถนาดีจากคนป่วย ช่วยให้ผู้ที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงแต่ใจห่อเหี่ยวเศร้าเซ็งกับอุปสรรคในชีวิต กลับมีกำลังใจ มีความสุข และมีพลังขึ้นอย่างมาก 
ในขณะที่เราหลายคนรำพึงรำพันกันว่าชีวิตเต็มไปด้วยความทุกข์ และ ปัญหา แต่เพื่อนผู้นี้ ผู้ที่โรคร้ายกำลังลิดรอนพลังทางกายและอาจคร่าชีวิตเขาได้ทุกเมื่อ กลับมีรอยยิ้ม ความสุข ความรัก และกำลังใจเปี่ยมล้น พร้อมที่จะแบ่งปันให้ทุกคน ซึ่งช่วยให้หลายคนยิ้มได้และมีสติรู้ในการดำเนินชีวิตตลอดปีใหม่นี้มากขึ้น 

ย้อนเวลากลับไปเมื่อราว 2 ปีก่อน ด้วยวัยราวปลายสามสิบ คุณหมอคมสรรค์ได้รับรู้ว่าตนเป็นมะเร็งชนิดไร้ทางรักษาและอาจสิ้นลมหายใจได้ทุกโอกาส  อาการของมะเร็งชนิดนี้จะทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงเฉียบพลัน ระบบประสาทล้มเหลวและหยุดทำงานได้ทุกเมื่อ ตามสถิติแล้ว ผู้ที่เป็นโรคนี้จะอยู่ได้ไม่เกิน 36 เดือน  เมื่อหนีความตายไม่พ้น คุณหมอจึงเลือกที่จะเผชิญกับมันอย่างกล้าหาญ ทบทวนถามตัวเองว่า “ในเวลาที่เหลือ จะใช้ชีวิตอย่างไรให้คุ้มค่า และตายอย่างสง่างาม”

ด้วยตระหนักว่า การตายอย่างมีสติด้วยใจสงบนั้นสำคัญ คุณหมอจึงหันเข้าหาศาสนธรรม ฝึกฝนวิธีการภาวนารักษาใจและเจริญสติอย่างจริงจัง  หนทางหนึ่งที่หลายคน รวมทั้งคุณหมอคมสรรค์เห็นว่าน่าจะช่วยให้ใจคลายจากความทรมานทางกายได้บ้างคือการภาวนาเจริญสติ
“การภาวนา” เป็นหนทางที่ท่านเลือกเพื่อช่วยเตรียมใจถ้าห้วงเวลาสุดท้ายมาเยือน  ความเจ็บปวดทรมานทางกายและความตายนั้น เดินทางด้วยกันเสมอๆ  ถ้ากายเจ็บ ใจก็มักจะเจ็บกว่าหลายเท่าทวี

นอกจากการเตรียมใจตายแล้ว การภาวนายังเอื้อให้ท่านมีชีวิตอยู่ด้วยความเบิกบาน เมื่อเวลาเริ่มเหลือน้อยลง คุณหมอจึงใช้มันให้คุ้มค่าที่สุด ท่านทำงานน้อยลง เนื่องด้วยสภาพทางกาย แต่เหตุผลสำคัญอีกประการคือ ท่านต้องการให้เวลากับความสัมพันธ์และงานแห่งชีวิตเพิ่มขึ้น ท่านให้เวลากับครอบครัว ดูแลลูกและภรรยา ท่านรับคำเชิญไปบรรยายอยู่เสมอ เช่น เรื่องเกี่ยวกับประสบการณ์เฉียดตาย อานิสงส์ของการภาวนาในการรักษาใจเมื่อเผชิญความทุกข์กายทุกข์ใจ และยังริเริ่มงานดูแลให้กำลังใจผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่โรงพยาบาลในจังหวัดนครปฐมด้วย  ใบหน้าของคุณหมอผ่องใสขึ้นทุกครั้งที่ได้พบ รอยยิ้มของท่านส่งความสุขให้แก่ทุกคนที่พบเจออยู่เสมอ ซึ่งดูแล้วไม่เหมือนผู้ป่วยเลย   คุณหมอบอกว่า “จะตายเร็วหรือช้ากว่ากำหนดนั้น ไม่สำคัญ แค่มีความสุขสงบ ทุกๆ ขณะที่ยังมีลมหายใจก็เพียงพอแล้ว”  

น่าสนใจว่า ความตายเปิดพื้นที่ให้เรามีชีวิตได้เป็น มีโอกาสกลับมาทบ ทวน ค้นหาความหมาย แสวงหาแก่นแท้และคุณค่าของชีวิต ที่จริง ยังมีผู้ป่วยที่กำลังเผชิญกับโรคร้ายแบบเดียวกับคุณหมอคมสรรค์อีกมากมายที่มีชีวิตอย่างมีความสุข เครียดหรือกังวลน้อย ไม่เสียเวลาที่จะรำพันถึงอดีตหรือเฝ้าฝันถึงอนาคต   เวลาปัจจุบันเท่านั้นคือเวลาที่มีชีวิต โดยมากความตายไม่อยู่ในความคิดคำนึงของเราๆ ท่านๆ ที่เห็นว่าตนยังสุขภาพดีอยู่ ความตายอยู่ปลายทางอันห่างไกล ไม่แน่ว่าด้วยเหตุนี้หรือไม่ที่ทำให้เราปล่อยเวลาไปจ่อมจมกับความทุกข์ ความกังวล ความเครียด ความเสียใจ และความผิดหวังสารพัด

เราจะมีความสุขและใช้ชีวิตที่มีความหมายโดยไม่ต้องรอให้ความตายและความเจ็บป่วยมาถึงได้หรือไม่ จะเป็นอย่างไร หากเราถามตัวเองอย่างจริงจังว่า “ถ้าเรากำลังจะตาย เราจะใช้ชีวิตและเวลาที่เหลืออยู่อย่างไรและเพื่ออะไร”

มีคนเคยพูดว่า “การให้เวลากับผู้อื่นนั้น เป็นของขวัญที่ดีที่สุดอย่างหนึ่ง” อาจจะจริง นั่นคือ เวลาเป็นสิ่งที่ผ่านแล้วผ่านเลย เวลาคือชีวิตของเรา ถ้าหากเราให้เวลากับใครหรือสิ่งใดนั้นก็คือเรากำลังให้ชีวิตของเรากับสิ่งนั้นๆ แล้วตอนนี้ เราให้ชีวิตและเวลากับใคร รวมทั้งให้สิ่งใดไปบ้าง?  งาน เงิน สะสมทรัพย์สิน ชื่อเสียง ลูก ครอบครัว พ่อแม่ เพื่อน เกมคอมพิวเตอร์ สุขภาพ การเรียนรู้ การปฏิบัติศาสนธรรม ความทุกข์ ความสุข ความโกรธ ความเกลียด การสู้รบและการแข่งขัน  หลายครั้งเราให้เวลามากเกินไปกับสิ่งที่อาจมีความสำคัญน้อย จนทำให้เหลือเวลาน้อยเพื่อทำในสิ่งที่สำคัญมากกว่า จะหลีกเลี่ยงโศกนาฏกรรมนี้ได้ คงต้องมีเวลาสบายๆ นั่งคิดทบทวนชีวิตดูบ้าง 

บางคนให้ความสำคัญกับมิติการทำมาหากินและหาเก็บสะสมปัจจัยมาก จนละเลยความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ครอบครัว การดูแลกาย และเรียนรู้เพื่อพัฒนาสติปัญญา รวมทั้งจิตใจ  และเพราะไม่เคยฝึกฝนกายใจมาก่อนเลย พวกเขาจึงรู้สึกทุกข์มากกับความเจ็บปวดทางกายและใจ ท้ายที่สุดก็ตายไปอย่างโดดเดี่ยวและทุรนทุราย

ขอบคุณการ์ดใบเล็กจากผู้ป่วยกายแต่ใจสบายท่านนี้ นับว่าเป็นของขวัญปีใหม่ที่ดีที่สุด ช่วยให้ได้หยุดคิดและทบทวน ความหมาย แง่งามของชีวิต เพื่อที่จะใช้ชีวิตที่ยังมีอยู่ต่อไปอย่างมีคุณค่า สวัสดีปีใหม่ค่ะ

สนับสนุนโดย กลุ่มสื่อสร้างสรรค์ และศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล