ถามตัวเองสักนิดว่า "เริ่มต้นปีใหม่ เราควรเริ่มต้น เตรียมตัว และเตรียมใจอย่างไรต่อความขัดแย้งในสังคม เศรษฐกิจ และสถานการณ์ทางการเมือง" ดังเ่ช่นปรากฎในปัจจุบันนี้

          "ท่านทั้งสามในฐานะนักวิชาการทางศาสนามองว่า เริ่มต้นปีใหม่ เราควรเริ่มต้น เตรียมตัว และเตรียมใจอย่างไรต่อความขัดแย้งในสังคม เศรษฐกิจ และสถานการณ์ทางการเมือง" ดังเ่ช่นปรากฎในปัจจุบันนี้"

 

          นี่เป็นคำถามที่เสาวลักษณ์ วัฒนศิลป์และสุผจญ กลิ่นสุวรรณ พิธีกรรายการมองมุมใหม่ สถานีโทรทัศน์ไทยทีวี หรือ TPBS  (ซึ่งจะออกรายการในวันที่ ๓ มค. เวลา ๓ ทุ่ม ถึง ๔ ทุ่ม) ได้ถามนักวิชาการทางศาสนา คือ

          ๑. ผศ.ดร.พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส ผู้ช่วยอธิบดีฝ่ายวิชาการ มหาจุฬาฯ
          ๒. ศาสนาจารย์ ดร.ศึกษา เทพอารีย์ ศิษยาภิบาล คริสตจักรวัฒนา
          ๓. ดร.อณัส อมาตยกุล คณะสังคมศาสตร์ และมนุษย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

 

          บทสรุปที่สำคัญจากการให้สัมภาษณ์ของนักวิชาการทางศาสนานั้น ในฐานะผู้เขียนเป็นหนึ่งในวิทยากรรับเชิญให้เป็นผู้แทนนักวิชาการสายพระพุทธศาสนานั้น ขอสรุปประเด็นของการพูดคุย และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน ดังนี้

คำถาม

          ๑.ในปี ๒๕๕๓ ยังมีความต่อเนื่องในเรื่องของความขัดแย้งทางการเมือง มาจากปีก่อนๆ  สังคมไทยจะอยู่อย่างไรบนความแตกแยกทางความคิดอย่างไรจึงจะไม่เป็นทุกข์ และไม่นำพาไปสู่ความรุนแรง และแตกแยก อีกทั้งหลายคนพูดเรื่องปรองดอง ด้วยเหตุนี้ ศาสนาควรจะมีหลักอย่างไร?

คำตอบ

          หลักการคือ "๓ ย. เพียงพอต่อการจัดการความขัดแย้ง"
         (๑) อย่า คือ อย่าถามว่า ใครคือตัวปัญหา ปัญหาเกิดจากใคร หรืออะไร เพราะได้ล่วงเลยเวลาที่จะถามคำถามนี้แล้ว เหมือนกับว่า หากเราถูกยิงหากมัวแต่ไปถามว่า ลูกศรมาจากทางไหน ใครเป็นคนยิง เราอาจจะต้องตายก่อน ฉะันั้น ทางออกคือต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลเพื่อรักษาชีิวิตก่อน ฉะนั้น ทางออกคือ จงถามว่า "วันนี้ หรือพรุ่งนี้ เราจะอยู่ร่วมกันอย่างไร จึงจะมีความสุข" ทุกข์ของท่านคืออะไร เราจะช่วยแ่บ่งเบาทุกข์ระหว่างกันได้อย่างไร ลูกหลานของเราจะอยู่ร่วมกันอย่างไร
        (๒) หยุด คือ หยุดคิด หยุดพูด และหยุดทำสิ่งใดที่ก่อให้เกิดความเจ็บปวด เสียดแทงหัวใจของอีกฝ่าย เพราะนั่นจะเป็นการเหยียบย่ำซ้ำเติมอีกฝ่าย อุปมาเหมือนกันพระพุทธเจ้าบอกให้องค์ุคุลีมารหยุด  การหยุด คือการเรียกให้สติกลับคืนมาก เพราะหลายครั้งจะพบว่า เมื่อใดก็ตาม กายเราเคลื่อนไหว จิตใจของเราไม่สงบนิ่ง เหตุนี้จึงต้องหยุด
        (๓) ยิ้ม คือ การดึงภูมิธรรมและภูมิปัญญาไทยกลับคืนมา เพราะเราได้ชื่อว่า "สยามเมืองยิ้ม" การยิ้มคือการเปิดพื้นที่ทางความคิด การพูด และการกระทำในเชิงบวก การยิ้มคือการเชิญชวนทุกฝ่ายที่มีความทุกข์ หรืออัดอั้นตันใจมาคุยกัน มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความทุกข์ที่แต่ละฝ่ายประสบ และเผชิญหน้าอยู่

ถาม

          ๒. ภาวะเศรษฐกิจในปีช่วงที่ผ่านมาประสบปัญหาอย่างหนัก แต่ดูประหนึ่งว่ากำลังจะดีขึ้น หลักคิดในการใช้ชีวิตในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ เราจะต้องวางจิตของเราอย่างไร? หลักพอเพียงคือคำตอบ?

ตอบ

          หลักการสำัคัญที่เราจำเป็นจะต้องตระหนักรู้ก็คือ "จงพอเพียงในสิ่งเสพ แต่อย่าพอเพียงในกุศลธรรมคือ 'ความเพียร' " ประเด็นคือ จงมีสติรู้จักเสพวัตถุ โดยตระหนักว่า อะไรคือความจำเป็นสำหรับชีวิต อะไรคือคุณค่าแท้ และอะไรคือคุณค่าเทียมต่อการดำเนินชีวิตของเรา ในขณะเดียวกัน ก็ควรเพิ่ม และขยายฐานความขยันหมั่นเพียร ประดุจมหาชนก ที่พยายามว่ายน้ำทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะถึงเป้าหมาย  ความจริงคือ เป้าหมายเป็นสิ่งที่นิ่งอยู่กับที่ และไม่ได้หนีเราไปไหน แต่หากเราพยายามว่ายอยู่ตลอดเวเลา เมื่อนั้นเราจะถึงฝั่งคือเป้าหมายไม่ช้าก็ไว เราจะออกจากหล่มหรือกับดักได้สักวันหนึ่ง ขอเพียงเรามีความหวัง และกำลังใจที่จะสู้

ถาม

          ๓. หลักธรรม หรือข้อคิดสำหรับนักการเมืองซึ่งต้องเป็นผู้แทนของประชาชนในการขับเคลื่อนบ้านเมือง จะต้องยึดหลักอะไร? เพราะในปีที่ผ่านมาพบว่า นักการเมืองถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าทำหน้าที่ได้ไม่ดีพอ?

ตอบ

          การเมืองในปัจจุบัน "ควรเป็นการเมืองแบบเมตตา (Compassionate Politics) ไม่ใช่     "การเืมืองแห่งการทำลายล้าง" หรือ "ประหัตประหารกัน"  เพราะผลเสียจะไม่ตกอยู่กับนักการเมืองแต่อย่างเดียว ผู้ที่จะได้รับผลทุกข์ หรือผลเสียนั้น คือประเทศชาติและประชาชนไทยทั้งหมดที่อยู่ภายในการบริหารจัดการของนักการเมือง ฉะนั้น หากเป็นการเมืองแบบเมตตา ควรจะิคิด พูด และแสดงออกต่อกันด้วยเมตตา หากเรารักสุข เกลียดกลัวความทุกข์ โดยไม่ต้องการจะฟังคำส่อเสียด หรือการแสดงออกในเชิงไม่ให้เกียรติจากคนอื่นๆ เราก็ควรต้องเคารพ และให้เกียรติกับคนอื่นๆ เช่นเดียวกัน  การตระหนักรู้ในลักษณะนี้ จะทำให้บรรยากาศที่รุนแรง มีทางออก หรือทางลงสำหรับปัญหาต่างๆ แต่ปัญหาคือ นักการเมืองจะเลือกชาติบ้านเมือง หรือเลือกประโยชน์สุขแก่บ้านเมือง ดังที่พระเจ้าอยู่หัวตรัสว่า เราจะปกครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์แก่มหาชนชาวสยาม"

ถาม

        ๔. เราควรมีหลักคิด และหลักปฏิบัติสำหรับปี ๒๕๕๓ อย่างไร

ตอบ

        พระพุทธเจ้าตรัสเตือนพวกเรา่ว่า "กาลเวลาย่อมกลืนกินสรรพสัตว์และตัวของมันเอง"  เวลาก็คือเวลา และในฐานะที่ "เวลา" เป็นสิ่งสมมติที่ชาวโลกสร้างขึ้นเพื่อใ้ช้เรียกขาน และกำหนดนับสิ่งต่างๆ ให้สะดวกและง่ายต่อการดำเนินชีวิต  ถึงกระนั้น "เวลา" หาได้มีอิทธิพลต่อ "ความดี" หรือ "ความชั่ว" ภายในของเราไม่

         เมื่อมองย้อนไปกลับหาวัน และเวลาในอดีต หากมีสิ่งใดผิดพลาด หรือบกพร่องอันเกิดจากการไม่รู้เท่าทัน หรือขาดประสบการณ์ในการคิดวิเคราะห์ ขอได้โปรดนำประสบการณ์ที่ "เลวร้าย" หรือ "ความบกพร่อง" มาเป็นเครื่องมือพัฒนาตัวเอง หรือยกระดับจิตของตนเองให้เก่งขึ้น ฉลาดขึ้น ดังพุทธพจน์ที่ว่า "จงดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาท" ด้วยการมีสติรู้เท่าทันอารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น เช่น ความโลภ ความโกรธ และความหลง ฉะนั้น "จงนำอดีตมารับใช้ปัจจุบััน แ่ต่อย่านำอดีตมาครอบงำปัจจุบัน"

         ปีใหม่ หากเรากำลังเสาะแสวงหา "ของขวัญหรือรางวัลสักชิ้น" เพื่อมอบให้แก่ตัวเอง หรือมอบให้แก่ใครสักคนที่เรารักและปรารถนาดีแล้วไซร้  ของขวัญอันล้ำค่าที่ควรมอบมากที่สุดสำหรับปีนี้ จะเป็นสิ่งใดมิได้หากมิใช่ "สติ"  สติเท่านั้นที่จะทำให้เรารู้เท่าทันทุกอย่างตามความเป็นจริง โดยที่เราไม่ตกเป็นทาสรับใช้อารมณ์ของตนเองและผู้อื่น 

         สุดท้ายแล้วเรา จะพบว่า "ความสุขที่ยิ่งใหญ่ไม่ว่าวันนี้หรือวันไหนๆ คือการได้อยู่กับลมหายใจของตนเองอย่างมีสติทุกเวลา และนาที" นี่คือคำตอบสำคัญที่ว่า "สติมา สตังมี สติดี ชีวีรอด"

         คำถามทั้งหมดนี้ ไม่ทราบว่า "กัลยาณมิตรท่านใด" จะถือโอกาสแลกเปลี่ยนมุมมองต่างๆ ต่อคำถามเหล่านี้  เพื่อจะได้ต่อยอด และเปิดพื้นที่ "แห่งเมล็ดพันธุ์แห่งความดีให้งอกงาม" ในโอกาสต่อไป.

                                     ด้วยธรรมะ พร และเมตตา

                                    พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส
                          มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
                                           วังน้อย อยุธยาฯ

ดูเนื้อหาเพิ่มเติมใน http://www.thaipbs.or.th/clip/index.asp?content_id=232373&content_category_id=688

http://gotoknow.org/blog/buddhist-conflict-management/324864