ท่ามกลางบรรยากาศในช่วงปีใหม่ผู้คนออกเดินทางไปยังที่ต่างๆ ยังไงก็ขอให้เดินทางกันโดยสวัสดิภาพทั้งไปและกลับนะครับ วันนี้เราต่อกันกับหัวข้อที่ค้างไว้นะครับ ก็จะเป็นการประยุกค์ใช้หลักการสงครามในข้อ หลักการรุก เป็นหลักการสงครามในข้อที่ 2 จาก 10 ข้อ ในหลักการข้อนี้จะเป็นแนวคิดที่เกี่ยวกับการเป็นฝ่ายเริ่มก่อน ซึ่งเป็นผู้เริ่มก่อนจะเปรียบเสมือนการเป็นผู้ที่กำหนดโจทย์ หรือปัญหาให้กับฝ่ายตรงข้ามเป็นผู้แก้ ไม่ใช่ให้ฝ่ายตรงข้ามเป็นผู้กำหนดปัญหาให้เราเป็นผู้แก้
สิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญของหลักการในข้อนี้คือ การเป็นผู้เริ่มก่อนเราจะเป็นที่คุมเกม เราจะกลายเป็นผู้ที่มีเสรีในการปฏิบัติ เราจะกลายเป็นผู้ที่อยากจะทำอะไรก็ได้ ถ้าเราเคยเล่นเกมประเภทหมากกระดาน หรือ การเล่นกีฬาที่แบ่งอกเป็นสองฝ่าย ถ้าใครเริ่มก่อนก็จะเป็นฝ่ายได้เปรียบ เพราะเราจะเป็นผู้ที่บังคับให้คู่แข่งแก้เกมของเราที่เราเป็นผู้เริ่ม ส่วนจะได้เปรียบมากแค่ไหน จะขึ้นอยู่ ยุทธศาสตร์ หรือ กลยุทธ์ หรือ ยุทธวิธี ที่เราเป็นผู้เลือกใช้
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดได้แก่ ยุทธการสายฟ้าแลบ (blitzkrieg) ของเยอรมันที่ใช้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยกองทัพเยอรมันได้เริ่มบุกโปแลนด์เมื่อ 1 กันยายน ค.ศ.1939 (พ.ศ.2482) โดยกำลังทหารกว่า 1,250,000 นาย รุกแบบสายฟ้าแลบเข้าสู่โปแลนด์ทั้งสามทิศทาง ได้ทิศทางแรกรุกจากแคว้นปรัสเซียตะวันออกเข้าสู่โปแลนด์ตอนเหนือ ทิศทางที่สองรุกจากแคว้นโปมีราเนีย และทิศทางที่สามรุกเข้าสู่ภาคใต้ของโปแลนด์ ซึ่งในขณะนั้นกำลังทหารของโปแลนด์มีอยู่เพียง 600,000 นาย ซึ่งต่อมาไม่นานรัสเซียก็ส่งกำลังเข้าไปในโปแลนด์อีกเมื่อวันที่ 17 กันยายนเดือนเดียวกัน ด้วยกำลังทหารกว่า 800,000 นาย โดยข้ออ้างว่ารัสเซียจำเป็นต้องให้ความคุ้มครองแก่ชาวยูเครนและรัสเซียขาว ซึ่งเป็นชนส่วนน้อยที่อาศัยอยู่ในโปแลนด์" แต่ความจริงแล้วเป็นการทำตามข้อตกลงลับ สนธิสัญญาโมโลตอฟ-ริบเบนทรอป (Molotov-Ribbentrop Pact) ระหว่างเยอรมันกับรัสเซียจึงทำให้โปแลนด์ต้องยุติการต่อสู้เมื่อวันที่ 6 ตุลาคมในปีเดียวกัน ถึงแม้นักการโปแลนด์จะยอมจำนนเพราะโดนกระหนาบจากเยอรมันและรัสเซีย ทำให้โปแลนด์ต้องเปิดศึกสองด้าน แต่การเปิดฉากการบุกของเยอรมันได้ทำให้โปแลนด์ไม่สามารถต้านทานเยอรมันได้เนื่องจากโปแลนด์เชื่อมั่นว่าจะได้รับการช่วยเหลือจากประเทศพันธมิตรคือ อังกฤษกับฝรั่งเศส การที่เยอรมันบุกแบบสายฟ้าแลบในครั้งนี้จึงถือได้ว่าเป็นการใช้หลักการสงครามในข้อ หลักการรุก อย่างแท้จริง
ในทางธุรกิจหลักการรุกสามารถนำมาใช้ได้ในหลายๆ ด้าน เช่น ทางการตลาดการที่เริ่มเป็นเจ้าแรกในตลาดเราย่อมที่จะเป็นผู้ที่ครองส่วนแบ่งทางการตลาดได้มากที่สุด เนื่องจากคนจะจดจำ รู้จัก และซึมซับใน ผลิตภัณฑ์หรือการบริการที่เรามีให้ก่อนคนอื่น ทำให้ผลิตภัณฑ์หรือการบริการของเราจะเป็นตัวตั้งในการที่มีผลิตภัณฑ์หรือการบริการอื่นๆมาแข่งขันหรือเปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์หรือการบริการของเรา
การประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน ผมเองค่อนข้างใช้หลักการในข้อนี้เป็นประจำในการทำงานและเรียนหนังสือ ซึ่งก็คิดว่าประสบความสำเร็จพอสมควร ตังอย่างเช่น เวลาผมไปพบอาจารย์ที่ปรึกษาแต่ละครั้ง ผมจะเตรียมการไปเพื่อนำเสนออาจารย์ว่าผมจะทำงานชิ้นนั้นอย่างไร ซึ่งพอเล่าเสร็จ ก็ถามอาจารย์ท่านว่ามีความคิดเป็นอย่างไร เมื่อท่านให้ข้อคิดเห็นเสร็จ ผมก็เรียนท่านไปว่าผมขอเวลาเท่านั้น เท่านี้วัน ผมจะกลับมาพบอาจารย์ใหม่ ซึ่งการมาพบครั้งใหม่ผมก็เตรียมการเหมือนเดิม ผมทำอยู่ไม่กี่ครั้ง ผมก็จะได้รับความเชื่อถือจากอาจารย์ และงานของผมท่านแทบจะไม่เข้ามายุ่งเท่าไหร่เลย เพราะผมใช้หลักการรุก ผมให้โจทย์อาจารย์แทนที่ผมจะรอให้อาจารย์ให้โจทย์ผม อาจารย์ต้องคิดตามที่ผมให้โจทย์ท่าน ทำให้ผมมีเสรีในการปฏิบัติ
ทุกวันนี้เมื่อผมมาเป็นอาจารย์ผมก็จะไว้ใจให้อิสระในการทำงานกับนักศึกษาที่มาพร้อมคำถามว่า อาจารย์ครับผมจะทำอย่างนี้ครับอาจารย์คิดอย่างไร ส่วนนักศึกษาที่มาพร้อมคำถามว่า อาจารย์ครับผมทำอย่างไรดีผมก็จพยายามสอนให้เขาคิดแล้วกลับมาใหม่พร้อมความคิดของตนเอง หลักการสงครามในข้อนี้ในทางทหารนั้นมักจะกล่าวว่า ถ้าจะรบให้ชนะต้องทำการรุกเท่านั้น ส่วนจะรุกด้วยอะไร กำลัง หรือ ความคิด ก็เป็นสิ่งที่จะนำมาซึ่งชั้ยชนะ วันนี้คุณเตรียมการรุกแล้วรึยังครับ........
หลักการรุก ... คงต้องผ่านกระบวนการวางแผนอย่างรอบคอบที่สุดนะครับ แบบ "รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง" เพื่ออุดช่องโหว่ไม่ใช้ฝ่ายตั้งรับสามารถโต้กลับได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเป็นผู้ควบคุมสถานการณ์ทั้งหมดไว้ได้นะครับ ;)
แหม ชอบอ่านบันทึกที่เสธ.เขียนครับ ไม่ได้เห็นบทความลักษณะนี้เลย ;)
ขอบคุณสำหรับความรู้ทางยุทธศาสตร์นะครับ
ขอบคุณท่านครับ เขียนเยอะๆนะครับ
ขอบคุณครับที่ทุกท่านแวะมาเยี่ยมนะครับ