ดาลัท เมืองสวยงามของเวียดนามใต้ตอนบน
ฉันเดินทางไปดาลัทด้วยรถโดยสารปรับอากาศ ความที่ไม่รู้สภาพถนนหนทาง ทำให้คิดว่าระยะทาง 400 กว่ากิโลเมตร น่าจะใช้เวลาแค่ 3-4 ชั่วโมงก็ถึง เพื่อนเวียดนามก็ว่าไม่ไกล
น่าจะใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง แล้วยังโฆษณาว่าทิวทัศน์ ภูมิประเทศสองข้างทางสวยงามมาก ไม่สมควรพลาดชม
แต่กว่าจะรู้ว่าพลาดไปถนัดใจ ก็เมื่อนั่งรถมาตั้งนาน ออกจากโฮจิมินห์ตั้งแต่ 9 โมง จะเที่ยงอยู่แล้วยังไปไม่ถึงไหน ดาลัทที่ว่ายังเหลืออีกตั้ง 200 กว่ากิโล สาเหตุเพราะถนนกำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง บางจุดวิ่งได้แค่ทางเดียว ต้องจอดรอให้รถสวนมาก่อน เป็นครึ่งค่อนชั่วโมง
รอรถสวนทาง
นั่งดูวีดีโอตลกเวียดนามจนจำหน้าดาราตลกได้เกือบทุกคน ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะถึง แม้ทิวทัศน์ข้างทางจะสวยงาม แต่ความเชื่องช้าและเหนื่อยอ่อนที่ต้องอยู่ในรถนาน ๆ ความสวยก็เท่านั้นเอง นาขั้นบันไดก็เหมือนกันตลอดทาง ไร่ผัก สวนดอกไม้ หมอกบนภูเขา ธารน้ำ ป่าไม้สดขจี กลายเป็นภาพที่มีมากจนเกินไป จากสวยมากจนกลายเป็นธรรมดา กระทั่งหนังตาสองข้างปิดลง
หลับไปตื่นหนึ่งก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะถึง ครอบครัวชาวฝรั่งเศส พ่อแม่ ลูกชาย ลูกสาว อย่างละหนึ่งเริ่มคุยภาษาฝรั่งเศสกับผู้โดยสารชาวเวียดนามวัยกลางคน เรื่องเส้นทางไปนาตรัง และดานัง ที่สามารถเดินทางต่อไปจากดาลัทได้ แต่ไม่ยักคุยกันว่าอีกนานไหมกว่าจะถึงดาลัท เสียเวลาแอบฟังจริงๆ
เพื่อนโทรเข้ามาถามว่าถึงดาลัทหรือยัง คุยกันยังไม่ทันรู้เรื่องแบตเตอรี่หมดเสียอีก ใจก็หวังว่าจะถึงดาลัทก่อนมืด จะได้หาที่พักไม่ลำบากนัก
กำลังกังวลใจอยู่ดี ๆ จู่ ๆ รถก็ทะลุจากป่าไม้ออกมายังเวิ้งหุบเขา ที่มีบ้านเรือนสวยงามแปลกตา ตั้งอยู่เป็นทิวเหนือชายเขา และทะเลสาบเวิ้งว้าง เหมือนหลุดเข้ามาในเทพนิยายไม่มีผิด เพราะสถาปัตยกรรมบ้านเรือนแตกต่างอย่างสิ้นเชิง จากบ้านเรือนของชาวเวียดนามทั่วไป
ฉันถึงกับตาสว่าง รู้ได้ทันทีว่าได้เดินทางมาถึงดาลัท เมืองสวยบนภูเขาสูงเรียบร้อยแล้ว เพื่อนสั่งไว้ว่าให้นั่งรถไปจนสุดสายจะมีโรงแรมให้เลือกมากมาย ท่ารถทัวร์ก็อยู่ในตลาดเมืองดาลัทนั่นเอง ...
เมื่อรถจอดเทียบท่า ก็มีคนมาชวนไปดูโรงแรมในตลาด ใกล้กับวงเวียนหอนาฬิกา แต่ท้ายที่สุดก็ไม่ชอบใจ ได้โรงแรมที่อยู่ตรงข้ามบริษัทรถทัวร์ แค่ข้ามถนนไป 4 เมตร ถ้าขี้เกียจกว่านี้ก็พักที่โรงแรมของบริษัทรถทัวร์ก็ได้ ราคาระดับเดียวกัน อยู่ชั้นบน ชั้นล่างเป็นสำนักงานจองตั๋ว และรับจัดทัวร์ไปเที่ยวในที่ต่าง ๆ แต่ดูว่าออกจาพลุกพล่านไปนิด ... ฉันคิดถึงความสะดวกเวลากลับ จะได้ไม่ต้องลากกระเป๋าไกล เลยพักใกล้ ๆ ท่ารถดังว่า
ดาลัทเป็นเมืองเล็ก ๆ ที่แวดล้อมด้วยภูเขาและทะเลสาบ อยู่ในระดับความสูง 1,500 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล อากาศหนาวเย็นตลอดปี เป็นเมืองสบาย ๆ น่าอยู่ บ้านเรือนเป็นแบบสมัยใหม่ กว่า 80% ของบ้านดัดแปลงเป็นเกสต์เฮ้าส์ และกิจการที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว
สมัยก่อน ดาลัทจะได้รับการขนานนามว่าเป็นปารีสน้อย ๆ Dr. Alexandre Yersin เป็นชาวยุโรปคนแรกที่ค้นพบสถานที่แห่งนี้ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1893 มีการก่อตั้งเมืองนี้ในปี ค.ศ. 1912 และเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในช่วงอาณานิคมที่ชาวยุโรปนิยมมาปลูกบ้านพักตากอากาศอยู่ที่นี่ ดาลัทมีประชากรชาวยุโรปมากถึง 20% ในช่วงที่ฝรั่งเศสปกครอง ในปัจจุบันดาลัทมีประชากร 130,000 คน
ดาลัทเป็นเมืองที่ศิลปินชาวเวียดนามชื่นชมว่าสวยงามน่าอยู่ และยังเป็นเมืองที่คู่แต่งงานนิยมมาฮันนีมูนกันมากที่สุดด้วย
ฉันชอบดาลัท ในวันที่ฟ้าฉ่ำฝน เย็นชื่นหัวใจ บรรยากาศแสนสบายพาให้ฝันไปว่า ถ้ารวย ๆ จะมาซื้อที่สักแปลงตรงชายเขาโน่น ปลูกบ้านเล็ก ๆ นั่งมองทะเลสาบซวนฮวง (Xuan Huong Lake) ทุกวัน
แม้จะเป็นเมืองท่องเที่ยว แต่ดาลัทกลับมีระดับค่าครองชีพถูกกว่าโฮจิมินห์ซิตี้มาก ค่าที่พักถูกกว่าประมาณครึ่งหนึ่ง อีกทั้งสะอาด บรรยากาศดี หรืออาจเป็นเพราะว่าอากาศที่นี่เย็นสบาย เลยไม่จำเป็น ต้องพึ่งแอร์คอนดิชั่นมากนัก
อาหารหลักของฉันยังคงเป็นเฝอร้อน ๆ กับข้าวโพดต้ม หอมหวานสด ๆ จากไร่ อีกทั้งผลไม้นานาชนิด รสชาติดีกว่าที่ไหน ๆ ราคาก็แสนถูก
ที่นี่มีร้านอาหารมังสวิรัติ สะอาดสะอ้านไว้บริการด้วย ตอนเช้าจะขายกาแฟและอาหารง่าย ๆ ช่วงกลางวันถึงเย็นจึงเป็นอาหารตามสั่ง รสชาติดี และปริมาณเยอะมาก ๆ ... เจ้าของร้านเป็นคนหนุ่มรุ่นใหม่ เคยมาประชุมเกี่ยวกับศาสนามหายานที่เมืองไทยหลายครั้ง
มีอะไรให้ดูในดาลัท เป็นคำถามจากอีเมลของเพื่อนจากเมืองไทย เมื่อฉันส่งข่าวไปว่าอยู่ดาลัทเรียบร้อยแล้ว
ฉันเริ่มเที่ยวชมเมืองก่อนเป็นอันดับแรก ด้วยการเดินหาร้านอาหารอร่อย ดูตลาดกลางเมืองยามค่ำคืน เมืองค่อนข้างเงียบ ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวมากนัก จากนั้นไปซื้อทัวร์สำหรับท่องเที่ยวรอบเมืองในวันรุ่งขึ้น โปรแกรมทัวร์มีเหมือนๆ กันทุกบริษัท เลยเลือกซื้อของบริษัทรถทัวร์ที่อยู่หน้าที่พักนั่นเอง ราคาถูก และดูเป็นมืออาชีพกว่าบริษัทอื่น ๆ
โปรแกรมทัวร์ของเขาใช้ได้ทีเดียว เริ่มจากพาไปดูพระราชวังฤดูร้อน หรือ Summer Palace ของจักรพรรดิเบาได๋ กษัตริย์องค์สุดท้ายของเวียดนาม
พระราชวังฤดูร้อนของกษัตริย์เบาได๋
จากนั้นไปที่จุดชมวิวเมือง ซึ่งมีกระเช้าลอยฟ้าไว้บริการด้วย โดยต้องจ่ายค่ากระเช้าเอง ไม่รวมอยู่ในโปรแกรม กระเช้าลอยฟ้าหรือ Cable Car จะลอยผ่านป่าสนที่เขียวขจี สลับกับนาขั้นบันได สวยงาม แปลกตา
คู่รักหลายคู่มีความสุขกับการชมวิวบนกระเช้าลอยฟ้านี้ ฉันได้แต่มองตาร้อนผ่าว
รถตู้จะไปรอรับที่สถานีปลายทาง ซึ่งมีวัดตั้งอยู่ท่ามกลางบรรยากาศสวยงามของทะเลสาบสวรรค์ (Paradise Lake) คนเวียดนามจำนวนมากนิยมมากราบไหว้พระประธานในโบสถ์ของวัดนี้ จากนั้นก็ชมความงามของทะเบสาบสีเขียวมรกต ที่สงบงามเป็นของแถม


จากนั้นก็ไปน้ำตกดาทันลาที่อยู่ใกล้ ๆ คนมากเสียจนเหมือนงานมหกรรมอะไรสักอย่าง หากใครขี้เกียจเดินลงไปก็มีรถโกคาร์ทให้เช่าด้วย ดูน่าหวาดเสียวดี แต่ฉันใจไม่กล้าพอ
ฉันเดินลงไปถึงน้ำตก แล้วหมดอารมณ์จะชื่นชม เพราะคนมากขนาดแน่นขนัด กลัวจะถูกกระแทกตกน้ำตาย เลยควักมันเผาร้อน ๆ ออกมานั่งแทะอยู่บนม้านั่งที่เขาวางไว้เป็นระยะ ๆ ให้ผู้สูงอายุพักขณะเดิน
ธรรมชาติร่มรื่นดี ถ้าไม่มีคนมากเกินไป ที่นี่จะสวยงามมากทีเดียว ฉันเดินกลับก่อนใคร ๆ ระหว่างทางสวนกับคนเวียดนามจำนวนมาก ทุกคนส่งเสียงทักทาย ถามไถ่ อะไรก็ไม่รู้ ประมาณว่าอีกไกลไหม สวยไหม ทำนองนี้ ฉันได้แต่เดาไปตามเรื่อง แล้วตอบกลับเป็นภาษาอังกฤษ

ทุกคนที่ทักทำท่าประหลาดใจ ที่ฉันไม่ใช่คนเวียดนาม แต่เป็นคนไทย ปกติคนไทยไม่ค่อยมาเดินซุ่มซ่ามอยู่คนเดียวแบบนี้ ทุกคนลงความเห็นว่าฉันเหมือนคนเวียดนามมาก
พวกเขาอาจจะพยายามเข้าข้างตัวเอง หรือแก้เก้อก็ได้ ที่เข้าใจผิด คนเอเชียก็หน้าตาคล้าย ๆ กันทั้งนั้น เวลาไปไหนฉันก็หน้าคล้ายคนที่นั่นเสมอ ๆ
สาว ๆ เวียดนามก็แปลกคนจริง ๆ ใส่รองเท้าส้นสูงปรี๊ดเดินไปดูน้ำตก แถมเดินกันอย่างคล่องแคล่วไม่กลัวเท้าพัง ความสวยนี้ไม่เข้าใครออกใครจริง ๆ
ฉันกะจะมานั่งรอคนอื่น ๆ ในรถตู้ แต่ที่ไหนได้ รถตู้กลายสภาพเป็นบ่อนการพนันเคลื่อนที่ไปเสียแล้ว ทั้งไกด์และคนขับรถไม่รู้ไปรวบรวมสมัครพรรคพวกมาจากไหน ตั้งวงเล่นไพ่กันคร่ำเคร่ง
ฉันเลยต้องเดินเตร็ดเตร่ดูข้าวของ ซื้อน้ำ ซื้อขนมกินอยู่แถวนั้น รอเวลาเดินทางต่อไปที่อื่น ๆ
หลังรับประทานอาหารกลางวัน ซึ่งต้องจ่ายเองไม่รวมอยู่ในค่าทัวร์แล้ว ไกด์พาเดินทางต่อไปที่หุบเขาแห่งความรัก (Valley of Love) ไกด์แสบหันมาแซวฉันที่เดินทางคนเดียวว่า สงสัยจะเข้าไปใน Valley of Love ไม่ได้ เพราะที่นี่เขาให้เข้าเฉพาะคนที่มาเป็นคู่
หุบเขาแห่งความรักสวยงามด้วยสวนดอกไม้เมืองหนาว และด้านหน้ายังมีร้านขายดอกไม้สวย ๆ มากมายให้ชื่นชม และเลือกซื้อให้กับคนรัก หรือใครจะซื้อไปปลูกก็ได้




เรานั่งรถจี๊ปลงไปเบื้องล่าง รถพาวนรอบทะเลสาบดาเทียน (Da Thien) ซึ่งเป็นทะเลสาบที่เกิดจากการสร้างเขื่อนเมื่อสามสิบปีที่แล้ว ทะเลสาบสงบงามอยู่ท่ามกลางหุบเขาสีเขียวสด
ไกด์พาเราขึ้นมาด้านบนจุดชมวิวที่มีร้านน้ำหอม และร้านขายของที่ระลึก ปรากฏว่าเป็นร้านขายของที่มีหุ้นส่วนเป็นคนไทย นอกจากน้ำหอมแล้วก็มีสินค้าจากเมืองไทยขายอยู่หลายอย่าง เลยไม่ได้ซื้ออะไร





ทุกอย่างที่นี่เป็นคู่ ยกเว้นเด็กบนหลังควายและฉัน
หลังจากถ่ายรูปกันจนหนำใจในหุบเขาแห่งความรักแล้ว ไกด์พาเดินทางต่อไปที่โรงงานปักผ้าไหม เป็นงานศิลปะชั้นสูงที่ปักผ้าเป็นรูปสวยงาม เหมือนงานศิลปะ ราคาแพงระยับ ที่นี่เขาห้ามถ่ายรูปจึงได้แต่เดินชื่นชม โปรแกรมสุดท้ายของวัน คือ ไปโบสถ์แคทอลิคที่เก่าแก่ของเมือง กว่าจะกลับถึงที่พักก็ได้เวลาหิวอาหารเย็นพอดี
เป็นอันจบรายการทัวร์ในเมือง ถ้ามีเวลามากพอขอแนะนำให้ซื้อทัวร์ชนบทต่ออีกสักวัน จะได้ดื่มด่ำกับความงามของดาลัทได้อย่างหมดจด
สำหรับทัวร์ชนบทก็จะเริ่มตั้งแต่พาไปดูหมู่บ้านปลูกดอกไม้ ไร่กาแฟบนภูเขา โรงงานจิ้งหรีด น้ำตกช้าง โรงงานทอผ้าไหม ไปดูวิถีชีวิตชาวบ้านในการประกอบอาชีพ เช่น บ้านต้มเหล้า บ้านเพาะเห็ด บ้านทำไม้กวาด บรรยากาศเหมือนชนบทภาคเหนือบ้านเราไม่มีผิด แม้ไม่มีอะไรแปลกใหม่สำหรับฉัน แต่สิ่งที่ได้คือสมองโล่ง หายใจเต็มปอด และมีความสุขกับอากาศดีๆ ท่ามกลางต้นไม้เขียวขจีของดาลัท
สวนดอกไม้ในชนบท


ลูกจิ้งหรีดในโรงเลี้ยง กับจิ้งหรีดดองเหล้า ยาชูกำลัง


ดอกเห็ด ดอกกาแฟที่หอมเย็นๆ


บ้านเป็ดกลางน้ำ อาหารกลางวันที่ร้านอาหารป่า


ไกด์กับลูกสาว พระหัวเราะที่วัดนอกเมือง
โรงงานผ้าไหม




ขอบคุณค่ะคุณบุษรา
ขอให้มีความสุขเช่นกันค่ะ
เถอะมิ่งมิตร-ทบทวนปีเก่า,ปีใหม่
กี่ผื่นแผลชวนใจให้ได้คิด
กี่รอยเท้าชวนใจไปลิขิต
กี่เรื่องราวชวนพิศให้ฝังจำ
เราต่างเติบกล้า-จากวันเก่า
เศร้าทุกข์-สุขล้ำ
ท่ามวิถีสีขาวดำ
โลกตอกย้ำความเป็นไปในมรรคา
เราต่างเติบกล้า-จากวันใหม่
เถิดเตรียมใจไปใฝ่หา
วันใหม่ชีวิตใหม่กำลังมา
เถิดศรัทธา,ก้าวกล้า...อย่าหวาดกลัว
เถิดศรัทธา..อย่าหยุดยั้งพลังใจ !
สวัสดีปีใหม่...ครับ
(เขินครับ...แต่กลอนไม่เก่งนะครับ)