เพราะความที่ขาดสติเพียงชั่วครู่ ได้กระทำสิ่งไม่น่าให้อภัย ขอรับผลของการกระทำนั้น ที่ทำได้มีเพียงทำใจ และทำดีต่อไปเพื่อให้ความรู้สึกที่ต้องรับผลนั้นเบาลง

วันหนึ่งที่เคยทำอะไรอยู่ได้ด้วยตัวคนเดียวลำพัง ก็ไม่รู้ว่าลึกๆแล้วใจของตัวเองก็ยังต้องการที่จะมีคนเอาใจใส่เป็นพิเศษ ไม่ถึงกับขนาดต้องคบใครเป็นจริงๆจัง แต่เป็นพี่น้องก็เพียงพอ... เพื่อเติมเต็มความรู้สึกที่ขาดหายไปนั้น นี่เป็นเรื่องที่ตัวเราเองนึกถึงแต่ตัวเองเท่านั้น เพื่อความสบายใจ

วันหนึ่ง... มีคนๆนึงเดินเข้ามา อาสาเป็นพี่ให้ แล้วเราก็ปลดปล่อยอะไรที่ค้างในใจ สิ่งที่เรียกหา ไม่ได้ต้องการทำร้ายใจใครมาขนาดนี้ แต่ว่า ด้วยความหลงลืมสติ... ทำให้ลืมไปว่าสิ่งที่ตัวเราได้ทำทั้งหมด บางที อาจเป็นข้ออ้างเพื่อความสบายใจของเราคนเดียวเท่านั้น โดยที่ลืมมองไปว่า ได้ทำอะไรให้กับพี่เสียใจบ้าง... เห็นแก่ตัว

เพียงเท่านี้ยังไม่จบ เอาแต่ใจอ้างโครงการที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองพยายามให้ตัวเองตั้งมั่นอยู่ได้ พวกนี้หรือ ทำคนเดียวได้นี่ แต่ว่า... ทำไมต้องรายงานสภาวะทั้งหมดให้คนอื่นรู้ คนรับฟังมีสิทธิ์ที่จะตีความได้ เป็นสิทธิ์ของเขา เรากล้าที่จะทำ เราก็ต้องกล้าที่จะรับผลนั้น... นี่คือบทเรียน เลือกแล้วก็ต้องยอมรับ.. แต่ตัวเรากลับไม่ยอมรับผลในการตัดสินใจที่ไม่ตรงกับความคิดเห็นของเรา ทำให้มีเรื่องผิดใจกันมาเรื่อย จะขอโทษก็ดูทำให้เหมือนไม่จริงจังจริงใจไปเสีย... และแล้วก็ทำให้เริ่มเหินห่าง จากความประพฤติของเราทั้งสิ้น ใจหาย... ทั้งขาดสติ และความอดทน เมื่อเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลง ท่องได้นะหลักไตรลักษณ์ หรือปฏิจจฯ หรืออะไรก็ตาม เห็นแต่ไม่รับรู้ ยังพร้อมที่จะหาข้ออ้างสนับสนุนการกระทำของตัวเองได้ทั้งหมด... อวดดี... เมื่อมีเรื่องกันก็ไม่รอคอยให้โอกาสที่เขาจะตั้งสติตั้งตัว โดยที่เราเองก็ขากสติ.. ไม่อดทน และคาดหวังผลว่าต้องเป็นอย่างที่เราต้องการเสียอีก... โลกเรามีคนหลายหลาก เราเองยังไม่เข้าใจและรู้จักตัวเอง แต่คาดหวังว่าจะให้คนอื่นเข้าใจและกระทำอย่างที่เราต้องการ... แปลกไปนะ ไม่ดี... แต่ก็ได้ทำไปหมดแล้ว

จุดท้ายของเรื่องยิ่งแย่ไปใหญ่จากความเอาแต่ใจ คิดว่าเราไม่สบายใจเสียหนักหนาคนเดียว ถือวิสาสะ เอารูปเอาเรื่องส่วนตัวของคนเป็นพี่ไปคุยกับเพื่อนเสียได้ ไม่รู้ว่าได้รุกล้ำพื้นที่อันเป็นส่วนบุคคลไปแล้ว... พอรู้สึกตัว รู้สึกผิดก็พยายามที่จะบอกให้รับทราบถึงการอ้างถึง.. แต่ลืมไปว่าผลไม่ได้มีเพียงด้านบวก ในเมื่อเรากล้าที่จะบอกความจริง ก็ต้องกล้าที่จะรับผลของมัน แต่ความกล้าอย่างหลังไม่พอ... ความรู้สึกของเราที่คิดว่าหากพูดจาโผงผางคือความจริงใจ เราก็ลืมไปอีกว่า ทุกๆคนไม่ได้คิดเหมือนๆกัน... เขามีสิทธิ์ที่จะตีความไปในทางถูกรุกรานได้ ซึ่งเมื่อปะทะกันแล้วเรากลับรับผลตรงนี้ไม่ได้ และขาดสติอย่างที่สุด ทำให้ระรานไปมากมาย... จนคนเป็นพี่ขาดพื้นที่ส่วนตัว อาจเสียสูญ แต่เราก็ยังเลือกที่จะไม่เปิดพื้นที่ของความสบายใจให้กับคนอื่นอีก... ผลที่ได้คือ การตัดขาด... ถาวรหรือปล่าวก็ตอบไม่ได้

ครั้งนี้บทเรียนราคาแพง... ใจหาย แต่เราก็ยังหายใจ มีชีวิตอยู่ และต่อไป ต้องเลือกที่จะรอบคอบและอยู่กับปัจจุบัน ความสัมพันธ์ของคนไม่ว่ารูปแบบใดก็ตามเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เปราะบาง ละเลยเพียงนิดก็พัง จนในบางครั้งก็ไม่สามารถประสานกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ ก็มีแต่คนเจ็บ ไม่คุ้มเลย...

เรื่องนี้ดูไม่มีอะไรมากมายนัก แต่เป็นเรื่องละเอียดอ่อนในใจที่บางครั้งเราก็อาจละเลยกับคนใกล้ตัว... การกระทบกับความรู้สึกที่ละเอียด ทำให้สะสมทีละเล็กทีละน้อย มันยากที่จะสังเกตุ แต่มันก็ทำร้ายเราได้ไม่ต่างกับการไปทะเลาะกับใครโฉ่งฉ่าง การฟื้นกลับมาเหมือนเดิมยิ่งยากกว่า เพราะไม่ได้มีแต่เพียงแผลภายนอกที่เยียวยาในเวลาสั้น แต่ละบาดแผลฝังลึกในความทรงจำ ค่าของความไม่อดทน ขาดสติ และโอ้อวด... เป็นเฉกเช่นนี้เอง