การจัดการศึกษาที่รวบรัด รวดเร็ว และรอบคอบ

          นึกย้อนไปในปี  2532  ซึ่งผ่านมาแล้ว 20 ปี  ชาว กศน. กลุ่มหนึ่ง ประมาณ  30  คน  ไปรวมตัวกันที่โรงแรมปันใจ  จังหวัดนครนายก  เพื่อประชุมสร้างหลักสูตร  ซึ่งจำไม่ได้ว่าเป็นหลักสูตรอะไร  และแน่นอน ผมคือหนึ่งในผู้เข้าร่วมประชุม  ช่วงเช้าวันหนึ่ง  ขณะที่ผมนั่งทานอาหารเช้าอยู่ในห้องอาหารของโรงแรม  ท่าน  ผอ. สงัด  สันตะพันธ์  จากนครราชสีมา  นักการศึกษานอกโรงเรียนที่อยู่ในหัวใจของผมตลอดเวลา ได้เชิญผมไปนั่งคุยด้วย

          ท่านถามผมว่า  สมนึก ผมเห็นคุณชอบคิดแปลก ๆ  ลองไปคิดรูปแบบการจัดการศึกษาแบบเสี่ยวลิ้มยี่ ให้ผมดูซิ  ผมงงเป็นไก่ตาแตกเลย  ถามท่านว่ามันคืออะไรครับ  ท่านบอกว่าผู้ที่เข้าไปศึกษาที่สำนักเสี่ยวลิ้มยี่  ไม่ว่าจะเป็นใคร  ถ้าผ่านด่าน 18 มนุษย์ทองคำ และยกกระถางธูปได้  ถือว่าจบหลักสูตร ผมถึงบางอ้อทันที  ผมรับปากท่าน จนแล้วจนรอดผมก็คิดไม่ออก และลืมเรื่องนี้ในที่สุด  จนกระทั่งท่านเสียชีวิตในระหว่างการทำงานที่สกลนคร  ในหลายปีต่อมา  ผมถึงได้กลับมาคิดเรื่องนี้อีก

         สิ่งแรกที่ผมคิด 18 มนุษย์ทองคำและกระถางธูป ควรเป็นอะไร  ในที่สุดผมมาสรุปว่า  มันจะเป็นอะไรก็ช่าง แต่มันน่าเป็นสิ่งที่เป็นมาตราฐาน ที่เมื่อคนผ่านไปแล้วก็จะได้รับการยอมรับว่ามีความรู้ ในระดับต่าง ๆ  โดยไม่ต้องคำนึงถึงกระบวนการเรียนการสอน  ความคิดของผมมาหยุดที่ การสอบหน้าจอ  และช่วงนั้น นักการศึกษานอกโรงเรียนหลายคนก็พูดถึงเรื่องนี้  หลังจากนั้นอีกไม่กี่ปี ก็มีการจัดการศึกษาประเมินเทียบระดับเกิดขึ้น  ผมอ่านรายละเอียดแล้วสรุปได้ทันทีว่า  มันคือ  การจัดการศึกษาแบบเสี่ยวลิ้มยี่  ตามที่ท่าน ผอ.สงัด ท่านว่าไว้และผมก็เห็นว่าเป็นรูปแบบการจัดการศึกษาที่มีความเหมาะสมกับยุคสมัยมากที่สุด  ส่วนรายละเอียดเป็นอย่างไร  วิธีการ  ขั้นตอนต่าง ๆ ขออนุญาตยกไปเล่าในบันทึกตอนต่อไปนะครับ