เมื่อวันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๒ สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา และสถาบันอาศรมศิลป์ ได้ร่วมกันจัดการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการเรื่อง การเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง : การปฏิรูปอุดมศึกษา ขึ้น ที่ห้องกมลทิพย์ โรงแรมสยามซิตี้ กรุงเทพฯ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ

  • เปิดโอกาสให้คณาจารย์ที่มีประสบการณ์การประยุกต์ใช้แนวทางการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงในการสอน ได้มีโอกาสร่วมเสวนาเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ระหว่างกัน
  • ให้คณาจารย์ที่มาเข้าร่วมประชุมสัมมนา ได้นำสิ่งที่ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ไปประยุกต์ใช้กับการจัดการเรียนการสอนในสถาบัน และนำไปพัฒนาสู่โครงการต่อเนื่องต่อไป
  • เพื่อสร้างแผนที่เครือข่ายการดำเนินงานตามแนวทางการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง และจิตตปัญญาศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาไทย

 

ความหมายของจิตตปัญญาศึกษา (Contemplative Education)

จิตตปัญญาศึกษา (Contemplative Education) เป็นแนวทางการศึกษาแบบองค์รวมที่พัฒนาความตระหนักรู้ และการเรียนรู้มิติด้านในของตนเอง ทั้งพฤติกรรม อารมณ์ ความรู้สึก ความคิด ความเชื่อ ทรรศนะ มุมมองต่อชีวิตและโลก ผ่านกระบวนการและกิจกรรมที่หลากหลาย อันจะนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานอย่างลึกซึ้ง ทั้งในระดับปัจเจก ชุมชน สังคม และโลก

 

การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของการขับเคลื่อนให้สถาบันอุดมศึกษามีการพัฒนาหลักสูตรและกระบวนการเรียนการสอนให้มุ่งไปสู่การเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาในการปฏิรูปการศึกษารอบที่ ๒ ที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้

 

กิจกรรมในช่วงเช้าประกอบไปด้วยการบรรยายพิเศษเรื่อง GNH in Education โดย Dasho Karma Ngawang Ura ประธานศูนย์ภูฏาณศึกษา ประเทศภูฏาณ 

 

การเสวนาเรื่อง การเรียนรู้สู่สันติสุข โดย Dasho Karma Ngawang Ura  ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา  ประธานที่ปรึกษาสูงสุดโรงเรียนสัตยาไส    รศ.ประภาภัทร นิยม  รองอธิการบดีสถาบันอาศรมศิลป์   ศ.นพ.ประสิทธิ์  วัฒนาภา รองอธิการบดีฝ่ายทรัพยากรบุคคลและพัฒนาคุณภาพ มหาวิทยาลัยมหิดล ดำเนินการเสวนาโดย รศ.อนุชาติ  พวงสำลี

 

ในช่วงบ่ายเป็นการเสวนากลุ่มย่อยในหัวข้อ การเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงเพื่อพัฒนาองค์กรเรียนรู้  ผู้นำเพื่อการเปลี่ยนแปลง  การสร้างโค้ชการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง  การเรียนการสอนในแนวทางของการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง

 

การบรรยายพิเศษเรื่อง GNH in Education โดย Dasho Karma Ngawang Ura ประธานศูนย์ภูฏาณศึกษา ประเทศภูฏาณ 

GNH = Gross National Happiness ดัชนีมวลรวมความสุขประชาชาติ เป็นดัชนีที่ประเทศภูฏาณซึ่งมีประขากร ๖ แสนคนสร้างขึ้น เพื่อวัดพลังชีวิตของบุคคล ชุมชน สังคม และประเทศ โดยมีเป้าหมายสูงสุดในการพัฒนาประเทศให้เป็นไปเพื่อการสร้างสันติสุข และความกลมกลืนในความสัมพันธ์ระหว่างสรรพชีวิตและธรรมชาติที่เป็นไปในทิศทางของการเกื้อกูลกันไปสู่ความยั่งยืนของโลก

 

ความสุขดังกล่าวเป็นเรื่องของสังคมของการมีชีวิตที่ดี ที่แต่ละบุคคลสัมผัสได้ด้วยตนเอง และมีความเป็นองค์รวมที่ล้วนเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กัน เป็นปัจจัยของกันและกัน สัมพันธ์กันเชิงระบบ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม

 

ประเทศภูฏาณจึงให้ความสำคัญกับการศึกษาที่สร้างคุณค่าให้กับความเป็นมนุษย์ โดยที่คุณค่านั้นเป็นคุณค่าที่หยั่งลงไปถึงรากทางวัฒนธรรมของประเทศ และเป็นคุณค่าที่สัมพันธ์โดยตรงกับวิสัยทัศน์ในการสร้างสันติสุขให้บังเกิดแก่ชาวภูฏาณ ในแบบที่ชาวภูฏาณเป็น

 

เป้าหมายที่ชัดเจนนี้มีผลที่แสดงออกมาเป็นรูปธรรม และวัดได้ ทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพโดยไม่ละเลยมิติของความรู้สึก เช่น ดูว่าการใช้เวลาของแต่ละคนในการทำงาน การนอน การใช้ชีวิตในส่วนที่ไม่ใช่การทำงาน นำพาไปสู่วิสัยทัศน์และอุดมการณ์ที่ต้องการจะสร้างขึ้นไหม การใช้เวลาในการภาวนาในแต่ละวันคิดเป็นเท่าใด ผู้คนรู้สึกปลอดภัยในการใช้ชีวิตแค่ไหน ถ้าหากคนมีเวลาให้กับการภาวนา ก็เท่ากับการมีเวลาได้อยู่กับตนเอง ถ้าคนรู้สึกปลอดภัยเป็นส่วนใหญ่ ก็เท่ากับมีความสุขในชีวิต เป็นต้น

 

ประเทศภูฏาณให้ความสำคัญกับคุณค่าในการจัดการศึกษาที่สร้างคนให้มีความคิดสร้างสรรค์  มีใจที่เปิดกว้าง  มีความพากเพียร  มีสายตาที่ชาญฉลาด  มีความมุ่งมั่นพยายาม  มีความอดทน ที่ต้องตั้งต้นจากความคิดสร้างสรรค์ก็เพราะ ยิ่งมีความคิดสร้างสรรค์มากคนเราก็ยิ่งมีความสุขมาก เพราะเขาจะมีคุณสมบัติในการแก้ปัญหาต่างๆ และอยู่กับเรื่องราวมากมายที่เข้ามากระทบกับชีวิตได้ดี

 

คุณค่าเหล่านี้ไม่ได้สร้างขึ้นด้วยระบบการศึกษาแต่เพียงลำพัง แต่สังคมภูฏาณทั้งประเทศได้ถักทอเป้าหมายของการสร้างความสุขของประชาชาติเอาไว้ด้วยกัน ทั้งในขอบวงของเรื่องการดูแลทางด้านจิตใจ  สุขภาวะทางกาย  การใช้เวลา  การศึกษา  การปกครอง  นิเวศวิทยา  มาตรฐานชีวิตความเป็นอยู่  พลังชีวิตชุมชน  รวมไปถึงวัฒนธรรม จึงก่อให้เกิดผลของการขับเคลื่อนที่ทรงพลัง ที่สามารถกระตุกให้ประเทศทุนนิยมทั้งโลกต้องหยุดคิดทบทวนถึงทิศทางที่เคยเป็นมาและกำลังมุ่งไปสู่ ว่าถูกทางหรือไม่