คุณว่าคนเราคิดบวกหรือคิดทางลบดีกว่ากัน?

                                                

เทคนิคการสร้างความคิดเชิงบวก

อย่างสร้างสรรค์เพื่อการทำงาน

                                                                                                                                โดย     ส่งศรี ดีศรีแก้ว

                                                                                                                              บรรณารักษ์ ชำนาญการ ระดับ 8

                                                                                                                   สำนักวิทยบริการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

 

บทนำ

                      

                      การดำเนินงานห้องสมุดในยุคของสังคมแห่งการเรียนรู้นี้  จะต้องมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินงานจากเดิมไปมาก เพราะนอกจากห้องสมุด จะอิงศาสตร์การดำเนินงานหลัก 3  งานแล้ว ห้องสมุดจะต้องทำการปรับกระบวนทัศน์ และกระบวนงาน ตลอดจนการสร้างบรรยากาศให้เป็นห้องสมุดมีชีวิตในการให้การบริการแก่ผู้ใช้ให้เป็นเชิงประจักษ์มากขึ้นอีกด้วย กล่าวคือ ห้องสมุดต้องยอมรับความเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของ ผู้ใช้ที่มีช่องทางการรับรู้สิทธิ์ที่เขาควรจะได้รับจากห้องสมุดมากขึ้น  นั่นคือสิ่งที่ห้องสมุดให้บริการนั้นผู้ใช้ต้องรู้สึกคุ้มค่าและประทับใจ เช่น คุ้มค่าที่แวะเข้ามาใช้สารสนเทศของห้องสมุด เพราะมีบริการที่แปลกใหม่ มีบรรยากาศที่ดึงดูดให้เข้ามาศึกษาค้นคว้า มีความสะดวก สบาย บริการด้วยความรวดเร็ว บุคลากรเป็นนักบริการพันธุ์ใหม่ที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ได้อย่างหลากหลาย ด้วยการบริการที่เหนือชั้น เหนือความคาดหมาย จนผู้ใช้สะท้อนความรู้สึกถึงความพึงพอใจ และมองเห็นความสำคัญของห้องสมุดในฐานะเป็นคลังข้อมูลสารสนเทศ  ซึ่งนั่นย่อมหมายถึงสถาบันห้องสมุดจะเป็นองค์กรทางสังคมที่ทรงคุณค่าอย่างถาวร

                       มีคนกล่าวว่าถ้าห้องสมุดไม่มีการปรับพฤติกรรมไปในทิศทางใหม่ตามการเปลี่ยนแปลงแห่งยุคแล้ว ก็จะเกิดการล่มสลายของความเป็นห้องสมุด เพราะพฤติกรรมของผู้ใช้นั้นมีแนวโน้มจะพึ่งพิงระบบการสืบค้นแบบออนไลน์มากขึ้น ๆ ทุกขณะ  ห้องสมุดหลายแห่งจึงต้องมีการวางแผนทั้งระยะสั้น และระยะยาว เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เพื่อให้สามารถดำรงอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี  และสมเกียรติในฐานะแชมป์ของการเป็นคลังความรู้มายาวนาน ซึ่งนับว่าการแข่งขันกับความเปลี่ยนแปลงนี้เป็นเรื่องที่น่าสะพรึงกลัวไม่น้อย

                        ทว่าการสร้างความเปลี่ยนแปลงจากงานที่เต็มไปด้วยกฎเกณฑ์เคร่งครัดในการปฏิบัติ และความ ละเอียดในเนื้องานมานานไปสู่สิ่งใหม่ที่เต็มไปด้วยความยืดหยุ่นอย่างสุดขั้วนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมห้องสมุด เนื่องจากหลักตรรกะได้เปลี่ยนไป กล่าวคือ ผู้ปฏิบัติงานตัวเล็กลง ในขณะที่ผู้ใช้มีบารมีมากขึ้น นั่นย่อมหมายถึง ห้องสมุดต้องมองหายุทธวิธีในการดึงดูดผู้ใช้ให้หันกลับมานิยมชมชอบในการใช้บริการกิจกรรมต่าง ๆของห้องสมุดมากขึ้น เพื่อให้เกิดความประทับใจที่จะมาใช้สารสนเทศพร้อมๆกับการเกิดความรู้สึก อยากพูดคุยขอคำปรึกษา หรือต้องการพบผู้คนอันหมายถึงบุคลากรห้องสมุดที่เขาติดอกติดใจว่าได้รับผลดีกว่าการค้นสารสนเทศในระบบออนไลน์โดยลำพัง

                          เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วการเตรียมพร้อมบุคลากรสำหรับการให้บริการที่มีคุณภาพ สามารถสร้างความประทับใจและดึงดูดผู้ใช้ให้เข้าห้องสมุดได้จึงเป็นสิ่งจำเป็น ห้องสมุดหลายแห่งให้ความสำคัญกับการสร้างความคิดเชิงบวกให้เกิดขึ้นในการทำงาน  เพราะสังคมแห่งการเรียนรู้นี้ ได้กลายเป็นตัวกำหนดทิศทางการปรับตัวของห้องสมุดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คนที่ทำงานต้องมีคุณสมบัติ และมีบุคลิภาพที่สามารถปรับเปลี่ยนแนวคิดได้ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปได้อย่างฉับไวและมีความสุขนับตั้งแต่การจัดหาทรัพยากรสารสนเทศ เราจะต้องหันกลับมาดูว่าทำอย่างไรจึงจะทำให้สอดคล้องกับความต้องการอย่างแท้จริง การดำเนินการทางด้านเทคนิคต่าง ๆ ที่ถือว่าเป็นงานหลักที่สำคัญและยึดแน่นในกฎเกณฑ์แบบเดิมนั้นมีความจำเป็นเพียงไร และได้ตอบสนองหรือเชื่อมโยงไปถึงศักยภาพการให้บริการอย่างไร  ทั้งหมดที่กล่าวมานั้น ห้องสมุดต้องทำการปรับกระบวนงานให้สอดคล้อง ซึ่งแน่นอนว่าการปรับเปลี่ยนที่ว่านี้จะต้องเริ่มที่ผู้ปฏิบัติงานก่อน

 

ความหมายของการคิดเชิงบวก

                        อันที่จริงพอกล่าวถึงความคิดเชิงบวกแล้ว  ก็จะเป็นเรื่องที่คุ้นหู และแน่ใจว่าทุกคนคงวาดจินตนาการออกว่า คนที่มีความคิดเชิงบวกนั้นเป็นอย่างไร เป็นคนที่อารมณ์ดี มีรอยยิ้ม แก้ปัญหาด้วยปัญญาแบบมีส่วนร่วม และเป็นไปตามระบบมากกว่าการสร้างความเป็นเผด็จการ  ในความหมายที่จะพูดถึงนี้ผู้เขียนขอนำเอาความคิดเชิงบวกจากประสบการณ์การทำงานมาเล่าสู่กันฟังก็แล้วกัน ถือว่าเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แก่กัน                           

                        ความหมายของการคิดเชิงบวกที่ว่านี้ เป็นการคิดที่สามารถวิเคราะห์หาส่วนดีของตน/คน สิ่งของ และงาน แล้วมาประสมประสานกัน เพื่อให้เกิดงานตามภารกิจที่อยากให้เป็น ให้สามารถบรรลุเป้าประสงค์ให้ได้  โดยอยู่บนพื้นฐานของ ความศรัทธา ให้เกียรติ และการมีส่วนร่วม

                        

คุณค่าของการคิดเชิงบวก

                  เมื่อกล่าวถึงความหมายของความคิดเชิงบวกแล้ว เพื่อให้มองเห็นภาพของการคิดเชิงบวกที่ส่งผลต่อการพัฒนางานอย่างสร้างสรรค์ ที่ส่งผลต่อผลงานเชิงประจักษ์ดังนี้

  1. ความคิดเชิงบวกสร้างสุข  ความคิดเชิงบวกเป็นสิ่งสวยงาม สร้างภาพสวยงามให้กับทั้งตนเอง และหน่วยงาน  แน่นอนที่สุดคำว่าบวก กับลบ ย่อมให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันแบบคนละขั้ว พฤติกรรมของบุคคลที่แสดงออกนั้นถือว่าเป็นคุณสมบัติพื้นฐานที่บุคคลจะสามารถแสดงความเป็นตัวตนออกไปสู่สายตาของผู้เกี่ยวข้อง และบุคคลอื่นๆ ที่พบเห็น การคิดเชิงบวกจะช่วยส่งเสริมให้บุคคลมีเสน่ห์ในตนเอง  มีคนรัก คนเอ็นดู  และให้โอกาสในการสื่อสาร ทำงาน ความรู้สึกมีความสุขนี้จะเป็นการเสริมสภาพคล่องให้งานได้เป็นอย่างดี 

 

  1. ความคิดเชิงบวกสร้างมิตรภาพในการปฏิบัติงาน เป็นเรื่องสัจธรรมของการคิดดีทำดี ย่อม

       ได้ดี ดังที่กล่าวไว้ในความหมายของ ความคิดเชิงบวกว่ามีคุณค่าในตัวเองที่โดดเด่น สาม 

         ประการเป็นบนพื้นฐาน คือ ความศรัทธา การให้เกียรติทั้งแก่ตนเอง และผู้อื่น และการมี

         ส่วนร่วม  ซึ่งลักษณะที่โดดเด่นนี้ จะทำให้เราได้มิตร  ความศรัทธาเกิดจากการเปิดใจ

         ยอมรับในความดีที่แตกต่าง สิ่งที่ดีก็ต้องว่าดี สิ่งที่มองเห็นแตกต่าง เราอาจจะต้องมีการหา 

         ข้อมูลเพิ่มเติมบ้างเพื่อหามุมมองที่มีคุณค่า และเราก็ต้องเรียนรู้จากสิ่งนั้น ๆ เพื่อการ

         ปฏิบัติงานให้เป็นเนื้อเดียวกัน บนการยอมรับร่วมกัน การคิดเชิงบวกไม่มีคุณสมบัติที่จะ 

         สนับสนุนการตัดสินใจจากคนเพียงคนเดียวโดยลำพัง ว่าดีหรือไม่ดี เหมาะสมหรือไม่

         เหมาะสม  เพราะ เมื่อเกิดความศรัทธาขึ้นแล้ว ผู้ปฏิบัติงานยังจะต้องใช้คุณสมบัติอีก สอง 

         ประการมาเป็นองค์ประกอบ คือ การให้เกียรติ และการมีส่วนร่วม  ซึ่งทั้งสองประการหลัง

         นี้จะช่วยสร้างมิตรภาพ ในงานให้เกิดขึ้น กล่าวคือเป็นการสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของ        

        งาน และ องค์กรร่วมกัน ทุกคนย่อมจะเกิดความรู้สึกดีต่องาน และต่อหน่วยงาน ซึ่งเราอาจ

        เรียกได้ว่า การคิดเชิงบวกทำให้หน่วยงานเข้มแข็ง อันเนื่องมาจากพลังสามัคคี จากการช่วย

        ให้เกิดมิตรภาพในงานนี่เอง

 

  1. ความคิดเชิงบวก ช่วยสร้างแรงบันดาลใจในการทำงานให้บรรลุวัตถุประสงค์  การสร้างแรงบันดาลใจเป็นบอกกับตนเองให้เกิดความท้าทาย ทำการวิเคราะห์งาน และ แสวงหาช่องทางในการทำงานที่มีความกระชับ ทำให้สามารถคิดได้ไกลเกินกว่าภารกิจที่อยู่ตรงหน้าอย่างหนึ่งขั้นเสมอ นั่นคือ เมื่อเราเปิดใจยอมรับงานแล้ว เราก็ย่อมต้องการให้งานนั้นออกมาดี โดดเด่น เป็นสากล

 

 

  1. ความคิดเชิงบวกเป็นกระบวนการคิดที่ให้โอกาสคนทำงานอย่างอิสระ     ไม่ใช่การคิดแบบชี้ผิด ชี้ถูก แต่เป็นการคิดแบบมองหาคุณค่า ซึ่งอาจแตกต่างกัน การคิดเชิงบวกจะเป็นเสมือนตัวเร่งการทำงานให้ดีขึ้นด้วยความรู้สึกดี ในขณะเดียวกันก็สามารถมองวิกฤติให้เป็นโอกาสได้ด้วยการมองปัญหาอย่างเข้าใจ แก้ปัญหางานได้อย่างมีคุณค่าตามแบบความคิดเชิงบวก  คุณค่าของความคิดเชิงบวกนี้จะเหมาะกับคนที่มีบุคลิกภาพเป็น Knowledge worker ซึ่งเป็นกลุ่มทำงานด้วยทักษะ และความรู้ความสามารถเฉพาะตัว

 

  1. ความคิดเชิงบวกช่วยสร้างความโดดเด่นให้กับองค์กร  นับว่าเป็นคุณค่าที่สะท้อนผลจากการทำงานที่เกิดจากความรัก ความศรัทธา และการมีส่วนร่วมระหว่างองค์กร และบุคคล ย่อมจะเป็นแรงผลักดันให้องค์กรสามารถขับเคลื่อนไปในทิศทางที่ถูกต้องได้อย่างรวดเร็ว เป็นที่ยอมรับของสังคมได้อย่างกว้างขวาง และยาวนาน

 

(“การคิดเชิงบวก” : 2552 ; Positive thinking : 2552 )

 

เทคนิคการสร้างความคิดเชิงบวก

                        การหยิบยกความคิดเชิงบวกเพื่อนำมาสู่ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทำงานของบุคลากร และกระบวนงานของห้องสมุด ก็เพื่อให้เป็นตัวขับเคลื่อนในการสร้างสรรค์งานตามแนวคิดที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อนำพาองค์กรให้สามารถดำรงอยู่ได้ตามกระแสสังคมที่ไม่เคยหยุดนิ่ง

                       การสร้างความรู้สึกดีต่อตนเอง ต่อคนอื่น ต่องาน ต่อสังคมนั้นถือเป็นต้นทุนของการทำงานอย่างมีความสุข หลายคนจะเข้าใจว่า ความเก่งวิชาการเพียงอย่างเดียว จะสามารถทำให้งานบรรลุวัตถุประสงค์ได้ ความคิดนี้อาจจะไม่ใช่ความคิดที่ดี และถูกต้องในสมัยนี้แล้ว เนื่องจากสถานะของห้องสมุดเราอยู่ในสังคมที่มีความเปลี่ยนแปลงสูง และขยายวงออกไปกว้างขวางมากขึ้น กล่าวคือระบบการสื่อสารทางเทคโนโลยีจะทำให้เราสามารถมองเห็นคนอื่นทั่วโลก ในขณะเดียวกันคนอื่นทั่วโลกก็มองเห็นเราเช่นกัน  จากห้องสมุดเคยเป็นองค์กรทางสังคมแคบๆ เป็นระดับตำบล อำเภอ จังหวัด ภูมิภาค ประเทศ แต่ละระดับเป็นเอกเทศ ไม่ยุ่งกัน แต่ปัจจุบันนี้จะแค่เพียงก้มหน้าก้มตาทำงานตามอำเภอใจไม่ได้แล้ว จำเป็นที่จะต้องเพิ่ม การมองภาพองค์รวมให้ครอบคลุมถึงทุกระดับ และอาจต้องมองไกลไปถึงระดับสากลด้วย เพราะอะไร ? เพราะการแข่งขันระหว่างองค์กรมีสูงแม้ว่า เราไม่คิดจะแข่งกับใคร เขาก็แข่งกับเรา หากเราทำดีเท่าเดิม ดีแบบเราที่มีความเฉพาะตัวเกินไป อาจเป็นหน่วยงานมีการพัฒนาช้า  ไม่สอดคล้องกับสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป แน่นอนว่า สักวันหนึ่งเราจะถูกลบออกจากเวทีตำบล อำเภอ จังหวัด ภูมิภาค ประเทศ ในที่สุด ดังนั้นผู้ปฏิบัติงานห้องสมุด ย่อมจะไม่ต้องการคนที่เก่งวิชาการอย่างเดียว คนกลุ่มนี้มักจะยึดความคิดของตัวเอง กอดทฤษฎีเท่านั้น ประยุกต์ และยืดหยุ่นไม่เป็น  ซึ่งถือว่าเป็นอุปสรรคอย่างใหญ่หลวงต่อการขับเคลื่อนงาน สมัยนี้เราต้องการคนที่สามารถยอมรับความแตกต่างของสรรพสิ่งได้ มีความคิดสร้างสรรค์ มีความยืดหยุ่นสูง ตลอดจนมีความมุ่งมั่นสู่ความสำเร็จสูง บนความถูกต้องที่แตกต่างจากการกระบวนงานแบบเดิม

หลักการคิดเชิงบวกมี 5 ขั้นด้วยกัน คือ

  1.1 ต้องมองตนว่าดี มั่นใจในความดีที่มีอยู่ หรือกระทำอยู่  แต่ความดีที่ว่านี้ต้องเป็นความดีที่สังคมยอมรับ ไม่ใช่คิดว่าตัวเองดี แต่คนอื่นปฏิเสธ  ดังนั้นเราต้องสำรวจตัวเองว่าดีอย่างไร  และจะเพิ่มความดีอะไรบ้าง  สิ่งนี้เป็นความสำคัญในการสร้างความไว้วางใจจากผู้บังคับบัญชา เพื่อนร่วมงานและผู้เกี่ยวข้อง

1.2 ต้องมองคนอื่นว่าดี  ต้องเข้าใจว่าทุกคนล้วนมีคุณค่า และมีความดีเด่นที่แตกต่างจากเรา การคิดเช่นนี้จะทำให้เราเข้าใจคนอื่น  เคารพในการตัดสินใจ ให้เกียรติในการกระทำ การมองว่าคนอื่นดีจะเป็นการสร้างความสุขให้กับเราเองและสร้างความผาสุกให้เกิดขึ้นกับทุกคน เราจะมีเพื่อนที่เข้าใจเรามากมายเช่นกัน ส่งผลถึงการได้รับความร่วมมือ

1.3 ต้องมองปัญหา ให้เป็นสิ่งท้าทาย เพื่อสร้างพลังในการแก้ไข เราอาจพบวิกฤติต่าง ๆทั้งเล็ก ใหญ่  แต่ถ้าเรามองว่านั่นคือ งานท้าทายที่เราจะต้องทำให้สำเร็จ และมีความสุขกับมัน นอกจากที่เราจะสนุกกับการแก้ปัญหาแล้ว มันยังสร้างเราให้โดดเด่นในงานได้เช่นกัน  ไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้ ต้องบอกกับตนเองเสมอ

1.4 หมั่นพัฒนาตนเองให้มองโลกในแง่ดี  และให้รางวัลกับชีวิต ทุกครั้ง เมื่อสามารถทำงานสำเร็จ อย่างน้อยที่สุดก็บอกกับตัวเองว่า “เราทำได้แล้ว ๆๆๆ”

1.5  ต้องมองว่าประสบการณ์ทุกเหตุการณ์ที่ผ่านเข้ามา  เพื่อการเริ่มต้นใหม่ที่ดีกว่า

 

                       เทคนิคการสร้างความคิดเชิงบวกในงาน อาจแบ่งได้เป็น 2 ส่วน คือ

  1. การสร้างความคิดบวกให้กับตนเอง  ในชีวิตประจำวันของคนเรานั้นไม่สามารถเลือกสภาพแวดล้อม บรรยากาศและอารมณ์จากรอบข้างได้ มันอาจจะมีทั้ง สุข ทุกข์ พอใจ

      ไม่พอใจ  ปะปนกันไป  ในการทำงานที่เราจะทำได้คือการจัดการกับความคิดนั้นให้อยู่ใน

       ความพร้อมที่จะทำให้ดีที่สุด นั่นคือเราจะต้องตัดสิ่งที่ไม่ดีออกไปให้ได้  โดยการรู้จักการ

       สร้างพลังใจให้ตนเอง  รู้จักว่าจะอยู่อย่างไรจึงจะมีความสุข  มีทัศนคติที่ดีต่อตนเอง  นั่น 

       คือ เราจะต้องเปิดใจ สร้างความเข้าใจ  สร้างความเชื่อใจและมั่นใจที่จะทำงานนั้น ๆให้

       สำเร็จ  โดยทั่วไปพฤติกรรมเชิงบวกของบุคคลจะภายใต้ 3 ทฤษฎีดังนี้

1.1     ทฤษฎีความพึงพอใจในงาน (Job characteristic model) ของ Timothy A. Judge นั่นคือการทำงานให้ได้ดี ต้องเปิดใจรับงานก่อน     ว่างานมีความท้าทาย น่าทำ งานสร้างคุณค่าให้ชีวิต (Judge : 2007,2008)

1.2      ทฤษฎีการตั้งเป้าหมายที่ท้าทาย( Goal setting organization) ของ Gray P. Latham คนที่ตั้งเป้าหมายมักจะทำงานได้ดีกว่าคนไม่มีเป้าหมาย (Wexley and Latham. : 1991)

1.3     ทฤษฎีองค์กรพฤติกรรมเชิงบวก( Positive organization behavior –POB )ของ Fred Lutahns ซึ่งเป็นองค์กรที่ประกอบด้วย คนในองค์กรต้องมั่นใจในตัวเอง  มีความหวังในการพัฒนาในสู่สิ่งที่ดีกว่า ต้องมีความอดทน และสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงได้ดี(Luthans:1977)

  1. 2.        การสร้างความคิดเชิงบวกต่อสังคม อันหมายถึงองค์กร เพื่อนร่วมงาน ผู้เกี่ยวข้องอื่น ๆ ตลอดจนผู้ใช้ ด้วย  การสร้างแรงบันดาลใจจากความคิดเชิงบวก เราะจะต้องเรียนรู้คน เรียนรู้งานไปพร้อม ๆกัน ในเรื่องคนเราจะต้องรู้ให้ดีทุกคน ทุกกลุ่ม ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องมีผู้ใช้ห้องสมุดรวมอยู่ด้วย การคิดเชิงบวกจึงเปรียบเสมือนการแสวงหาโอกาสในการทำงานเพื่อให้สามารถสร้างได้ทั้งภาพลักษณ์ที่ดี มีความโดดเด่นที่สนองความต้องการของผู้ใช้  และสังคม  นั่นคือสร้างการยอมรับในเรื่องคุณภาพในสังคมตามวัตถุประสงค์  

2.1      ความคิดเชิงบวกต่อองค์กร สิ่งที่เราจะต้องสร้างความคิดเชิงบวกก็คือ การมองทุกอย่างเป็นเชิงระบบ และมองอย่างท้าทายทรงพลัง แล้วเชื่อมโยงทุกมิติอย่างสร้างสรรค์และมีเป้าหมาย  นั่นคือ เรา จะต้องเรียนรู้ ่อมโยง่างเป็นเชิงระบบ และมอง่วยงานเรา  นหลัก และวิเคราะห์ถึงความเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานหลัก กับหน่วยงานเรา และเราจะดำเนินกาเส้นทางการบริหารของหน่วยงานหลัก และวิเคราะห์ถึงความเชื่อมโยง       ระหว่างหน่วยงานหลัก กับ หน่วยงานเรา  แล้วเราจะสามารถเชื่อมโยงกับการวางแผนการดำเนินงานเพื่อตอบสนองนโยบายได้อย่างสอดคล้อง และครอบคลุม

2.2 ความคิดเชิงบวกต่อบุคลากรที่เกี่ยวของ  หมายถึง บุคคลผู้เกี่ยวข้องกับการทำงาน ได้แก่ ผู้บังคับบัญชา เพื่อนร่วมงาน ผู้ใต้บังคับบัญชา คนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ส่งผลต่อการปฏิบัติงานทั้งสิ้น การคิดเชิงบวกกับผู้ร่วมงาน ก็จะเป็นการส่งผลถึงความร่วมมือ การยอมรับฟังความคิดเห็นของกันและกัน จากการประชุม การถ่ายทอดความรู้ การสื่อสาร หรือการแก้ปัญหาร่วมกัน เพื่อมุ่งสู่การบรรลุเป้าประสงค์ที่วางไว้ร่วมกัน วิธีการแสดงถึงการคิดเชิงบวกกับคนอื่นนั้นที่ได้ผลมากและได้รับการยอมรับก็น่าจะเป็นวิธีการดังต่อไปนี้

-          การแสดงความคิดที่อิงหลักแห่งเหตุผล และมีความเป็นไปได้

-          ยอมรับความแตกต่างระหว่างบุคคล และให้เกียรติทั้งความคิด การกระทำ และผลงานนั้น ๆไม่ควรละเลยกับสิ่งที่คนอื่นนำเสนอ

-          งานบางงาน ให้ที่ประชุม ช่วยพิจารณาดำเนินการก็ได้

-           การแก้ปัญหา เมื่อจบสิ้นลง ก็ให้เป็นไปตามนั้น หากไม่จำเป็นก็ไม่ควรเก็บมานำมาเป็นประเด็นพูดคุยอีก

-          สนับสนุนส่งเสริมงานของผู้ร่วมงานอย่างเต็มกำลัง ความสามารถ

-          การรักษาหน้า และรักษาน้ำใจกัน เป็นสิ่งที่ควรคำนึงถึงตลอดเวลา

-          ทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย อย่าทำทุกเรื่องให้ยุ่งยาก นอกจากจะไม่สร้างความภาคภูมิใจแล้ว ยังสร้างความคิดเชิงลบให้เกิดขึ้น ซึ่งเกิดผลเสียแน่นอน

-          สร้างสัมพันธภาพอันดีต่อกันและกัน เพื่อสร้างสะพานเชื่อมงาน ห้ามคิดว่างานก็ส่วนงาน ส่วนตัวก็ต่างหาก ซึ่งเป็นความคิดที่ผิด เพราะคนไม่รู้จักกันจะทำงานแบบร่วมหัวจมท้ายกันได้อย่างไร

-          ฯลฯ

2.2     ความคิดเชิงบวกต่อผู้ใช้  ผู้ใช้เป็นบุคคลที่สำคัญที่สุดของห้องสมุด เพราะ 

        การดำเนินงานห้องสมุด มีสาระสำคัญที่เป็นปัจจัยหลักสำคัญ คือ

       การบริการสารสนเทศแก่ผู้ใช้ ผู้ปฏิบัติงานต้องคิดเสมอว่า ผู้ใช้คือผู้มี

       พระคุณให้เรามีงานทำ  ต้องไม่คิดว่าผู้ใช้มาพึ่งพิงเรา แต่เป็นบุคคลที่เรา      

      จะต้องใส่ใจดูแล

                    ปรัชญาห้องสมุด ของ เอส อาร์ รังกานาธาน  ชาวอินเดีย ที่

     บรรณารักษ์เคยยึดถือปฏิบัติ มาช้านาน ถึงแม้ว่า ท่านจะ กล่าวไว้นานแล้ว  

     ตั้งแต่ปีค.ศ. 1931  แต่เห็นว่ายังมีคุณค่าร่วมสมัย สามารถ                                                         

    นำมาประยุกต์ใช้ได้กับความคิดเชิงบวกในการดำเนินงาน และการให้บริการห้องสมุด โดยเฉพาะการให้ความสำคัญแก่ ผู้ใช้ จึงขอนำมากล่าวถึงเพื่อให้มองเห็นว่าการให้บริการห้องสมุดนั้น ควรจะยึดปรัชญาห้องสมุดไว้ 5 ประการ คือ 

        1. Books* are for use.  (หนังสือทุกเล่มมีไว้ให้ใช้)   

        2  Every reader his [or her] book. (ผู้อ่านทุกคนเป็นเจ้าของหนังสือ)

        3.  Every book its reader.(หนังสือทุกเล่มเป็นของผู้อ่าน)

        4.  Save the time of  the User. (ช่วยลดเวลาให้ผู้ใช้)

        5. The library is a growing organism. (ห้องสมุดมีการเจริญเติบโต  

       เปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย) . ( Ranganathan :  1931)

      ( * Books  อาจแปลงเป็น Information ในความหมายที่สอดคล้องกับ

      ปัจจุบัน )

 

       หากพิจารณาดี ๆแล้วปรัชญานี้ล้วนแล้วแต่เป็นข้อเตือนใจแก่บุคลากร

      ห้องสมุดให้ตระหนักถึงจิตวิญญาณการทำงานเพื่อผู้ใช้  ผู้ปฏิบัติงานจะ

      เป็นเพียงผู้ดำเนินการให้ทรัพยากรได้รับการใช้อย่างคุ้มค่า และอย่าง

     รวดเร็ว หาวิธีการที่ดีในการบริการสารสนเทศ นั่นคือ ห้องสมุดต้องเปิด

      กว้างสำหรับการศึกษาค้นคว้าของผู้ใช้ ในปรัชญาที่กล่าวถึงนี้ บุคคลใน

       วิชาชีพจะต้องทราบดีว่า ห้องสมุดไม่มีสิทธิ์ที่จะสกัดกั้นความต้องการ  

       แสวงหาสารสนเทศ ของผู้ใช้ได้เลย

                ดังนั้นพื้นฐานของบุคคลในวิชาชีพนี้จึงน่าจะต้องเป็นคนที่มี

       คุณสมบัติประจำตัวคือการคิดเชิงบวก ใส่ใจผู้ใช้ด้วยวิธีการดังนี้

-          รู้จักผู้ใช้ทั้งรายบุคคล และรายกลุ่ม

-          ศึกษาความคาดหวังและความต้องการ

-          จัดหาทรัพยากรห้องสมุดอย่างสอดคล้อง

-          ดำเนินการหาวิธีการลดเวลาในการใช้ทรัพยากร

-          จัดกิจกรรมเชิงรุก เพื่อให้ทรัพยากรได้รับการใช้อย่างคุ้มค่า

-          ประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการใช้บริการ

-          สร้างสัมพันธภาพอันดีระหว่างห้องสมุดกับผู้ใช้

-          ประเมินความพึงพอใจ และรับฟังความคิดเห็นในการดำเนินงานห้องสมุด เพื่อการพัฒนาให้ดียิ่ง ๆขึ้นไป

 

บุคลิกภาพของคนคิดเชิงบวกในการทำงานบริการห้องสมุด

                     การคิดเชิงบวก ไม่ใช่เรื่องใหม่และเชื่อว่าทุกคนมีอยู่ในตัวแล้ว เพียงแต่จะโดดเด่นออกมาแค่ไหนเท่านั้นเอง  อย่างที่กล่าวมาข้างต้นว่า คนเรามีความแตกต่างระหว่างบุคคล บางคนก็จะคิดว่าไม่จำเป็นต้องแสดงออก ทำดีไม่มีใครเห็นก็ไม่เป็นไร  แต่นั่นอาจจะเป็นบุคลิกภาพที่ไม่เหมาะสมกับการทำงานบริการ เพราะการสะท้อนผลการปฏิบัติงานห้องสมุดและการบริการนั้น คือการสร้างความพึงพอใจให้กับผู้ใช้  สิ่งที่ผู้ใช้ได้รับกลายเป็นภาพสะท้อนตัวตนที่แท้จริงของห้องสมุด ซึ่งผู้ใช้จะเป็นผู้ประเมิน ห้องสมุดจะคิดเองฝ่ายเดียวไม่ได้อีกแล้ว

                    อันที่จริงห้องสมุดสมัยนี้ก็มีการพัฒนาไปมาก และได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรอยู่เป็นประจำ  การคิดเชิงบวกก็เป็นหนึ่งเรื่องในประเด็นการพัฒนา เพราะเชื่อว่า การที่บุคคลมองบวกได้นั้นจะสามารถพัฒนางานไปสู่เป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว มีความขัดแย้งน้อย และสามารถสร้างความสามัคคีจากการยอมรับความแตกต่าง บนความยืดหยุ่น เพื่อการหลอมรวมความคิดต่อการพัฒนางาน และพัฒนาองค์กร  และการสร้างสรรค์งานใหม่ได้ดีกว่า

              ดังนั้นสิ่งที่ห้องสมุดจะต้องสร้างบุคลิกภาพในเชิงบวกจึงจะต้องมีบุคลิกภาพดังนี้

  1. มีความคิดเชิงบวกในการทำงานร่วมกันได้ 5 ประการ คือ

       1.1 มีความเข้าใจในเรื่องคนและงาน  (Understanding)

       1.2  มีความเอื้ออาทร ความรัก ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน (Nice)

       1.3 มีการติดต่อสื่อสารพูดคุยกัน(Interaction)

       1.4 ช่วยกันอย่างเป็นระบบ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน (Team spirit)

       1.5 ยอมรับ ละเลยในบางเรื่อง ทำเรื่องใหญ่ให้เป็นเรื่องเล็ก ทำเรื่องเล็กเป็นไม่มีเรื่อง (Yielding)

  1. ความคิดบวกเพื่อสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ดี 5 ประการ คือ

2.1     จิตมุ่งบริการ (service mined)

2.2     งานสัมฤทธิผล( Accomplished) ตามหลักธรรมาภิบาล

2.3     หมั่นพัฒนาตนให้มีคุณภาพอยู่เสมอ( Self-development)

2.4     ซื่อสัตย์ สุจริต (Honest)

2.5     ทุกคนตรวจสอบได้(Tranparent)

  1. การทำงานร่วมกันอย่างทรงพลัง 7 ประการ คือ

3.1     การเป็นผู้นำที่ดี คือ จะต้องมีความรู้ ความริเริ่ม ความกล้าหาญและเด็ดขาด ความมีมนุษยสัมพันธ์  มีความยุติธรรมและซื่อสัตย์สุจริต มีความอดทน มีความตื่นตัวแต่ไม่ตื่นตูม และ มีความภักดี มีความสงบเสงี่ยมไม่ถือตัว

3.2     มีเป้าหมายดี

3.3     มีการสื่อสารที่ดี

3.4     มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี

3.5     คิดบวกดี

3.6     คาดหวังดี

3.7     มีความน่าเชื่อถือ

  1. การพัฒนาอุปนิสัยให้คิดบวก 7 ประการ คือ

4.1     ต้องเป็นฝ่ายเริ่มต้นทำก่อน

4.2     เริ่มต้นด้วยจุดหมายในใจ

4.3     ทำตามลำดับความสำคัญ

4.4     มีความเชื่อมั่นในการสร้างชัยชนะ

4.5     เข้าใจคนอื่นก่อนที่จะเข้าใจเรา

4.6     ประสานพลังสร้างสิ่งใหม่

4.7     หมั่นฝึกฝนตัวเองอยู่เสมอ ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ

 (ชลวิทย์ เจียรจิตต์ : 2551, 2550 )

 

บทส่งท้าย

                        การคิดเชิงบวกเป็นทั้งพรสวรรค์ และพรแสวง ที่ทุกคนเป็นได้ ทำได้  การฝึกให้เป็นคนคิดบวกจะช่วยสร้างสุขให้กับการดำเนินชีวิต ทั้งชีวิตส่วนตัว และชีวิตการทำงาน  การคิดบวกจะเป็นพลังขับเคลื่อนให้เรามีพฤติกรรมที่ตอบสนองต่อคนรอบข้างในทางบวก การดำเนินงานห้องสมุดก็เช่นเดียวกัน ถ้าห้องสมุดเป็นองค์กรที่ส่งผลเชิงบวก ความพึงพอใจของผู้ใช้ก็จะเป็นทางบวก และในทางตรงกันข้าม หากห้องสมุดไม่สามารถทำให้การดำเนินงานเป็นเชิงบวกได้ ย่อมส่งผลต่อความพึงพอใจของผู้ใช้เป็นทางลบได้เช่นกัน                                              

 

--------------------------------

 

 

 

บรรณานุกรม

“การคิดเชิงบวก”  ค้นเมื่อ 1 พฤศจิกายน 2552 จาก http://bananaclick.velocall.com/pd1165139806.html

 

 ชลวิทย์ เจียรจิตต์. 2551.  หลักสำคัญ 7 ประการในการทำงานร่วมกันอย่างทรงพลัง วารสารกรมบังคับคดี 12

               66 (มี.ค. – เม.ย.) 37-39          

-------------------. 2550. การสร้างชีวิตให้สมดุลในการทำงาน  วารสารกรมบังคับคดี 11,64 (พ.ย. –ธ.ค. ) 20-22

Judge, Timothy A. and Stephen P. Robbins. 2007.  Organizational behavior.  12th ed. Upper Saddle River,  

               N.J. : Pearson/Prentice Hall,

Luthans, Fred. 1997. Contemporary readings in organizational behavior. New York : McGraw-Hill.

“Positive thinking” ค้นเมื่อ 1 พฤศจิกายน 2552  จาก http://www.successconcoiseness.com/positive-thinking- 

                articles.htm

Ranganathan, Shiyali  Ramamrita ”  ค้นเมื่อ 1 พฤศจิกายน 2552  จาก  

                 http://en.wikipedia.org/wiki/S._R._Ranganathan

Robbins, Stephen P., Timothy A. Judge. 2008.  Essentials of  organizational behavior. 9th ed. Upper saddle  

                River, N.J. :  Prentice Hall.

Wexley, Kenneth N., Gary P. Latham. 1991. Developing and  training human resources in organizations.

                2nd ed. New  York : Collins.

Ranganathan, Shiyali  Ramamrita ”  ค้นเมื่อ 1 พฤศจิกายน 2552  จาก  

                 http://en.wikipedia.org/wiki/S._R._Ranganathan