ก้าวต่อไปของการสอนคน สอนวิชา

เมื่อดิฉันได้มีโอกาสเข้าร่วมโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนากระบวนกรจิตตปัญญาศึกษา ปี ๒๕๕๑ ความเข้าใจในเรื่องจิตตปัญญาก็เริ่มแจ่มชัด จึงได้ทดลองนำเอาประสบการณ์การทำงานในโรงเรียนมาต่อยอดความคิดที่ได้รับเข้ามาใหม่ เกิดเป็นแนวทางในการใช้วรรณคดีเพื่อสร้างการเรียนรู้ด้วยใจอย่างใคร่ครวญในผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาที่มีความลึกซึ้งขึ้น ซึ่งคาดว่าจะนำลงสู่ชั้นเรียนในปีการศึกษาถัดไป ดังต่อไปนี้

 

แนวทางการสร้างบทเรียน  : บทเกริ่น  เรียนรู้อารมณ์ของคนใกล้ตัว

๑. เรียนรู้จากท่าทาง  - ให้แต่ละคนแสดงท่าทางบอกอารมณ์โดยไม่ใช้คำพูดหรือเสียงประกอบ แล้วให้เพื่อนในชั้นเรียนลองทายดู

๒. เรียนรู้จากการระบุถ้อยคำ - นำคำแสดงอารมณ์ที่เป็นคำกว้างๆ เช่น เสียใจ มาหาคำไวพจน์ ที่แสดงอาการเสียใจในลักษณะต่างๆ ให้ได้มากที่สุด แล้วบรรยายให้เห็นอาการของความรู้สึก เศร้า เจ็บช้ำน้ำใจ ผิดหวัง เจ็บปวด ทรมาน ฯลฯ ระบุว่าคำเหล่านั้นมีความแตกต่างกันอย่างไร ใช้เมื่อไร อารมณ์ตรงข้ามของคำว่าเสียใจคืออะไร หาคำไวพจน์ของคำที่แสดงอาการตรงข้ามกับคำว่าเสียใจว่าคืออะไรมาให้ได้มากที่สุด แล้วบรรยายให้เห็นว่าแต่ละคำมีความแตกต่างกันอย่างไร ใช้เมื่อไร

๓. เรียนรู้จากการยกตัวอย่างสถานการณ์  - ลองทบทวนเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นกับตัวเองและเพื่อนในห้อง นำคำแสดงอารมณ์ที่ได้เรียนรู้ทั้งของตัวเอง และของเพื่อนไปใช้บรรยายเรื่องราวนั้นอีกครั้ง โดยแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการทางอารมณ์ที่ค่อยๆ เปลี่ยนไปตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไล่ไปตามลำดับอย่างละเอียดตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง แล้วให้ทุกคนออกมาอ่านให้เพื่อนฟัง

๔. เรียนรู้จากการนำเรื่องราวไปสร้างเป็นฉันทลักษณ์  - เลือกเหตุการณ์ที่ประทับใจที่สุดจากเรื่องที่ได้ฟังมาทั้งหมดไปแต่งเป็นคำประพันธ์ด้วยประเภทของฉันทลักษณ์ที่มีความเหมาะสมกับอารมณ์นั้นๆ

 

แนวทางการสร้างบทเรียน  : เรียนรู้อารมณ์จากบทครู

๑. เรียนรู้จากบทประพันธ์ที่สนใจ  -  วิเคราะห์ว่าจากตอนของวรรณคดีที่ยกมา

  • ตัวละครแต่ละตัวอยู่ในอารมณ์ไหน  
    • ใครมีความรู้สึกอย่างไร
    • ใครมีความต้องการอะไร
    • เรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้เป็นอย่างไร การตัดสินใจใดก่อให้เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น เหตุการณ์นั้นทำให้ความต้องการของตัวละครตัวไหนได้รับการตอบสนอง ตัวไหนไม่ได้รับการตอบสนอง อย่างไร พร้อมทั้งยกตัวอย่างประกอบด้วย
    • ความต้องการที่ได้รับการตอบสนอง และไม่ได้รับการตอบสนองนั้นเป็นเหตุให้เกิดความรู้สึกเช่นไร ก่อให้เกิดการกระทำใดตามต่อมา ส่งผลให้เกิดอะไรขึ้นบ้าง
    • ถ้าตัวละครต้องการให้ความต้องการของตนได้รับการตอบสนอง ควรพูดขอร้องเช่นไร

๒. เรียนรู้จากการสร้างตอนจบ  - ทดลองแต่งเหตุการณ์ตอนจบดูใหม่

  • เหตุการณ์ที่วุ่นวายจะคลี่คลายได้ เมื่อใครหยุดทำอะไร  
  • ตัวละครต้องเปลี่ยนวิธีคิด พฤติกรรมของตัวเอง และการปฏิบัติตนต่อผู้อื่นอย่างไร ในการเปิดทางให้ศานติสุขได้เกิดขึ้นในเรือนใจของทุกคน 

 

แนวทางการสร้างบทเรียน  : เรียนรู้อารมณ์ตนเอง

๑. เรียนรู้จากอารมณ์ที่เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง – สร้างภาวะให้เกิดความพร้อมที่จะเรียนรู้ ให้ประสาทสัมผัสตื่นตัว จิตใจสงบ มีสมาธิ สดชื่น เบิกบาน พร้อมต่อการเผชิญปัญหา อุปสรรค และการเรียนรู้ในทุกรูปแบบ อยู่กบตนเองเงียบๆ ติดตามดูอารมณ์ที่เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ

๒. เรียนรู้ว่าตัวเองติดตังอยู่กับเรื่องใด –เห็นการวนเวียน การถอนไม่ออก จากอารมณ์ที่ครองใจเราอยู่ แล้วระบุออกมาว่าเราคิดวนเวียนอยู่กับเรื่องใด ด้วยอารมณ์แบบไหน

๓. เรียนผูกก็ต้องเรียนแก้ – หาปมอารมณ์ที่ทำให้เกิดทุกข์เรื้อรัง เขียนบรรยายอารมณ์นั้นอย่างละเอียดว่าเมื่อมีอารมณ์นั้นเกิดขึ้นจะอาการทางกายอย่างไร มีอาการทางใจอย่างไร  

๔. เรียนรู้จากการคิดใหม่ – ลองคาดคะเนว่าเหตุของทุกข์ที่กำลังเผชิญอยู่น่าจะเกิดจากอะไร เราคิดกับเรื่องนั้นอย่างไรจึงเกิดทุกข์ขึ้น ลองหาวิธีคิดดูว่าเราจะคิดกับเรื่องนี้อย่างไรจึงไม่เกิดทุกข์

๕. เรียนรู้จากการเดินทางสู่การเปลี่ยนแปลง – เมื่อได้พบกับวิธีคิดที่ไม่ก่อทุกข์แล้ว ลองตั้งเป้าหมายของการเปลี่ยนแปลง เขียนบันทึกความพยายามในการฝืนความเคยชินเก่าๆ และผลที่เกิดตามมาจากการปรับเปลี่ยนวิธีคิดและพฤติกรรมของตนเองใหม่

๖. เรียนเขียนวรรณกรรมจากบันทึกเรื่องราวของตนเอง – นำบันทึกการเรียนรู้อารมณ์ตนเองมาเรียบเรียงเขียนให้เป็นวรรณกรรม โดยอาศัยแรงบันดาลใจจากการรู้จักตัวเอง จนกระทั่งเกิดการเปลี่ยนผ่าน

 

บทสรุป

เนื่องจากวรรณคดีเป็นเรื่องที่มีความข้องเกี่ยวอยู่กับชีวิต เพราะสร้างขึ้นจากเรื่องราวของชีวิต วรรณคดีจึงใช้เป็นสื่อในการเรียนรู้ชีวิต ทั้งชีวิตด้านนอก ที่เป็นเรื่องของค่านิยม ขนบธรรมเนียมประเพณี และชีวิตด้านใน ซึ่งเป็นบ่อเกิดของความคิด อารมณ์ ได้เป็นอย่างดี  

 

แนวคิดและแนวทางในการใช้วรรณคดีสร้างการเรียนรู้ด้วยใจอย่างใคร่ครวญที่นำเสนอไว้ในบทความนี้ เป็นตัวอย่างหนึ่งของการนำพาผู้เรียนในระดับมัธยมศึกษาให้ไปถึงการรู้จักตัวเอง อันเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ได้ เพราะการเปลี่ยนตัวเองก็คือการเปลี่ยนความสัมพันธ์ที่มีต่อโลกแวดล้อมทั้งหมดนั่นเอง

 

จากการทดลองนำเอาการเรียนรู้ด้วยใจอย่างใคร่ครวญลงสู่ชั้นเรียน พบว่า ผู้เรียนในระดับมัธยมศึกษามีความพร้อมทางด้านทักษะภาษาและทักษะชีวิตมากเพียงพอที่จะตีความเรื่องราวที่ได้รับรู้ผ่านการอ่าน การฟัง รวมถึงที่ได้พบพานผ่านประสบการณ์ตรง แล้วถ่ายทอดออกมาด้วยภาษาที่สะท้อนถึงงดงามทางความคิด อันนำไปสู่การรับรู้โลกและการใช้ชีวิตในทางที่ถูกควร

 

ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้อย่างยิ่งที่ครูผู้สอนจะนำพาให้ผู้เรียนเข้าถึงแนวทางการใคร่ครวญที่มีความลึกซึ้งขึ้น ทั้งในมุมของการค้นพบตัวเอง การเข้าใจผู้อื่น และในมุมของการเติบโตไปกับความลึกล้ำในเชิงวรรณศิลป์ ดังตัวอย่างที่ได้นำเสนอไว้ในตอนท้ายของบทความแล้ว