“เข้าใจผู้อื่นในแบบที่เขาเป็น”
การเคลื่อนย้ายมุมมองเข้าไปยืนอยู่ในจุดที่จะไป “เข้าใจผู้อื่นในแบบที่เขาเป็น”จะก่อให้เกิดความเข้าใจใหม่
ที่เราไม่เคยรับรู้มาก่อน ช่วยให้โลกทัศน์ขยายกว้างขึ้นอีกมาก ในการเรียนวรรณคดีหากไม่น้อมใจไปเข้าใจก่อนว่าผู้คนในยุคสมัยที่วรรณคดีเรื่องนั้นๆ เกิดขึ้นมา ให้ความหมายกับความดีงามอย่างไร ใช้ระบบศีลธรรมชนิดไหน มีความเชื่อและค่านิยมอย่างไร ผู้อ่านจะไม่สามารถเข้าใจเรื่องราวที่เกิดขึ้นตามต่อมาได้เลย การเข้าใจเขาอย่างที่เขาเป็น นอกจากจะทำให้เราอ่านวรรณคดีได้สนุกขึ้น รับรสวรรณคดีได้ดีขึ้นแล้ว ยังช่วยฝึกหัดขัดเกลาให้เรามีสายตามองเห็นความจริง ความดี ความงามว่าไม่ได้มีแค่ชุดที่เรารู้จักและใช้อยู่เพียงชุดเดียว ได้ดีขึ้นด้วย
“ไม่เอาคุณค่าของตัวเองไปตัดสินคนอื่น”
การ “ไม่เอาคุณค่าของตัวเองไปตัดสินคนอื่น” คือการไม่ยึดเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางไม่เอามาตรฐานที่ตัวเองยึดถืออยู่ไปตัดสินใคร และเมื่อไม่ตัดสินแล้วก็จะเกิดความเคารพในคุณค่าของผู้อื่นตามมาด้วย
วรรณคดีมีฉันทลักษณ์หลากหลายประเภท ฉันทลักษณ์แต่ละประเภทมีแบบแผนและขนบของตน ไม่อาจนำมาเปรียบกันได้ว่าแบบใดดีกว่าแบบใด แต่ละแบบล้วนมีสุนทรียรสที่แตกต่างกันไป ความแตกต่างนี้เองที่ก่อให้เกิดความงดงามไปบนความหลากหลาย ในคำประพันธ์บางประเภท เช่น กาพย์ห่อโคลง มีการนำคำประพันธ์ต่างฉันทลักษณ์มาวางเคียงกัน เพื่อกล่าวถึงเนื้อความเดียวกัน โดยใช้โคลงสุภาพ ๑ บท และกาพย์ยานี ๑๑ อีก ๑ บท แต่งคู่กันไปให้ได้รสคำและรสความที่งามจากสำเนียงเสียงคำของอารมณ์ที่แตกต่าง
“เรียนรู้ความรู้สึก ความต้องการของตัวละคร”
ในการสร้างการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนเข้าถึงการเปลี่ยนแปลง นอกเหนือไปจากการเรียนรู้เรื่องการใช้คำ และสัญลักษณ์ในลักษณะต่างๆ ที่กวีเลือกสรรมาใช้เพื่อแสดงอารมณ์และเรื่องราว ตลอดจนเรียนรู้เรื่องรูปแบบคำประพันธ์ กลวิธีการนำเสนอ และอื่นๆ ที่เป็นคุณค่าในเชิงวรรณศิลป์แล้ว ผู้สอนยังต้องนำพากระบวนการเรียนรู้ไปให้ถึงความรู้สึก นึก คิด ของตัวละครแต่ละตัวว่า การที่ตัวละครแต่ละตัวมีวิธีคิดแบบนี้ รู้สึกแบบนี้ และแสดงออกอย่างนี้ มาจากเหตุปัจจัยอะไร ความรู้สึก ความต้องการของตัวละครที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการกระทำนั้นคืออะไร ความรู้สึกและความต้องการนั้นนำไปสู่เหตุการณ์อะไร ก่อให้เกิดอะไรขึ้นบ้าง
เมื่อสามารถคาดเดาอารมณ์ความรู้สึก ความต้องการของตัวละครที่อยู่ในเหตุการณ์เดียวกันจากจุดยืนที่แตกต่างได้ ก็จะเกิดความสามารถในการมองเห็นความรู้สึก ความต้องการ ของผู้คนที่มาประชุมกันอยู่ได้เช่นกัน
การ “เรียนรู้ความรู้สึก ความต้องการของตัวละคร” จะเป็นเสมือนกระจกสะท้อนให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ที่จะเข้าใจทั้งด้านที่ปรากฏให้เห็นได้ชัดเจน และด้านที่ไม่ปรากฏให้เห็นแต่เป็นแรงขับที่มาจากความรู้สึก ความต้องการที่ซ่อนอยู่ภายในจิตใจของผู้คน เห็นเหตุและปัจจัยที่เป็นต้นสายปลายเหตุที่ผูกโยงกันไว้จนกระทั่งกลายเป็นเรื่องราวต่างๆ ว่าเป็นมาอย่างไรได้
“มองความรู้สึก ต้องการของเรา เหมือนเป็นของคนอื่น”
หลังจากที่ได้เรียนรู้ความรู้สึก และความต้องการของตัวละครแล้ว ขั้นต่อไปคือการ “มองความรู้สึก ต้องการของเรา เหมือนเป็นของคนอื่น” ช่วยให้ผู้เรียนได้ทบทวนความรู้สึก ความต้องการที่เกิดขึ้นอย่างไม่มีอคติ ให้ได้ไตร่ตรอง เพื่อนำไปสู่การเรียนรู้โลกภายในของตน ที่สัมพันธ์กับโลกภายในของผู้อื่น เกิดความเข้าใจในที่มาของอารมณ์ความรู้สึก ความต้องการ เข้าใจในความเป็นมนุษย์ และเกิดสติปัญญาที่จะการก้าวเดินไปสู่การเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเอง
สุขสันต์วันปีใหม่ แด่ คุณberger0123 เช่นกันค่ะ ขอความสวัสดีจงมีแก่คุณ และครอบครัวนะคะ
จากคนรักวรรณคดี