บทความ เนื้อเรื่อง หรือ คำอธิบาย โดยละเอียด สมชาย ปรางค์นวรัตน์
สมัยตอนผมยังเป็นเด็ก ผมเป็นเด็กขี้ขโมยสุด ๆ ผมเกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะปานกลาง ไม่เดือนร้อนเรื่องเงินทองมากนัก และอยู่ในครอบครัวที่อบอุ่น พ่อแม่อบรมสั่งสอนให้เป็นเด็กดีเสมอมา แต่ลับหลังผู้ใหญ่ ผมมีความสุขกับการได้ขโมยของเป็นที่สุด หลายสิ่งที่ขโมยมาแล้วก็ไม่ได้ใช้เอาไปทิ้งขว้างบ้าง ให้ต่อกับเพื่อนคนอื่น ๆ บ้าง ผมมีเพื่อนร่วมแก๊งขโมยของอยู่อีกสองคน นับวันยิ่งชอบเรื่องการขโมยที่ท้าทายเช่น การได้ขโมยตู้ปลาขนาดใหญ่ของโรงเรียน หรือกรงนก เมื่อทำได้สำเร็จก็รู้สึกภูมิใจมาก นานวันเข้าการขโมยของผมก็เริ่มพัฒนาขึ้น เป็นการขโมยปลาตามร้านขายปลา ขโมยของตามห้างสรรพสินค้าที่มีกล้องวงจรปิด วันเวลาผ่านไป
มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เพื่อนผมคนหนึ่งพูดกับผมขึ้นมาว่า “พอได้แล้วนะมึง ชาตินี้ก็ไม่รู้ว่าจะชดใช้เขาหมดหรือเปล่า” ผมฟังดูแล้วรู้สึกว่าเพื่อนผมพูดแปลก ๆ แต่ในวันนั้นก็ยังไม่ได้คิดอะไรมาก ต่อมาหลังจากนั้นนานเป็นปี มีเหตุให้ผมได้หันมาสนใจศึกษาหลักธรรมในพระพุทธศาสนาผมคิดถึงคำพูดของเพื่อนผมในวันนั้นและได้เรียนรู้ถึงคำกล่าวที่ว่า “ของฟรีไม่มีในโลกนี้” จึงมาคิดย้อนกลับไปถึงอดีตที่เคยสร้างกรรมขึ้นมาหลายครั้งหลายคราวจนจำไม่ได้แล้วว่าได้เคยเอาอะไรของใครเขามาบ้าง สิ่งใดที่ผมพอจะจำได้ว่าเคยเอาอะไรใครมาเมื่อมีโอกาสก็จะหาทางทดแทนให้เขาไป ส่วนเรื่องที่จำไม่ได้ก็คงต้องปล่อยให้เป็นไปตามเวรตามกรรมซึ่งยังไม่รู้ว่าเหตุการณ์ไหน คือ กรรมที่ตามมาทันแล้ว กรรมไหนยังมาไม่ถึงก็คงต้องรอกันต่อไป
ท่านผู้อ่านบางท่านอาจจะสงสัยว่า “ของฟรีไม่มีในโลกนี้ที่ไหน ตนเองก็เคยเก็บของได้ฟรี ๆ หรือจงใจหยิบของเขามาเฉย ๆ หรือมีคนให้มาด้วยความจริงใจ หรือแม้แต่ถูกหวย ถูกรางวัล สิ่งเหล่านี้ถ้าไม่ใช่ของฟรีแล้วจะให้เรียกว่าอะไร...” ครับในทางโลกเราเข้าใจกันว่านี่แหละ คือ ของฟรี แต่ในทางธรรมแล้วพระท่านสอนว่าสิ่งต่าง ๆ ล้วนมีเหตุปัจจัยในการได้มาทั้งสิ้น สิ่งใดที่เราทำเอาไว้ในอดีตชาติหรือชาติปัจจุบันย่อมจักสนองผลเมื่อเวลามาถึง สิ่งต่าง ๆ ที่เราเข้าใจไปว่าได้มาฟรี ๆ นั้น ความจริง คือ เราได้สร้างสมเอาไว้แล้วในอดีตหรืออดีตชาติ เราทำของเราเอาไว้ เมื่อถึงเวลาจึงได้กลับมาสนองผลเราในชาตินี้หรือในอนาคตข้างหน้า
ดังตัวอย่างที่เราเห็นกันตามหน้าหนังสือพิมพ์ว่ามีคนดวงเฮงถูกรางวัลเป็นสิบล้าน ยี่สิบล้าน ในทางธรรมนั้นเขาไม่ได้เฮงหรอกครับ เขาทำของเขาเอาไว้แล้วเมื่อถึงเวลาเขาก็ได้ของเขา เราไม่ควรจะมาเสียเวลาคิดไปต่าง ๆ นา ๆ ว่าทำไมเราจึงไม่โชคดีแบบนี้บ้างนะ หรือคิดเพ้อเจ้อไปว่า ถ้าหากเราได้รางวัลแบบนี้มาบ้างจะเอาเงินไปทำอะไรดีนะ เขาทำของเขาเอาไว้เขาจึงได้ ถ้าเราทำของเราเอาไว้บ้างถึงเวลาเราก็ต้องได้บ้าง แต่ถ้าไม่เคยทำเอาไว้เลยก็ไม่ต้องไปคอยความฟลุ๊ค ๆ แบบนี้ให้เสียเวลาหรอกครับ จะเสี่ยงดวงยังไงก็ไม่มีทางได้ อย่างมากก็แค่เฉียดไปเฉียดมาให้เจ็บใจเล่น ๆ เท่านั้น แต่หากเมื่อถึงเวลาผลบุญจักสนองผลแล้วถึงไม่เล่นหวยเล่นไพ่ ไม่เสี่ยงดวงอะไรเลย อยู่เฉย ๆ ความเฮงก็มาเยือนเอง ถ้าในหลักศาสนาอื่นอาจกล่าวได้ว่า “พระเจ้าประทานพรมาให้” แต่สำหรับพระพุทธศาสนาแล้ว ก็คือ ผลบุญของตนเองที่ได้ทำเอาไว้นั่นแหละครับ เช่นเดียวกันในเมื่อผลบุญที่ได้ทำเอาไว้จักสนองผลแล้ว ผลบาปที่เคยก่อเอาไว้ก็สามารถที่จักสนองผลได้เช่นกัน บางครั้งถึงเวลาที่จะได้ผลบุญ ผลบาปมาทักท้วงขัดขวางเอาไว้ก็เกิดขึ้นได้เช่นกัน ดังคำกล่าวที่ว่า บุญมีแต่กรรมบัง หรือเหตุการณ์ที่ผลบุญและผลบาปเกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน คือ โชคดีได้ไม่นานโชคร้ายตามมา หรือที่เรียกกันตามภาษาชาวบ้านว่า ทุกขลาภ เช่น ถูกหวยมาหนึ่งหมื่นบาท ดีใจมากไปฉลอง ดื่มเหล้าเมาขับรถไปชน สุดท้ายต้องเสียเงินค่าซ่อมรถไปสองหมื่นบาท เลยไม่รู้ว่าจะเรียกว่าโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่ แต่ในทางพระพุทธศาสนาแล้วไม่มีคำว่า เหตุบังเอิญ
เมื่อกล่าวถึงเรื่องกรรมดีที่จักสนองผลแล้ว แน่นอนว่ากรรมชั่ว ย่อมจักสนองผลเช่นเดียวกัน เรื่องการขโมย การฉกฉวยเอาของผู้อื่นมาเป็นของตน การคดโกง ต้มตุ๋น หรือช่วงชิงเอาของ ๆ คนอื่นมาเป็นของตนด้วยวิธีการใด ๆ ที่ไม่สุจริต คนที่ไม่เข้าใจหลักธรรม ไม่อาจคิดได้ว่าเหมือนกับการไปกู้หนี้ยืมสินเขามา กลับคิดว่าเป็นการได้มาฟรี ๆ ด้วยความสามารถอันไม่ถูกศีลธรรมของตนเอง เหตุการณ์ไม่คาดคิดอีกเรื่องคือ การกู้หนี้ยืมสินในลักษณะนี้นั้น ดอกเบี้ยไม่ได้กำหนดไว้ว่าไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปีนะครับ เมื่อถึงเวลาผลกรรมตามสนอง ความซวยอาจจะเพิ่มขึ้นทวีคูณมากกว่ากรรมที่เคยได้ก่อเอาไว้ก็ได้
ใครที่เคยเข้าใจอะไรผิด ๆ ว่าสิ่งใดที่เราเอาของเขามานั้น คือ ของฟรีแล้วล่ะก็ เข้าใจเสียใหม่นะครับว่าไม่มีของฟรีที่ไหนในโลก เราแค่ขอยืมเขามาเท่านั้น เมื่อถึงเวลาต้องคืน ท่านอาจจะอ่วมก็ได้ (สมัยวัยเด็กที่ผมยังคิดไม่ได้ เคยเหมือนกันครับ ที่คิดเข้าข้างตัวเองอย่างโง่ ๆ ว่า ที่เรามีโอกาสขโมยของคนอื่นมาได้ แสดงว่าเป็นกรรมเก่าของคนผู้นั้น เขาคงจะเคยขโมยของ ๆ เราไปเมื่ออดีตชาติเป็นแน่) หลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนานั้น พระพุทธเจ้าท่านให้ยึดปัจจุบันเป็นหลัก อดีตที่ผ่านมาแล้วเป็นสิ่งที่แก้ไขไม่ได้ ไม่ต้องไปสนใจฝังจำอะไรให้เป็นที่รำคาญใจ ให้จดจำเป็นบทเรียนไว้สอนใจเท่านั้น อนาคตก็เป็นสิ่งที่ยังไม่อาจรู้ได้ไม่ต้องไปวาดฝันหรือหวาดกลัวในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง ทำปัจจุบันให้ดีที่สุดเป็นสิ่งที่ถูกต้อง
ฉะนั้นเมื่อใครมีเหตุต้องเผชิญเคราะห์กรรมใด ๆ ที่ไม่อาจจะแก้ไขได้แล้วในเรื่องของการสูญเสียทรัพย์สิน ของอันเป็นที่รัก หรือคนรัก ก็ให้คิดเสียว่า สิ่งที่เกิดขึ้น คือผลของกรรมที่เราได้สร้างไว้ในอดีต ได้กลับมาทวงคืนแล้ว คิดในทางบวกก็คือ เราได้ชดใช้หนี้เวรหนี้กรรมที่ทำเอาไว้อีกขั้นหนึ่งแล้ว ถึงแม้จะทำใจยากก็ต้องทำ เพราะเป็นหนทางเดียวที่ดีที่สุด ในหลักของศาสนาอื่นก็เปรียบได้กับคำกล่าวที่ว่า “เป็นพระประสงค์ของพระเจ้าที่ต้องการให้ลูกเป็นเช่นนี้” หรือ “พระเจ้าต้องการทดสอบท่าน”
“ของฟรีไม่มีในโลก” หลักธรรมง่าย ๆ แต่หลายคนเข้าใจยากข้อนี้ ถ้าพยายามเผยแพร่ให้คนเข้าใจกันได้อย่างลึกซึ้ง จะทำให้สังคมและประเทศชาติพัฒนาขึ้นอย่างแน่นอน การลักทรัพย์ ฉ้อโกง การใช้อำนาจรีดไถประชาชนที่ไม่มีทางสู้ การคอรัปชั่น การปฏิบัติสืบต่อกันมาจนกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา ความชั่วร้ายเหล่านี้ เกิดขึ้นเพราะคนเราไม่รู้ซึ้ง และเข้าใจถึงหลักธรรมข้อนี้นั่นเอง
Happy New Year ๒o๑o
ขอบคุณสำหรับข้อคิดดีๆค่ะ....ขอให้มีความสุขนะคะ..
ดีมากเลยน้อง ให้ข้อคิดดีมากจ๊ะ
เมื่อกี้พี่อาร์เองนะ
ถูกต้องค่ะ ของฟรีไม่มีในโลก ยกเว้นวัคซีน แจกยังไง
เด็ก ๆ ที่โรงเรียนก็ไม่อยากรับ ร้องไห้กันจ้าละหวั่น
ส่งสุขปีใหม่ จากครูต๋อมนะคะ