
ความหมายของการขยายพันธุ์พืช
การขยายพันธุ์พืช ( Plant Propagation) หมายถึง การเพิ่มหรือทวีจำนวนต้นพืชให้มีมากขึ้นหรือหมายถึงการเพิ่มจำนวนพืชจากที่มีอยู่ แต่ไม่รวมถึงการเพิ่มจำนวนต้นพืชด้วยวิธีที่นำมาจากที่อื่น
การขยายพันธุ์พืชแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่
1. การขยายพันธุ์พืชโดยอาศัยเพศ ( Seed or Sexual propagation)
2. การขยายพันธุ์พืชโดยไม่อาศัยเพศ หรือใช้ส่วนต่างๆของต้น (Asexual propagation)
หลักการขยายพันธุ์พืช
การขยายพันธุ์พืชให้ประสบผลสำเร็จต้องมีความรู้ดังนี้คือ
1. ต้องมีทักษะในการขยายพันธุ์พืช ผู้ที่จะทำการขยายพันธุ์ไม่ว่าจะเป็นวิธีการตอนกิ่ง การต่อกิ่ง ติดตา และทาบกิ่ง จำเป็นที่จะต้องฝึกปฏิบัติเพื่อให้เกิดความชำนาญ
2. ต้องรู้จักโครงสร้างภายในต้นพืชและนิสัยการเจริญเติบโตของพืชและควรมีความรู้พื้นฐานทาง ด้านพฤกษศาสตร์ พืชสวน พันธุศาสตร์ และสรีรวิทยาของพืช ความรู้พื้นฐานเหล่านี้มีส่วนช่วยให้การขยายพันธุ์ประสบผลสำเร็จอย่างมาก
3. ต้องรู้จักชนิดของพืชและวิธีการขยายพันธุ์ที่ให้ผลแน่นอน ซึ่งพืชแต่ละชนิดมีความยากง่ายในการขยายพันธุ์แตกต่างกัน ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องทราบถึงเทคนิคต่างๆ ในพืชแต่ละชนิด ซึ่งความรู้อาจได้จากการศึกษาจากเอกสารทางวิชาการหรือจากผู้ที่มีประสบการณ์หรืออาจทำการศึกษาทดลองค้นคว้าด้วยตนเอง
ความสำคัญของการขยายพันธุ์พืช
- ความสำคัญต่อการดำรงพันธุ์ของพืช การขยายพันธุ์โดยอาศัยเพศมักทำให้เกิดการ กลายพันธุ์ ดังนั้นการที่จะคงพันธุ์พืชที่ดีไว้จึงจำเป็นที่จะต้องหาวิธีการขยายพันธุ์โดยวิธีการอื่นที่ไม่ก่อให้เกิดการกลายพันธุ์ โดยการขยายพันธุ์โดยไม่อาศัยเพศเช่น ตัดชำ ตอนกิ่ง ต่อกิ่งและทาบกิ่งเป็นต้น
2. เพื่อหาพันธุ์ใหม่ที่ดีกว่าเดิม เช่น การขยายพันธุ์โดยอาศัยเพศ หรือใช้เมล็ดเพาะปลูก ถึงแม้จะทำให้ มีโอกาสกลายพันธุ์ได้มาก แต่การกลายพันธุ์อาจได้พันธุ์ใหม่ที่มีลักษณะที่ดีกว่าเดิม เช่น ลำไยพันธุ์ต่างๆ ที่ปลูกในภาคเหนือ ซึ่งเป็นพันธุ์ที่นำมาจากประเทศจีน ต่อมามีการกลายพันธุ์เกิดขึ้นทำให้ได้ลักษณะพันธุ์ใหม่ที่มีคุณภาพดีกว่าพันธุ์เดิม
3. ความสำคัญต่ออาชีพเกษตร อาชีพเกษตรมีความผูกพันธ์กับการขยายพันธุ์พืชอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะสาขาพืช ไม่ว่าจะมีอาชีพปลูกพืชชนิดใด จะต้องเกี่ยวข้องกับการขยายพันธุ์เพื่อเพิ่มปริมาณอยู่ตลอดเวลา จึงควรอย่างยิ่งที่เกษตรกรสาขาพืชจะเรียนรู้หลักการและวิธีการขยายพันธุ์พืชที่ถูกต้อง และเหมาะสมเพื่อช่วยการประกอบอาชีพการเกษตรให้ประสบความสำเร็จและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย จงดลบันดาลให้ ท่านและครอบครัว พบแต่ความสุข ความเจริญตลอดไปเทอญ
งง งง งง งงทั้งวันไอ้น้อง
ไม่มากน้อง อย่างที่น้องคิด
นอนไม่หลับหวะไอ้น้อง แวะมาเยี่ยมตอนดึกหวะ
ผึ้งตอนพี่เรียนใช้เนื้อหานี้ครับ
Ethics
วิชา จริยธรรมสำหรับนักบริหาร ( รศ.ม.ร.ว.วุฒิเลิศ เทวกุล )
จริยธรรม ( Ethics )
ความหมาย
จริยธรรม มาจากคำ 2 คำคือ
- จริย หมายถึง ความประพฤติ
- ธรรม มีความหมายหลายอย่าง เช่น ความดี หลักคำสอนทางศาสนา หลักปฏิบัติ
ดังนั้น เมื่อคำทั้งสองมารวมกัน จริยธรรม ก็หมายถึง หลักความประพฤติหรือแนวทางแบบอย่างของความประพฤติ
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ให้คำจำกัดความจริยธรรม ไว้ว่า เป็นธรรมที่เป็นข้อประพฤติปฏิบัติ ศีลธรรม กฏศีลธรรม
ผลการสัมมนาของสำนักคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ เรื่อง จริยธรรมในสังคมไทย ปัจจุบัน ได้สรุปไว้ว่า
จริยธรรม หมายถึง แนวทางประพฤติปฏิบัติตนเพื่อการบรรลุถึงสภาพชีวิตอันทรงคุณค่าพึงประสงค์
ศาตราจารย์ ดร.วิทย์ วิศทเวทย์ และเสถียรพงษ์ วรรณปก ให้ความหมาย จริยธรรมไว้ว่า เป็นหลักคำสอนว่าด้วยความประพฤติเป็นหลักสำหรับให้บุคคลยึดถือปฏิบัติตน
กล่าวโดยสรุป จริยธรรม ก็คือ หลักการประพฤติปฏิบัติตนให้เป็นคนดี
โดยทั่วไป จริยธรรม มักอิงอยู่กับศาสนา เพราะคำสอนทางศาสนามีส่วนสร้างระบบจริยธรรมให้สังคม สำหรับในสังคมไทย จะเห็นได้ชัดเจนว่า หลักธรรมของพระพุทธศาสนาได้กำหนดหลักปฏิบัติไว้ให้พุทธศาสนิกชนปฏิบัติในชีวิตประจำวัน แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า จริยธรรมถูกกำหนดให้อยู่บนพื้นฐานคำสอนของศาสนาเพียงอย่างเดียว เพราะจริยธรรมยังมีมาจาก วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี อีกด้วย
บางท่านสรุปเอาว่า ความประพฤติที่มาจากคำสอนทางศาสนา เรียกว่า ศีลธรรม และความประพฤติที่พัฒนามาจากแหล่งอื่นว่า จริยธรรม ( คำสอนของนักปรัชญา )
ดังนั้น ถ้าจะพูดว่า ศีลธรรม และจริยธรรม เป็นอันเดียวกันก็คงได้
จริยธรรม ตรงกับความหมายในภาษาอังกฤษว่า Ethics , Ethicality , Ethical rules ซึ่งอาจหมายถึง ประมวลกฏหมายที่กลุ่มชนในสังคมหนึ่ง ๆ ยอมรับเป็นแนวควบคุมความประพฤติ
การใช้ Ethics ในความหมายนี้ ก็ตรงกับคำว่า จริยธรรม เช่น Medical Ethics ก็หมายถึง จริยธรรมทางการแพทย์
Ethics อีกความหมายหนึ่งที่ใช้ในภาษาของนักปรัชญา แปลว่า จริยศาสตร์ ซึ่งพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ให้ความหมายว่า เป็นปรัชญาสาขาหนึ่งที่ว่าด้วยความประพฤติ และการครองชีวิต ว่าอะไรดี อะไรชั่ว อะไรถูก อะไรควร อะไรไม่ควร
คำว่า “จริยธรรม” จึงอาจมีผู้รู้ให้คำอธิบายแตกต่างกันไปตามสาขาวิชา แต่ถ้าสรุป จริยธรรม ก็คือ กฏเกณฑ์ความประพฤติของมนุษย์ที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติของมนุษย์เอง คือ ความเป็นผู้มีปัญญา มีเหตุผลทำให้มนุษย์มีมโนธรรม รู้จักไตร่ตรองแยกแยะ ความดี-ความชั่ว ความถูก-ความผิด อะไรควร-ไม่ควร ทำให้เกิดการควบคุมตนเองและกลุ่ม หรือเป็นศีลธรรมเฉพาะกลุ่ม
ขอบเขตของจริยธรรม
อย่างไรก็ตาม คำว่า จริยธรรม มีความหมาย และขอบเขตกว้างขวาง ครอบคลุมไปถึงธรรมชาติ กฎระเบียบของสังคม กฎหมาย ศีลธรรม และค่านิยมของคนในสังคม
จริยธรรม จึงเป็นคำง่าย ๆ ที่ใช้อธิบายการประพฤติปฏิบัติร่วมกันของมนุษย์ในสังคม ซึ่งจะเกี่ยวพันกับปัจจัยต่าง ๆ 4 ประการ คือ 1. ธรรมชาติ
2. ตัวเราเอง
3. ผู้อื่น
4. ความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติ ตัวเราเอง และผู้อื่น
จริยธรรมของบุคคลหนึ่ง จึงอาจมีพื้นฐานมาจากธรรมชาติ เพราะมนุษย์ทุกคนมีพันธะหน้าที่ต่อธรรมชาติ และเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เช่น จะต้องรักษาธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมไว้ให้สมดุล ไม่ลักขโมย และทำร้ายเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ให้ความรักตนเองและผู้อื่น ซึ่งจะเห็นว่า มนุษย์ควรมีจริยธรรมทั้งต่อธรรมชาติ อันได้แก่ พืช สัตว์ ทรัพยากรต่าง ๆ ซึ่งถ้ามนุษย์มีการประพฤติปฏิบัติต่อธรรมชาติอย่างเหมาะสม เช่น ไม่ทำลายพืช สัตว์ สิ่งแวดล้อม และใช้ทรัพยากรโดยคำนึงถึงความยั่งยืนแล้ว ย่อมส่งผลดีต่อการดำรงชีวิตใน ทุกด้าน
ทุกวันนี้ เราใช้ทรัพยากรกันโดยไม่ประหยัด ขณะเดียวกันเราก็ทำลายสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ ทำให้เกิดผลกระทบต่อมนุษย์อย่างมาก เช่น มลภาวะที่เกิดจากน้ำเสีย อากาศเป็นพิษ อากาศเปลี่ยนแปลง ปรากฎความแห้งแล้งอย่างไม่เคยมีมาก่อน หรือบางภูมิภาคก็เกิดอุทกภัย เกิดแผ่นดินไหว ปรากฎการณ์ธรรมชาติเหล่านี้ ต้องยอมรับว่า ส่วนหนี่งเป็นเพราะมนุษย์เป็นผู้ทำให้เกิดขึ้น
ดังนั้น ถ้ามนุษย์มีจริยธรรมในการประพฤติปฏิบัติต่อธรรมชาติอย่างเหมาะสม ก็อาจลดปัญหาของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่มนุษย์เผชิญอยู่ในปัจจุบันได้
ที่มาของจริยธรรม
ที่มาของจริยธรรม อาจมาจากแหล่งต่าง ๆ ดังนี้
1. จริยธรรมที่เป็นทั้งธรรมชาติ กฏ หรือหลักการของธรรมชาติที่ปรากฏทั่วไป มีขอบเขตกว้างขวางครอบคลุมสสาร สิ่งแวดล้อม สภาพธรรมชาติทั่วไปที่เป็นรูปธรรม
2. จริยธรรมเป็นพฤติกรรม หรือการกระทำของมนุษย์ทั้งดีและไม่ดี ซึ่งอาจสัมผัสได้ด้วยอินทรีย์ทั้ง 6 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งหมด
3. จริยธรรม เป็นข้อกำหนดทางศาสนา ซึ่งจะเรียกว่า ศีลธรรม ( Morol Ethics ) เพราะศาสนาทุกศาสนาได้กำหนดหลักปฏิบัติไว้ เพื่อให้มนุษย์อยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข โดยมิต้องเบียดเบียน หรือทำร้ายซึ่งกันและกัน พุทธศาสนากำหนดหลักปฏิบัติพื้นฐานสำหรับฆราวาสคือ ศีล 5 ซึ่งได้แก่
- ไม่ฆ่าสัตว์
- ไม่ลักทรัพย์
- ไม่ประพฤติผิดในกาม
- ไม่พูดปด
- ไม่ดื่มสุรา
คำสอนของศาสนาใด ๆ ก็ตามเป็นสิ่งที่ศาสนาได้ปฏิบัติมาแล้ว และสั่งสอนให้ผู้อื่นปฏิบัติตาม จนเกิดผลดีงาม ไม่ว่าจะเป็นคำสอนของพุทธศาสนา อิสลาม หรือคริสต์ ก็ตาม
4. จริยธรรมมาจากค่านิยมต่าง ๆ ซึ่งแต่ละสังคมจะมีค่านิยมที่แตกต่างกันได้ เนื่องจากแต่ละสังคมมีความแตกต่างในเรื่องเชื้อชาติ ศาสนา ความเชื่อ วัฒนธรรม และประวัติความเป็นมา
5. ปรัชญา คือ วิชาที่ว่าด้วยหลักแห่งความรู้และความจริง สาระของปรัชญาจะกล่าวถึงลักษณะชีวิตที่พึงปรารถนาควรเป็นอย่างไร ธรรมชาติของมนุษย์ สภาพสังคมที่ดี ความคิดเชิงปรัชญาจะเป็นความเชื่ออย่างมีเหตุผล ปรัชญาจะกล่าวถึงความดี ความงาม ค่านิยม เพื่อจะได้ยึดถือ เป็นหลักปฏิบัติต่อไป
6. วรรณคดี เป็นหนังสือที่มีมาตรฐานทั้งด้านเนื้อหาสาระและคุณค่า ชาติที่เจริญแล้วจะมีวรรณคดีของตนเอง หนังสือวรรณคดีจะมีคำสอนที่เป็นแนวปฏิบัติได้ เช่น สุภาษิตพระร่วง โคลงโลกนิติ สุภาษิตสอนหญิง กล่าวได้ว่า วรรณคดีเป็นแหล่งกำเนิด หรือเป็นที่รวบรวมของจริยธรรมด้วย
7. สังคมแต่ละสังคมได้กำหนดวิธีปฏิบัติของสมาชิกไว้ ดังจะเห็นได้จากขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆที่ยอมรับสืบทอดกันมา
8. การเมืองการปกครอง ในระบอบการเมืองการปกครอง ได้มีการกำหนดข้อบังคับ ระเบียบกฏหมายของบ้านเมือง เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข และเพื่อความยุติธรรมโดยทั่วไป
ประโยชน์ของจริยธรรม
จริยธรรมจะมีประโยชน์เมื่อนำไปปฏิบัติ เพราะจริยธรรมเป็นหลักสำคัญสำหรับการปฏิบัติจริยธรรมมีประโยชน์ ดังนี้
1. ด้านตนเอง การปฏิบัติตามหลักจริยธรรมทำให้คนเราเป็นคนดี คนดีย่อมมีความสบายใจ อิ่มเอิบใจ เพราะได้ทำความดี จึงเป็นที่รักใคร่ชอบและชอบพอของคนอื่น นอกจากนี้หลักธรรม เช่น ความเพียร ความอดทน ความมีวินัย ยังช่วยให้ประสบความสำเร็จในการงานด้วย
2. ด้านสังคม คนดีย่อมทำประโยชน์แก่ตนเอง และคนอื่นด้วย การไม่ทำชั่วเป็นการลดภาระของสังคมที่ไม่ต้องแก้ปัญหา การทำดีจึงเป็นประโยชน์แก่สังคม และช่วยให้สังคมพัฒนาไปสู่ความเจริญ และเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่คนอื่น ๆ คนดีจึงเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณค่า
3 . ด้านการรักษาจริยธรรม จริยธรรมเป็นสิ่งที่ดีมีคุณค่า ทั้งแก่บุคคลและสังคม จะรักษาไว้ด้วยการปฏิบัติ เพราะถ้าไม่ปฏิบัติก็จะเป็นเพียงคำพูด หรือตัวหนังสือที่เขียนไว้ จะช่วยใครไม่ได้ทั้งสิ้น ดังนั้นการศึกษาจริยธรรมและนำไปปฏิบัติดี จึงเป็นการรักษาจริยธรรมให้คงอยู่ เช่นเดียวกับพระภิกษุสงฆ์สืบต่อพระพุทธศาสนาได้ด้วยการปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า พระพุทธศาสนาจึงดำรงมาได้จนถึงปัจจุบัน คน ทั่วไปก็สามารถรักษาจริยธรรมของศาสนาได้ด้วยการปฏิบัติเช่นเดียวกัน การปฏิบัติจึงให้คุณแก่ตน แก่สังคม และเป็นการรักษาจริยธรรมไว้ให้เป็นประโยชน์แก่อนุชนสืบ
4. การพัฒนาบ้านเมือง ต้องพัฒนาจิตใจก่อน หรืออย่างน้อยก็ต้องควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และอื่น ๆ ด้วย เพราะการพัฒนาที่ไม่มีมีจริยธรรมเป็นแกนนำก็จะสูญเปล่า เพราะทำให้บุคคลลุ่มหลงในวัตถุ และอบายมุขมากขึ้น การที่เศรษฐกิจต้องเสื่อมโทรม ประชาชนยากจน สาเหตุหนึ่งก็คือคนในสังคมละเลยจริยธรรม มุ่งแต่จะกอบโกยผลประโยชน์ส่วนตน ขาดความเมตตาปราณี แล้งน้ำใจ เห็นแก่ตัว โดยไม่คำนึงถึงคนอื่นและสังคมโดยส่วนรวม การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งการเมือง จึงไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร
5. จริยธรรมช่วยควบคุมมาตรฐาน รับประกันคุณภาพและปริมาณที่ถูกต้องในการประกอบอาชีพ ในการผลิต และในการบริการ ถ้าผู้ผลิตมีจริยธรรมก็จะผลิตสินค้าที่มีคุณภาพไม่ปลอมปน อะไรไม่ดีก็บอกว่าไม่ดี อะไรว่าดีก็บอกว่าดี จริยธรรมจึงเป็นเรื่องของความซื่อสัตย์สุจริต ยุติธรรม ช่วยให้มาตรฐานสินค้าดีมีคุณภาพ ลดปัญหาการคดโกงฉ้อฉล เอารัดเอาเปรียบ เห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ ตลอดจนความใจแคบไม่ยอมเสียสละ
ดังนั้นในภาพพจน์ที่ดีของผู้มีจริยธรรม เขาก็จะเห็นประโยชน์แก่ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน และมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่การงานและอาชีพอย่างแท้จริง
สรุปแล้ว จริยธรรมมีประโยชน์อย่างยิ่ง และเป็นพื้นฐานที่สำคัญของมนุษย์ทุกคนและทุกวิชาชีพหากบุคคลใด วิชาชีพใด ไม่มีจริยธรรมเป็นหลักยึดเบื้องต้นแล้ว ก็ยากที่จะก้าวไปสู่ความสำเร็จแห่งตน และวิชาชีพนั้น ๆ
องค์ประกอบของจริยธรรม
พฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับจริยธรรม อาจแบ่งได้เป็น 4 ประเภท
1. ความรู้เชิงจริยธรรม คือ มีความรู้ว่า อะไรควรทำ อะไรควรงดเว้น ลักษณะพฤติกรรมแบบไหนเหมาะสม หรือไม่เหมาะสม ความรู้เชิงจริยธรรม หรือความรู้เกี่ยวกับค่านิยมทางสังคมนี้ขึ้นอยู่กับ อายุ ระดับการศึกษา และพัฒนาการทางสติปัญญาของบุคคลด้วย
2. เจตคติเชิงจริยธรรม คือ ความรู้สึกของบุคคลเกี่ยวกับลักษณะ หรือพฤติกรรมเชิงจริยธรรมต่าง ๆ ว่า ตนชอบ หรือไม่ชอบลักษณะนั้น ๆ เพียงใด เจตคติเชิงจริยธรรมของบุคคลส่วนมากจะสอดคล้องกับค่านิยมในสังคมนั้น ๆ
เจตคติเชิงจริยธรรมของบุคคลมีความหมายกว้างขวางกว่าความรู้เชิงจริยธรรม เพราะเจตคติจะรวมทั้งความรู้ และความรู้สึกในเรื่องนั้น ๆ เข้าด้วยกัน ดังนั้น เจตคติเชิงจริยธรรมจึงสามารถทำนายพฤติกรรมเชิงจริยธรรมได้แม่นยำกว่าการใช้ความรู้เชิงจริยธรรมเพียงอย่างเดียว
3. เหตุผลทางจริยธรรม หมายถึง การที่บุคคลใช้เหตุผลในการเลือกที่จะกระทำ หรือเลือกที่จะไม่กระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง เหตุผลนี้จะแสดงให้เห็นเหตุจูงใจ หรือแรงจูงใจที่อยู่เบื้องหลังการกระทำของบุคคล
การศึกษาเหตุผลเชิงจริยธรรม ทำให้ทราบว่าบุคคลที่มีจริยธรรมในระดับแตกต่างกันอาจมีการกระทำที่คล้ายคลึงกันได้ นอกจากนี้การใช้เหตุผลเชิงจริยธรรมยังมีความสัมพันธ์กับพัฒนาการด้านอื่น ๆ ของบุคคลอีกด้วย เช่น การพัฒนาทางสติปัญญา อารมณ์ เป็นต้น
4. พฤติกรรมเชิงจริยธรรม หมายถึง การที่บุคคลแสดงพฤติกรรมที่สังคมนิยมชมชอบ หรือฝ่าฝืนกฏเกณฑ์ค่านิยมในสังคมนั้น
พฤติกรรมเชิงจริยธรรมที่สังคมนิยม ได้แก่ การเสียสละเพื่อส่วนรวม การช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก พฤติกรรมในทางลบ เช่นการคดโกง การลักขโมย ฯลฯ ผู้ที่มีจริยธรรมสูงจะงดเว้นไม่กระทำสิ่งเหล่านี้ พฤติกรรมเชิงจริยธรรมจึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ เพราะการกระทำในทางที่ดี หรือเลวของบุคคล ย่อมส่งผลโดยตรงต่อความผาสุก และความทุกข์ของสังคม
กระทรวงศึกษาธิการ ได้สรุปองค์ประกอบของจริยธรรมไว้ ดังนี้
1. ความรับผิดชอบ คือ มุ่งมั่นตั้งใจทำงานด้วยความพากเพียร พยายามปรับปรุงงานให้ดีขึ้น เพื่อให้บรรลุผลสำเร็จตามความมุ่งหมาย
2. ความซื่อสัตย์ คือการประพฤติปฏิบัติอย่างเหมาะสม และตรงต่อความเป็นจริง ทั้งกาย วาจา ใจ ต่อตนเอง และผู้อื่น
3. ความมีเหตุผล คือ ความรู้จักไตร่ตรองไม่หลงงมงาย มีความยับยั้งชั่งใจโดยไม่ผูกพันกับอารมณ์ และความยึดมั่นของที่มีอยู่เดิม
4. ความกตัญญูกตเวที กตัญญู หมายถึง การสำนึกในการอุปการคุณที่ผู้อื่นมีต่อเรา กตเวที คือการแสดงออก การตอบแทนบุญคุณ
5. การรักษาระเบียบวินัย คือ การควบคุมการประพฤติและปฏิบัติให้ถูกต้องกับจรรยามารยาท ศีลธรรม กฏข้อบังคับ และกฏหมาย
6. ความเสียสละ คือ ความละความเห็นแก่ตัว การให้ปันกับคนที่ควรให้ ด้วยกำลังกาย ทรัพย์ สติปัญญา
7. ความสามัคคี คือ พร้อมเพรียงเป็นน้ำหนึ่งน้ำใจเดียวกัน ร่วมมือกันกระทำกิจการใดให้สำเร็จลุล่วงด้วยดี โดยเห็นกับประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน
8. การประหยัด คือ การใช้สิ่งทั้งหลายให้พอเหมาะพอควร ให้ได้ประโยชน์มากที่สุด
9. ความยุติธรรม คือการปฏิบัติด้วยความเที่ยงตรง สอดคล้องกับความเป็นจริง และเหตุผลไม่ลำเอียง
10. ความอุตสาหะ คือ ความพยายามที่จะกระทำให้เกิดความสำเร็จในงาน
11. ความเมตตากรุณา คือ ความปรารถนาจะให้ผู้อื่นเป็นสุข ความสงสารที่จะช่วยให้ผู้อื่นพ้นทุกข์
ความสำคัญของจริยธรรม
จริยธรรม มีความสำคัญและเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับมนุษย์มาก เพราะจริยธรรมเป็นทั้งธรรมชาติและเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของมนุษย์
เป็นที่ยอมรับว่า จริยธรรมที่ดี จะเป็นปัจจัยพื้นฐานที่จะช่วยให้สังคมมีความสุขสงบ และพัฒนาไปอย่างมีระบบ
จริยธรรมที่ดียังเป็นปัจจัยพื้นฐานในการเอื้อประโยชน์ให้กับธรรมชาติ ทำให้มนุษย์สามารถมีชีวิตได้อย่างมีความสุข
ระดับจริยธรรม
จริยธรรมที่มีอยู่ในมนุษย์ทุกคนมี 2 ระดับ
1. จริยธรรมที่มีอยู่ในชีวิตประจำวัน หมายถึง จริยธรรมที่มีในตัวบุคคล เป็นจริยธรรมที่สังคมเห็นว่าดีงาม
2. จริยธรรมในการทำงาน คือ จริยธรรมที่ไม่หลุดไปจากจริยธรรมในชีวิตประจำวัน
บุคคลต้องนำ 2 ส่วนนี้มาประกอบกันเพื่อความสำเร็จในอาชีพ
จริยธรรมที่มีอยู่ในชีวิตประจำวัน ยังแบ่งออกได้เป็น 2 ระดับคือ
1. จริยธรรมระดับบุคคล เป็นเรื่องจริยธรรมสำหรับทุกคนที่ยึดถือประจำใจ และเป็นแนวปฏิบัติของตน
2. จริยธรรมระดับสังคม เป็นจริยธรรมของกลุ่มคนส่วนรวม ที่จะสะท้อนให้เกิดเป็นจริยธรรมส่วนบุคคล ทำให้บุคคลในสังคมเดียวกันมีจริยธรรมไปในทิศทางที่คล้อยตามกัน
จริยธรรมในการทำงาน เป็นการกล่าวถึงความประพฤติ หรือการปฏิบัติของบุคคลเพื่อความสำเร็จในงาน
Wood & Dovel ได้แบ่งระดับจริยธรรมในการทำงาน ดังนี้
1. การจัดการอย่างไม่เป็นจริยธรรม เป็นการกระทำที่มุ่งหวังผลประโยชน์ของตนเองโดยไม่คำนึงถึงผู้อื่น มองกฏเกณฑ์และระเบียบต่าง ๆ ว่าเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติ และทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องได้ เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง
2. การจัดการอย่างมีจริยธรรม คือ การจัดการที่เต็มไปด้วยคุณธรรมและจริยธรรม บริหารงานโดยคำนึงถึงความยุติธรรมและความถูกต้อง
3. การจัดการอย่างไม่สนใจเรื่องของศีลธรรม หมายถึง การบริหารที่แม้จะไม่ให้ความสนใจเรื่องของพฤติกรรมและความถูกต้อง แต่ก็ไม่ได้ตั้งใจทำผิดจริยธรรม การกระทำที่ไม่ถูกต้องอาจเกิดขึ้นโดยความตั้งใจ หรือการเข้าใจในเรื่องจริยธรรมอย่างไม่ถูกต้อง
ในทางพุทธศาสนา ได้แบ่งระดับจริยธรรมออกเป็น 2 ระดับ
1. ระดับโลกิยธรรม ได้แก่ ธรรมอันเป็นวิสัยของโลก เช่น ศีล 5 การปฏิบัติตามโลกิยธรรมมุ่งให้บุคคลในสังคมอยู่รวมกันอย่างสันติสุข ไม่ทำชั่ว สร้างแต่ความดี และทำจิตใจให้บริสุทธิ์ เป็นการนำเอาพุทธโอวาท มาปฏิบัติ
จริยธรรมในระดับโลกิยธรรม นอกจากคำสอนทางศาสนาแล้ว ยังเกี่ยวกับจารีต ประเพณี ระเบียบ กติกา วัฒนธรรม กฏหมาย เป็นต้น
2. ระดับโลกุตรธรรม ได้แก่ เป็นอันมิใช่โลก ผู้บรรลุธรรมในระดับนี้ จัดเป็นอริยบุคคล คือ ผู้พ้นจากกิเลส
จริยธรรมทั้งสองระดับนี้มีความสำคัญอยู่ที่การประพฤติปฏิบัติ หากได้ฝึกฝนไปตามลำดับก็จะบรรลุโลกุตรได้
แหล่งการอบรมจริยธรรม
การอบรมจริยธรรมของไทย มีแหล่งการอบรมที่สำคัญ คือ วัด และโรงเรียน
วัด เด็กไปอยู่วัดเพื่อปรนนิบัติพระภิกษุ ได้เรียนหนังสือ ขณะเดียวกันก็ได้รับการปลูกฝังจริยธรรมไปด้วย และเมื่อถึงวัยบวชเป็นสามเณรได้ บิดามารดา ก็จะจัดให้บรรพชาเป็นสามเณร และเมื่อถึงวัยจะเป็นพระภิกษุได้ ก็จะได้รับการอุปสมบทให้เป็นพระภิกษุ
การอบรมสั่งสอนจริยธรรม มักจะเน้นหนักทางด้านศีลธรรมตามแนวพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นการอบรมสั่งสอนที่ดี เพราะบิดา มารดา ก็มีศรัทธาในพระพุทธศาสนาอยู่แล้ว
การอบรมส่วนใหญ่ซึ่งกระทำโดยพระภิกษุ ก็จะเน้นเรื่อง การทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ก็เป็นการวางกรอบให้บุคคลปฏิบัติในสิ่งที่ดีงาม และละเว้นความชั่ว
ในอดีตสังคมไทยให้ความสำคัญกับผู้ที่อุปสมบทเป็นพระภิกษุมาก เรียกผู้ผ่านการอุปสมบทว่า “ บัณฑิต ” ซึ่งหมายถึง ผู้รู้ผิดชอบชั่วดี บิดา มารดา ซึ่งมีศรัทธาในพระพุทธศาสนาก็ปลูกฝังศรัทธาข้อนี้ให้บุตรด้วย ดังนั้น เวลาบุตรไปบวชจึงเป็นการบวชโดยมีศรัทธาเป็นพื้นฐาน การอบรมศีลธรรมจึงได้ผลดี ต่อมาสภาพสังคมเปลี่ยนไป บุตรธิดาต้องใช้เวลาศึกษาในโรงเรียนหลายปี บิดา มารดา ใช้เวลาทำมาหากินมากขึ้น ประกอบกับความก้าวหน้าทางวิทยาการสาขาต่าง ๆ โดยเฉพาะวิทยาศาสตร์ ทำให้คนรุ่นใหม่เชื่อถือในสิ่งที่ตนเห็น และเชื่อในเหตุผลมากขึ้น การสอนจริยธรรมและศีลธรรมที่เดิมอยู่บนรากฐานของความศรัทธาจึงเกิดผลกระทบขึ้นแม้การอุปสมบทก็มีคนศรัทธาน้อยลง ทำให้การคาดหวังให้ผู้ผ่านการอุปสมบทเป็นบัณฑิตก็ค่อย ๆ หายไป
มาถึงยุคกรุงรัตนโกสินทร์ครบรอบ 200 ปี มีการฟื้นฟูพระพุทธศาสนา พร้อมทั้งความเชื่อว่าพระพุทธศาสนาจะช่วยให้สังคมไทยยั่งยืนต่อไปได้ จึงมีการอธิบายเปรียบเทียบและยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมในการสอนเรื่อง นรก สวรรค์ มีการเน้นในเรื่องจิตใจเป็นสำคัญ ทำให้คนเริ่มสนใจศาสนา และจริยธรรมมากขึ้น
โรงเรียน การสอนจริยธรรมในโรงเรียน ยังมีลักษณะเหมือนเดิมคือ ผู้สอนจะให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพุทธประวัติ ศาสนพิธี ศีล ข้อธรรมต่าง ๆ แก่นักเรียน นักเรียนก็มีหน้าที่จำข้อสอบส่วนใหญ่จึงเป็นเรื่องของความจำ ถ้านักเรียนจำได้มาก ก็จะได้คะแนนดี
ในระยะหลัง มีการตื่นตัวเกี่ยวกับการสอนจริยธรรม โดยการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อจัดทำหลักการและวิธีการสอนจริยศึกษาสำหรับใช้สอนนักเรียน นักศึกษา และประชาชน และได้กำหนดคุณลักษณะของคนไทยที่มีความจำเป็นจะต้องปลูกฝังไว้ 10 ประการ คือ
1. มีระเบียบวินัย
2. มีความซื่อสัตย์ สุจริต ยุติธรรม
3. ขยัน ประหยัด และยึดมั่นในสัมมาชีพ
4. สำนักในหน้าที่ และความรับผิดชอบต่อสังคม และประเทศชาติ
5. รู้จักคิดริเริ่ม วิจารณ์ และตัดสินใจอย่างมีเหตุผล
6. กระตือรือร้นในการปกครองระบอบประชาธิปไตย รักและเทิดทูน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
7. มีพลานามัยสมบูรณ์ ทั้งร่างกายและจิตใจ
8. รู้จักพึ่งตนเอง และมีอุดมคติ
9. มีความภาคภูมิ และรู้จักทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมและทรัพยากรของชาติ
10. มีความเสียสละ เมตตาอารี กตัญญูกตเวที กล้าหาญ และสามัคคีกัน
และการจัดการสอนจริยศึกษาตามหลักการดังกล่าว ถือเอาหลักไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ และปัญญา เป็นสำคัญ และมีการพิมพ์คู่มือการสอนจริยธรรมศึกษาขึ้นหลายเล่ม ในด้านการสอนก็มีการกำหนดให้เหมาะสมกับผู้เรียนแต่ละระดับ
สรุปแล้ว การสอนจริยศีกษา ก็คือ ได้นำเอาพระพุทธศาสนามาประยุกต์ และผสมผสานเข้ากับความรู้ด้านการศึกษา และจิตวิทยาได้อย่างดี
ในระยะหลัง กรมวิชาการได้จัดทำแผนงานขึ้น เช่น การประชุมทางวิชาการเกี่ยวกับจริยธรรมการสร้างเครื่องมือวัดระดับพัฒนาการทางจริยธรรม การศึกษาหารูปแบบของการสอนเสริมสร้างพัฒนาการทางจริยธรรม โดยได้นำรูปแบบการสอนมาทดลองใช้ 2 รูปแบบ คือ การปรับพฤติกรรม และการสอนเสริมสร้างเจตคติ ทั้งในระดับประถม และมัธยม สำหรับแบการปรับพฤติกรรม เป็นวิธีสอนโดยประยุกต์หลักพฤติกรรมไปใช้สอน เพื่อเสริมสร้างให้นักเรียนเกิดจริยธรรมที่ต้องการ
ส่วนรูปแบบการเสริมสร้างเจตคติ เป็นวิธีการสอนที่เน้นที่ตัวนักเรียน ทั้งจิตใจและการกระทำด้วยการพยายามส่งเสริมศักยภาพของนักเรียน ผสมผสานกับการสร้างพฤติกรรม โดยให้นักเรียนได้ใช้ความสามารถของตนมารับผิดชอบในการเรียนรู้ คือ ให้นักเรียนเกิดเจตคติขึ้นในตัวเองก่อน เมื่อพอใจก็จะรับผิดชอบโดยครูไม่ต้องบอก ให้เขาใช้ความคิดและการตัดสินใจควบคู่ไปด้วย
* * * * * * * * * *
วิชา จริยธรรมสำหรับนักบริหาร ( รศ.ม.ร.ว.วุฒิเลิศ เทวกุล ) บรรยายเมื่อวันอาทิตย์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2548
จริยธรรมในทัศนะของเพลโต
1. ชีวิตมนุษย์ควรมีจุดหมายเพื่อปลดเปลื้องความทุกข์
2. คุณธรรม 4 ประการ
2.1. ปัญญา
2.2. ความกล้าหาญ , ความกล้าหาญในการทำความดี , ( ก่อนชนะศัตรูควรเอาชนะใจของตนเองก่อน )
2.3. ความรู้จักประมาณตน เป็นปัจจัยที่ควบคุมประสาทสัมผัสของชีวิตด้วยเหตุผลเพื่อสร้างวินัยให้กับชีวิต , รู้จักศักยภาพในตัวเอง
2.4. ความยุติธรรม แสดงให้เห็นถึงความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ , เมตตา , ขจัดความลำเอียง
จริยธรรมในทัศนะของอริสโตเติล
1. มนุษย์ต้องดำเนินชีวิตไปตามหลักเหตุผล
2. การดำเนินชีวิตของมนุษย์ควรปฏิบัติไปตามทางสายกลาง , ทำชีวิตให้สงบ , เน้นในเรื่องของจิตใจ
3. ความดีของมนุษย์มี 3 ประการ
3.1. ความดีภายนอก หมายถึง ความดีที่เกิดจากการกระทำของคนนั้น ๆ แล้วได้สิ่งตอบแทน
3.2. ความดีทางวิญญาณ เช่น การทำความดีด้วยจิตวิญญาณ , การทำงานด้วยจิตวิญญาณที่ดี
3.3 ความดีทางร่างกาย หมายถึง ร่างกายของมนุษย์ ที่มีสุขภาพกายที่ดี ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ
จริยธรรมที่มาจากศาสนา
ศาสนาเป็นแหล่งรวบรวมคำสอนและหลักปฏิบัติในกระทำความดี ละเว้นความชั่ว , เป็นตัวกำหนดศีลธรรม , จรรยา , ศีลธรรม เพื่อให้มนุษย์มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ , การประพฤติปฏิบัติในด้านจริยธรรมยิ่งมากก็ยิ่งเหมือนเข้าใกล้ต่อศาสนาเท่านั้นฯ
หลักจริยธรรมของพระพุทธศาสนา
สอนให้ประพฤติตามหลักสัจธรรมที่เป็น อกาลิโก คือเราสามารถที่จะนำหลักธรรมของพระพุทธศาสนามาปฏิบัติได้โดยไม่จำกัดกาลเวลาในการปฏิบัติ สอนให้อยู่ในสังคมด้วยความเมตตา มากกว่าจะแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน , มุ่งสอนให้เกิดความพอดี หรือที่เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา การเดินทางสายกลาง
หลักจริยธรรมของพระพุทธศาสนา สามารถนำมาใช้เป็นหลักการดำเนินชีวิต
โดยมีหลักการครองเรือน ( สมชีวธรรม ) การมีธรรมเครื่องเป็นอยู่ที่เสมอภาคกัน
1. สมสัทธา มีความเชื่อเสมอกัน , มีทัศนคติตรงกัน , มีความเลื่อมใสในศาสนาเสมอกัน
2. สมสีลา มีศีลเสมอกัน , มีระเบียบวินัย , มีใจบุญกุศลเสมอกัน
3. สมจาคะ เป็นผู้มีใจเสียสละ , มีใจบุญกุศลเท่ากัน
4. สมปัญญา มีปัญญาความรู้เรื่องคุณธรรม , มีการศึกษาเท่ากัน
จริยธรรมสำหรับบิดามารดา
1. ห้ามลูกกระทำความชั่ว
2. สอนให้กระทำความดี
3. ให้การศึกษาศิลปวิทยา ( พร้อมทั้งส่งเสริมให้ลูกได้ศึกษาหาความรู้ให้ได้มากที่สุด )
4. มอบสมบัติให้ปกครอง
5. หาคู่ครองที่ดีให้ ( โดยมีการแนะนำเรื่องการเลือกคู่ครองที่ดีให้ )
จริยธรรมสำหรับบุตร – ธิดา
1. เลี้ยงดูตอบแทนพ่อแม่
2. ช่วยเหลือกิจการงานของท่าน
3. ดำรงวงศ์สกุลให้เจริญก้าวหน้า
4. ทำตนให้เป็นผู้ควรได้รับทรัพย์มรดก
5. ทำบุญอุทิศไปให้ท่านเมื่อท่านล่วงลับไปแล้ว
จริยธรรมสำหรับนักเรียน – นักศึกษา (หัวใจนักปราชญ์)
1. สุ – สุตตะ ฟังอย่างตั้งใจ
2. จิ – จิตตะ คิดตามไตร่ตรอง
3. ปุ – ปุจฉา ให้ถามหากสงสัย
4. ลิ – ลิขิต จดไว้อ่านดูกันลืม
อิทธิบาท 4 ธรรมที่จะก่อให้เกิดความสำเร็จในการดำเนินกิจการต่าง ๆ
1. ฉันทะ มีความพอใจรักใคร่ในสิ่งที่กระทำ
2. วิริยะ มีความเพียรพยายามในการประกอบสิ่งนั้น
3. จิตตะ เอาใจใส่ในสิ่งที่กระทำอยู่
4. วิมังสา หมั่นไตร่ตรองพิจารณาในการกระทำ
หลักจริยธรรมสำหรับปลูกฝังตัวเอง
1. การพึ่งตนเอง ขยันหมั่นเพียร และมีความรับผิดชอบ
2. การประหยัด รู้จักอดออม
3. การมีระเบียบวินัย และเคารพกฏหมาย
4. การปฏิบัติตามคุณธรรมของศาสนา
5. ความรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์
คุณธรรม 4 ประการ ตามพระบรมราโชวาท ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน
1. รักษาความสัจ
2. การรู้จักข่มใจตนเอง
3. การอดทด
4. การรู้จักละวางความชั่ว
หลักจริยธรรมในศาสนายิว
1. อย่ามีพระเจ้าอื่นต่อหน้าเรา
2. อย่าทำรูปเคารพพระเจ้าใด ๆ
3.อย่าออกนามพระยะโฮวาโดยเปล่าประโยชน์
4. อย่าทำงานให้วันสปาโต ( วันเสาร์ )
5. นับถือบิดา มารดา
6. อย่าฆ่าคน
ยังมีหน้ามาหลอกเขาอีกน่ะ ให้กลับไปทำงานก่อนเถอะ
โดนแน่
วันนี้พี่ไปที่วัด เพราะว่าต้องไปซ้อมพิธีต่างๆ อากาศร้อนมากเลย ว่ะไอ้น้อง
คงได้อันดับที่1แน่ ฮ่าๆๆๆๆๆ
นำพรแก่ท่านและครอบครัว
ยะถา วาริวะหา ปูรา ปะริปูเรนติ สาคะรัง
เอวะเมวะ อิโต ทินนัง เปตานัง อุปะกัปปะติ
บรรดาแม่น้ำในห้วยหนองคลองบึงบางต่างๆ
ย่อมไหลลงไปสู่มหาสมุทรสาครให้เต็มเปี่ยมฉันใด
ด้วยอำนาจกุศลผลสุจริตทาน ที่ท่านทั้งหลาย
ได้กระทำมาแล้วโดยชอบจงเข้าไปสำเร็จแก่เปรตชนทั้งหลาย
มีมารดาบิดา ปู่ย่า ตายาย ญาติ มิตรสหาย เป็นต้น
ที่ล่วงลับไปแล้ว ยังปรโลกฉันนั้นเถิด
อิจฉิตัง ปัตถิตัง ตุมหัง ขิปปะเมวะ สะมิชฌะตุ
สัพเพ ปูเรนตุ สังกัปปา จันโท ปัณณะระโส ยะถา
มะณิ โชติระโส ยะถา
ความปรารถนาอันใด ที่ท่านทั้งหลายตั้งไว้แล้วโดยชอบ
จงเข้าไปสำเร็จสมดังความมุ่งมาดปรารถนาอย่าได้ช้า
อย่าได้นาน ความดำระในใจอันใด ที่ท่านทั้งหลาย
ดำริไว้แล้วโดยชอบ จงสมบูรณ์โดยชอบ
สมดั่งมโนรสทุกอย่างทุกประการ
อนึ่งเล่า พระจันทณ์อันมณฑลย่อมโสภณ
ในวันเพ็ญปุรณมีดิถีที่ ๑๕ ค่ำแล
มีฉันใด ขอความปรารถนาของท่านทั้งหลาย
จงเข้าไปเต็มเปี่ยมฉันนั้นเถิด
อนึ่งเล่าแก้วมณีอันมีนามว่าโชติรส
ย่อมยังความปรารถนาของพระเจ้าจักรพรริดราช
ให้สำเร็จได้ฉันใด ขอความปรารถนาของท่านทั้งหลาย
จงเข้าไปสำเร็จฉันนั้นเถิด
สัพพีติโย วิวัชชันตุ สัพพะโรโค วินัสสะตุ
มา เต ภะวัตวันตะราโย สุขี ทีฆายุโก ภะวะ
เสนียดจัญไรทั้งหลาย จงเสื่อมสูญหาย
สรรพทุกข์ สรรพโศก สรรพโรค สรรพภัย
จงพินาศสูญไป
ขอสรรพอันตรายทั้งหลาย จงอย่าได้มา
พ้องพานในจิตสันดานของท่านทั้งหลาย
ขอท่านทั้งหลายจงมีความสุข มีอายุยืน
ทุกคืนวัน มิได้ขาด
อะภิวาทะนะสีลิสสะ นิจจัง วุฑฒาปะจายิโน
จัตตาโร ธัมมา วัฑฒันติ อายุ วัณโณ สุขัง พะลัง
อนึ่งเล่า วุฒิธรรม ๔ ประการ คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ
ย่อมเจริญแก่บุคคลผู้เคารพนบนอบในวุฒิบุคคล
(คือ ชาติ วุฑโฒ ผู้เจริญโดยชาติ,
วยวุฑโฒ ผู้เจริญโดยวัย,
คุณวุฑโฒ ผู้เจริญโดยคุณ เป็นนิตย์
กิจเหล่านี้ เป็นอันว่าท่านทั้งหลาย
ได้บำเพ็ญมาแล้วโดยชอบ)
วุฒิธรรม ๔ ประการ คือ
อายุ ขอให้ท่านทั้งหลาย
จงมีอายุยืนยง คงทน ตลอดไปชั่วอายุขัย,
วรรณะ ขอให้ท่านทั้งหลาย
จงมีผิวพรรณผ่องใส สะอาดปราศจากมลทิน
เหมือนพระจันทร์อันโสภณในวันเพ็ญปุรณมี,
สุขะ ขอให้ท่านทั้งหลาย
จงมีความสุขกาย สบายจิตเป็นนิมิตเครื่องหมาย
ตลอดไปทุกอิริยาบถ,
พละ ขอให้ท่านทั้งหลาย จงปรากฎสมบูรณ์ด้วยกำลังกาย
และวาจา ทั้งกำลังปัญญาและกำลังทรัพย์
พร้อมทั้งลาภยศ (วัฑฒันตุ ขอให้พรทั้งหลาย
ที่บรรยายมานี้ จงปรากฎวัฒนาการให้ได้
ประสบความสำราญทุกเมื่อ)
ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา
สัพพะพุทธานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต
๑) ขอสรรพสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคลจงเกิดมี
๒) ขอทวยเทพเจ้าเหล่าอทิสสมานกาย
ซึ่งสถิตอยู่ในที่ทุกสถานวิมานมาศ
จงช่วยวางอำนาจปกครองป้องกันท่านทั้งหลาย
ด้วยอานุภาพแห่งพระพุทธเจ้าทั้งปวง
๓) ขอสรรพสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคล
จงเกิดมีแก่ท่านทั้งหลายให้ได้บำเพ็ญ
กุศล มีทาน ศีล ภาวนา เป็นต้น
ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาสืบไปสิ้นกาลนาน
สมดังปณิธานความปรารถนาจงทุกประการเทอญ
ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา
สัพพะธรรมานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต
๑) ขอสรรพสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคลจงเกิดมี
๒) ขอทวยเทพเจ้าเหล่าอทิสสมานกาย
ซึ่งสถิตอยู่ในที่ทุกสถานวิมานมาศ
จงช่วยวางอำนาจปกครองป้องกันท่านทั้งหลาย
ด้วยอานุภาพแห่งพระธรรมทั้งปวง
๓) ขอสรรพสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคล
จงเกิดมีแก่ท่านทั้งหลายให้ได้บำเพ็ญ
กุศล มีทาน ศีล ภาวนา เป็นต้น
ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาสืบไปสิ้นกาลนาน
สมดังปณิธานความปรารถนาจงทุกประการเทอญ
ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา
สัพพะสังฆานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต
๑) ขอสรรพสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคลจงเกิดมี
๒) ขอทวยเทพเจ้าเหล่าอทิสสมานกาย
ซึ่งสถิตอยู่ในที่ทุกสถานวิมานมาศ
จงช่วยวางอำนาจปกครองป้องกันท่านทั้งหลาย
ด้วยอานุภาพแห่งพระสงฆ์ทั้งปวง
๓) ขอสรรพสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคล
จงเกิดมีแก่ท่านทั้งหลายให้ได้บำเพ็ญ
กุศล มีทาน ศีล ภาวนา เป็นต้น
ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาสืบไปสิ้นกาลนาน
สมดังปณิธานความปรารถนาจงทุกประการเทอญ
ดู ดูเอา อยากติดกล้องมากขนาดนั้นเลยหรือไอ้น้อง น่าสงสาร