ตามจุดอันตรายที่มีน้ำเชี่ยวกราด ทุกคนก็มีเสื้อชูชีพหมด แต่ด้วยน้ำเชี่ยวกราดและลึกบางตอนก็อันตราย กระแทกกับหิน ขอนไม้เรือคว่ำเป็นระยะก็ต้องช่วยกัน ความสนุกสนานก็อยู่ที่จุดอันตรายรอลุ้นว่าลำไหนผ่านได้ ลำไหนคว่ำ

 

วันเสาร์ที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๕๒ ทริปล่องแก่งวังสายทองก็เริ่มขึ้น โดยพรรคพวกคอเดียวกัน  จากภูเก็ต ๓ คน  ผอ.พรรณมาจากสุราษฎร์ธานี ๒ คน จากหาดใหญ่และกระบี่ ๒ คน  ผู้เขียนเสริทเส้นทางจากกูเกิ้ลว่าไปทางไหนใกล้ที่สุด ขนาดกางแผนที่ตลอดก็ยังหลงมาตลอดทางเช่นกัน โดยออกจากภูเก็ต ๐๖.๓๐ น. มาสบทบกับเพื่อนที่มาจากสุราษฎร์ ที่ อ. ย่านตาขาว แวะทานบะหมี่เกี๋ยวที่ตลาดย่านตาขาวเดินทางต่ออีก ๑ ชม.ก็ถึง น้ำตกวังสายทอง อ.มะนัง จ.สตูล  


ผอ.ณภัทร จองที่พักไว้ที่วังแว่นรีสอร์ท  พอมาถึงเกือบถอดใจ  เพราะวังแว่นฯ มีเต็นท์กางเต็มพื้นที่ เสียงเครื่องขยายเสียงดังเหมือนงานวัด  เราต้องการหนีความวุ่นวายมาหาความสงบ  กลับมาพบความอึกทึกอีกหรือนี่  คุณกมลธรรม  วิไลรัตน์ เจ้าของวังแว่นฯ ออกมาต้อนรับและบอกว่า "พี่ใจเย็น ๆ เดี๋ยวผมจะพาพี่ขึ้นไปพักที่ภูผาล้อมโฮมสเตย์  ห่างไปทางต้นน้ำประมาณ ๓ กม." แล้วเจ้าของวังแว่นก็นำรถของเราขึ้นไปที่พัก เป็นถนนลาดยางสัก ๒ กม.และต่อด้วยถนนลูกรังอีกประมาณ ๑ กม. เลียบชายเขาทำให้คนขับหวาดเสียวพอสมควร  แต่พอไปถึงที่พักโลกนี้ก็เป็นของเราทันที  เพราะเครื่องมือสื่อสารไม่มีสัญญาณ  เราวางสัมภาระ  ซึ่ง ผอ. ณภัทรแวะซื้อ ปู ปลา กุ้งหอย สด ๆ มาจาก ตลาด อ.ละงู อัดน้ำแข็งมาเต็มลังโฟม  คุณวิรัตน์ เจ้าของที่พัก"ภูผาล้อม" ก็จัดเตรียมอุปกรณ์มาให้พวกเรา ณ ศาลากิจกรรมแถมติดตั้งทีวีให้พอมีเสียงแปลกปลอมนอกจากสายน้ำกระทบโขดหิน  และเสียงแมลงป่า  คุณกมลธรรมบอกเราว่าจะมีคณะพยาบาล แพทย์ และเจ้าหน้าที่จาก ร.พ.หาดใหญ่มาสมทบด้วยอีกประมาณ ๕๐ คน แต่เขามาล่องแก่งอย่างเดียวไม่ค้างคืน  

เมื่อทุกคนมาพร้อมประมาณ บ่ายสามเศษ ๆ เจ้าของวังแว่นก็ปล่อยเรือแคนนูลงน้ำทีละลำ  นั่ง ๒ คนต่อลำคนที่พายเองได้ก็พายไปคนที่พายเองไม่ได้ก็มีฝีพายให้  เราในฐานะวีไอพีสุด ๆ ก็เลยไปกับเจ้าของวังแว่น รั้งท้ายคณะเนื่องจากต้องคอยช่วยเหลือลูกทัวร์ ตามจุดอันตรายที่มีน้ำเชี่ยวกราด  ทุกคนสวมเสื้อชูชีพหมด  แต่ด้วยน้ำเชี่ยวกราดและลึกบางตอนก็อันตราย กระแทกกับหิน ขอนไม้เรือคว่ำเป็นระยะก็ต้องช่วยกัน  ความสนุกสนานก็อยู่ที่จุดอันตรายรอลุ้นว่าลำไหนผ่านได้ ลำไหนคว่ำ

๒ ชม.ในลำน้ำที่เชี่ยวกราด  จะเห็นสัจธรรมที่ว่าชีวิตคนเราก็เหมือนสายน้ำที่บางช่วงเชี่ยวกราด  รีบร้อน บางช่วงนิ่งลึกบางช่วงไหลเรื่อยเอื่อยไปตามธรรมชาติ  ไม่เร่งรีบร้อนรน

สองฝั่งลำน้ำเต็มไปด้วยดงไผ่ ดงหวาย สวนผลไม้ของชาวบ้านและรีสอร์ทเป็นระยะ ๆ คุณกมลธรรมบอกว่าถ้ามาหน้าผลไม้ ก็จะแวะให้เก็บผลไม้ได้ทุกสวนฟรี โอ้ละล้า...แบบนี้ต้องมาอีก เพราะมันเต็มไปด้วยมังคุด เงาะ ลองกอง ทุเรียน  

เมื่อถึงปลายทางพวกจาก ร.พ.หาดใหญ่ก็กลับ ส่วนพวกเรากลับที่พักไปลอยคออยู่ในแอ่งน้ำใกล้ ๆ ที่พักต่ออีกเล็กน้อย แล้วขึ้นมาเปลี่ยนเสื้อผ้า เตรียมอาหาร มื้อเย็น ผอ.ณภัทรหมักหมูไว้ก่อนลงเรือเพื่อทำบาบิคิว เรามีหน้าที่หั่นหมูให้ชิ้นสวย ๆ มะเขือเทศ แตงกวา หอมใหญ่ พริกชี้ฟ้า มีอะไรก็ั่หั่นหมด น้องโอมช่วยกันเสียบไม้วางบนเตาที่คุณป้าแม่เจ้าของภูผาล้อมเตรียมเครื่องปิ้งย่างให้เราพร้อมเสร็จสรรพ

โอ้..ฝีมือเราได้บาบิคิวหน้าตาดีไม่เบานะนี่ แอบภูมิใจเล็ก ๆ แล้ว ปู ปลา กุ้ง หอย ก็ทยอยกันขึ้นสู่เตาย่าง คุณชุทำน้ำจิ้มซีฟูดสูตรสะเด็ดเผ็ดอย่าบอกใคร ไวน์อย่างดีจากด่านสะเดาก็ถูกเปิดมาละเลียด ท่ามกลางเสียงสายน้ำ ประสานเสียงกับแมลงป่า สักพักใหญ่เจ้าของวังแว่นก็ยกข้าวปลาอาหารขึ้นมาสมทบ...ลูกเรือตอนกลางวันเข้ามาแจม  น้อง ๆ จากสงขลาที่พาครอบครัวมาพักผ่อนบริเวณเดียวกันกับเราถูกเรียกมาสมทบ  เพื่อความครื้นเครงพวกคอเดียวกัน  เรามีหน้าที่ทำให้อาหารสุก  แล้วยัดเยียดให้ฝีพายกินให้หมด  เพราะเตรียมอาหารสดมามากเกินไป อิ่มแล้วต่างคนต่างแยกย้ายกันไปนอน  บ้านใครบ้านมัน

เช้าตื่นขึ้นมาวางโปรแกรมต่อจะไปถ้ำภูผาเพชร ที่สวยติดอันดับโลก

        

 

แต่ฝนดันตกลงมา เลยเปลี่ยนเส้นทางจะไปไหว้พระที่วัดพระยอด  อ.ห้วยยอด ทีมเรามีรถ ๓ คน กะบะผอ.ณภัทร นำหน้า เราขับเก๋งคันที่ ๒ ผอ.พรรณขับกะบะรั้งท้ายทิ้งระยะห่างประมาณ ๕๐ เมตร พอถึงโค้งเขาติงระหว่างทางเชื่อมต่อสตูลกับ อ.ทุ่งหว้า รถคันของ ผอ.ณภัทรหมุนติ้ว ๆ ไปลงข้างทางอีกฝั่ง   เราขับรถเลยโค้งไปกลับรถ ผอ.ณภัทร กับน้องแก้วคลานออกมาจากรถ  เฮ้ย  โชคดีที่ไม่มีใครเป็นอะไร

ภายใน ๕ นาที รถตำรวจก็มาถึง ขอชมเชยตำรวจจาก อ.ทุ่งหว้า ช่วยลากรถขึ้นมา และบอกว่า ตรงนี้เกิดอุบัติเหตุ วันเว้นวันโดยเฉพาะเวลาฝนตกเช่นนี้ก่อนหน้านี้สองวันตายสี่ศพมีผู้ญิงท้องกลมด้วย  ลงที่เดียวกันเลยร่องรอยยังมีอยู่..ฟังแล้วหนาว...

ตำรวจ อ.ทุ่งหว้านี้เก่งจริง.มีโซ่ไว้ลากรถพร้อม..เมื่อลากรถขึ้นมาได้ก็เช็คว่าขับได้ไหม ปรากฎว่าทุกอย่างเหมือนเดิม แค่กันชนหน้ายุบ ไฟซ้ายแตก ผอ.ณภัทรจึงขับกลับหาดใหญ่  ส่วน ผอ.พรรณก็กลับสุราษฎร์พร้อมเจ้าโอม  เรามุ่งหน้ากลับภูเก็ต ระหว่างทางกลับผ่านห้วยยอด แวะทางกลางวันที่บ้านเจ้าคุณแม่เจ้าหนูดวง  แล้วไปไหว้พระกรวดน้ำแผ่เมตตาให้เจ้ากรรมนายเวรที่อยู่ ณ โค้งนั้น ที่อาจจะออกมาแหย่พวกเราเล่นสนุก ๆ  

              

ทริปนี้กลับถึงภูเก็ตเกือบสองทุ่ม เพราะขับรถด้วยความระมัดระวังกว่าเดิมมากเนื่องจากภาพที่เห็นมันเตือนใจตลอดเวลาว่า..จงระวัง  มีสติ...จงระวัง  มีสติ..

 

ผู้ร่วมทาง หนูดวงปลูกปัญญา กับคุณชุติมา