ผู้นำในดวงใจของข้าพเจ้า คือ ...ซิคเว่ เบรกเก้ ( Sigve Brekke )
จากที่ได้ไปศึกษาหลักการทำงานของ...ซิคเว่ เบรกเก้ ( Sigve Brekke) พอที่จะสรุปได้ดังนี้
ประวัติ “กว่าจะเป็น ซิคเว่ เบรคเก้ ” เช่นวันนี้
ซิคเว่ เบรคเก้ เป็นชาวนอร์เวย์ โดยปกติจะเป็นคนที่คิดอะไรนอกกรอบอยู่เสมอ เพราะจะได้ทำอะไรไม่เหมือนใคร เป็นคนชอบการเปลี่ยนแปลง ถ้าเห็นว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นไม่สามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ได้ ในฐานะลูกชายคนโตของครอบครัวที่ทำฟาร์มเป็นอาชีพ ซิคเว่ เคยถูกคาดหวังให้รับช่วงต่อจากพ่อ ถึงขนาดที่เขาต้องใช้เวลาถึง ๒ ปีเพื่อเข้าเรียนด้าน forestry and agriculture และทำงานเป็นคนตัดไม้อีก ๑ ปี เพื่อเป็นการเตรียมตัว แต่เมื่อเวลานั้นมาถึง เขารู้ว่าตัวเองไม่เหมาะกับงานฟาร์มแม้แต่นิด ซิคเว่ จึงรับปากกับครอบครัวว่าจะดูแลฟาร์มให้ พร้อมๆ กับสอนงานให้น้องชายเป็นเวลา ๖ เดือน แต่ในที่สุด เขาก็เลิกล้มความตั้งใจ หลังจากเริ่มทำไปได้เพียงเดือนเดียว จากนั้นได้เป็นดีเจออกตระเวนแสดงตามสถานที่ต่างๆ ทั่วประเทศ เคยเป็นครูสอนชั้นเกรด ๖ เคยทำงานขายโฆษณาให้สื่อสิ่งพิมพ์ ซึ่งโดยรวมแล้ว งานเหล่านี้ให้โอกาสเขาเรียนรู้และพบปะผู้คนที่หลากหลายถือเป็นประสบการณ์ที่ดีแม้กระทั่งในสายตาของชาวต่างชาติเองก็ตาม หลังจากที่เขาเรียนจบปริญญาตรีด้านการตลาด เมื่อเขาได้รับ "ข้อเสนอ" ให้เข้าสู่ถนนสายการเมืองระดับชาติอย่างเต็มตัวในขณะที่มีอายุ ๒๕ ปีเต็ม โดยเริ่มงานตั้งแต่เป็นผู้ช่วยให้ผู้นำองค์กรเยาวชน เป็นนายกสมาคมการค้า เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีกลาโหม และรองรัฐมนตรีกลาโหม เป็นตำแหน่งสุดท้าย ก่อนที่จะตัดสินใจหยุดงานด้านการเมือง หลังใช้เวลาทั้งหมด ๑๐ ปีในเส้นทางการเมือง เพราะเคยคิดว่างานการเมืองจะสามารถนำการเปลี่ยนแปลงมาสู่สิ่งต่างๆ ได้ แต่เมื่อวันหนึ่งไม่มีอะไรที่ท้าทายอีก ก็คิดอยากจะไปทำอย่างอื่นต่อ ในขณะนั้นอายุ ๓๕ ปี มีวุฒิปริญญาตรีทางด้านการตลาด ซึ่งคิดว่าไม่เพียงพอ จึงตัดสินใจไปสมัครเข้าเป็น visiting fellow ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เรียนต่อในระดับปริญญาโท ซิคเว่ ใช้เวลา ๑ ปีในการเรียน และสามารถสร้างคอนเน็คชั่นได้มากจากผู้คนที่มาจากทั่วโลก เมื่อเขากลับไปนอร์เวย์ ซิคเว่ ก็ได้รับการติดต่อจาก เทเลนอร์ ยักษ์ใหญ่ทางด้านเทเลคอม ซึ่งในขณะนั้นกำลังมองหาช่องทางลงทุนในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งโชคดี ขณะอยู่ที่ฮาร์วาดได้เรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับเอเชียมาบ้าง ทั้งเรื่อง Asia Development, Asia Finance, Asia Government/Business Relationship ซึ่งมีส่วนช่วยได้มากซิคเว่เริ่มทำงานในเทเลนอร์ปี 1999 หรือประมาณ 9 ปีที่ผ่านมา โดยเริ่มทำงานที่เทเลนอร์ ประเทศนอร์เวย์แค่ 6 เดือนในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านการลงทุน การดูแลธุรกิจในเอเชีย ตำแหน่งต่อมาคือเป็นผู้จัดการด้านการพัฒนาธุรกิจและมารับตำแหน่งเป็นกรรมการผู้จัดการที่สิงคโปร์ เทเลนอร์ใช้สิงคโปร์เป็นฐาน ครึ่งปีแรก ซิคเว่ ต้องเดินทางไปทั่วภูมิภาคเพื่อหาช่องทางการลงทุน ซึ่งในที่สุดเทเลนอร์ก็ตัดสินใจลงทุนในไทย บังกลาเทศ และมาเลเซีย และเมื่อปี ๒๐๐๑ เทเลนอร์ก็เข้ามาเป็นพาร์ทเนอร์ร่วมกับดีแทค และแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วยผู้บริหารร่วมกับ วิชัย เบญจรงคกุล และวันนี้ ซิคเว่ ได้เป็นผู้บริหารสูงสุดของดีแทค
ซิคเว่ เบรคเก้" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) คือผู้ที่สร้างสีสันอย่างต่อเนื่องให้กับผู้ให้บริการมือถือเบอร์ 2 ของไทย ทั้งสามารถขยายตลาดให้ได้ตามเป้าหมาย ลดปมปัญหากับภาครัฐได้ในระดับหนึ่งมาตลอดช่วงเวลาเกือบ 6 ปี และวันนี้เขาตัดสินใจแล้วที่จะเปลี่ยนไปสวมหมวกใบใหม่ที่ใหญ่ขึ้น ในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เทเลนอร์ เอเชีย และรองประธานบริหารอาวุโส ของเทเลนอร์ กรุ๊ป เบรคเก้ การก้าวขึ้นมาเป็นประธานบอร์ดใน 3 ประเทศที่รับผิดชอบ ได้แก่ มาเลเซีย ปากีสถาน บังกลาเทศ และรองประธานบอร์ดในดีแทค
แนวคิดใหม่ที่เขาสร้างขึ้นมา คือ ให้พนักงานทำผิดโดยให้เหตุผลว่า ถ้ามีคนทำผิด ก็จะได้เรียนรู้จากสิ่งที่ทำผิด เป็นแนวทางผลักดันให้องค์กรเติบโต เพราะถ้าพนักงานกลัวการทำผิดก็จะไม่มีใครกล้าเสี่ยง เขาเชื่อว่าถ้ามีคนทำผิดมากเท่าไหร่ก็จะสามารถไปถึงความสำเร็จได้มากเท่านั้น เขาจึงท้าทายให้พนักงานทำผิด และก็จะโปรโมตคนที่ทำผิดนั้น "การทำผิดเป็นสิ่งที่ดีถ้าคุณได้เรียนรู้จากพวกเขาก็จะสามารถแก้ไขสิ่งต่างๆได้"และตัวเขาเองก็ " I take a lot of risks" เพราะการทำอะไรเสี่ยงๆช่วยให้สามารถเคลื่อนไหวหรือเดินไปได้อย่างรวดเร็ว
การเป็น CEO ในปัจจุบันต่างจาก 10 ปีก่อนมาก จากการสำรวจของตัวเองพบว่า การเป็น CEO คือการที่ต้องทำให้ทุกคนเห็นด้วยกับความคิดของเรา ด้วยการอธิบายหรือชี้แจงความคิด ไม่ใช่การออกคำสั่ง คนที่นิยมออกคำสั่ง ก็ไม่ใช่ CEO แท้ จริงสิ่งที่ CEO จำเป็นต้องทำ คือการใช้เวลาในการสรรหาคนเข้าร่วมในองค์กร ดังเช่นตัวเขาที่เป็นผู้คัดเลือกพนักงานทุกคนเอง เพื่อสร้างความมั่นใจว่า เป็นคนที่มีบุคลิกลักษณะและทัศนคติที่ถูกต้อง แล้วจึงเสริมในเรื่องของทักษะที่จำเป็นภายหลัง
CEO จำเป็นต้องคำนึงถึง 3 ข้อหลักคือ
1.Operation การดูแลองค์กร
2.Financial Model ปัจจุบัน ไม่ใช่แค่ในไทย เนื่องจากโลกเปิดกว้าง ข่าวสารไปไกล การแข่งขันก็ เช่นกัน ทำให้ตอนนี้เกิดการล่าอาณานิคมด้วยทุน
3.Investment ถือเป็นหน้าที่ที่แท้จริงของ CEO ที่จะต้องมีวิสัยทัศน์ในเรื่องของการลงทุนว่า ทำไปแล้วคุ้มหรือไม่ หากผิดพลาดจะเกิดผลเสียเช่นไร
การเป็น CEO ที่ดีนั้น สิ่งที่ต้องทำคือ ต้องเป็นนักฝัน (Dreamer) ไม่ใช่จูงมือบังคับ ต้องมีวิสัยทัศน์ที่ดี กำหนดแนวทางในเรื่องการถึงเป้าหมาย ด้วยการ “ชี้แนะไม่ใช่เผด็จการ” เคยเจอ CEO นั่งเหงาอยู่ข้างบน และชอบแย่งบทบาทของลูกน้องให้ดีที่สุดคุณสมบัติเด่นที่นักบริหารประสบความสำเร็จมี อยู่ 2 อย่าง หนึ่งคือเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์ และสองคือเป็นนักสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ
หลักการทำงานของ ซิคเว่ เบรกเก้ ใช้มี 3 ข้อคือ
- กระตือรือร้นในการทำงาน ไม่ใช่แค่ตื่นเช้ามาอยากไปทำงาน แต่ต้องอยากเปลี่ยนแปลงการทำงานด้วย
- คือมุ่งไปที่ลูกค้าเป็นหลัก
- คือสร้างคนให้บริการคน
คำพูดของคุณ ซิคเว่ในหนังสือ “My life as a coach” เป็นการรวบรวมวิธีคิดวิธีบริหารแบบตกผลึกให้แง่คิดของคุณ ซิคเว่ เบรกเก้ ซีอีโอ ของดีแทค คือ
1. เรื่องการบริการ “...การจะให้บริการที่ดี ต้องเริ่มที่คน เราต้องทำให้คนขององค์กรเรามีหัวใจของการให้บริการก่อน…"
2. เรื่องการกล้าคิดกล้า ทำนำความผิดพลาดมาเป็นบทเรียน “..การทำผิดพลาดไม่ใช่เรื่องน่าอาย หากเรามองว่ามันคือประสบการณ์ และการเรียนรู้ แต่การทำผิดพลาดจะเป็นเรื่องที่เลวร้ายมาก ๆ ถ้าเรามัวแต่โทษว่าเป็นความผิดของคนอื่น และไม่ยอมที่จะปรับปรุงอะไรเลย.."
3.เรื่องการเป็นตัวของตัวเอง "..ไม่ว่าเราตัดสินใจว่าจะเอาดีทางด้านไหน เราควรทำให้มันสุดๆ ถ้าวันนี้ทำได้ดีแล้วก็อย่ายึดติดกับความสำเร็จเดิมๆ ทำวันพรุ่งนี้ให้ดีขึ้นไปอีก ถ้าคิดอย่างนี้ได้เราจะไม่เสียเวลาไปกับการวิ่งก็กอบปี้คนอื่น แต่จะสามารถประสบความสำเร็จได้ในแบบฉบับของตัวเราเองการเป็นต้นฉบับให้คนอื่นเขาลอกย่อมดีกว่าไปลอกแบบคนอื่น.."
4.เรื่องภาวะผู้นำกับการเปลี่ยนแปลง "..การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรต้องเริ่มจากผู้นำ ถ้าเราบอกคนข้างนอกว่าเป็นองค์กรที่ทันสมัย สนุกสนาน แอ็กทีฟ และติดดิน เราก็ต้องทำให้คนในองค์กรเป็นอย่างนั้นด้วย ซึ่งการจะทำให้คนในองค์กร เป็นอย่างนั้นได้ มันก็ต้องเริ่มจากที่ผู้นำต้องทำให้ดูเป็นแบบอย่างก่อน...”
5.เรื่องการคัดเลือกคนมาทำงาน “..คือคนที่สามารถทำงานเป็นทีมได้ไม่คิดว่าคนฉลาด ไอคิวสูงอย่างเดียวจะเป็นพนักงานที่ดีเสมอไป ดังนั้นเวลาเลือกรับพนักงาน จะไม่สนใจเลยว่าเขาเหล่านั้นจบมาจากมหาวิทยาลัยหรือได้เกรดเฉลี่ยเท่าไร ผมไหน หรือได้เกรดเฉลี่ยเท่าไร จะดูที่ทัศนคติและความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม และเพื่อนร่วมงานมากกว่า...”
กลยุทธ์ สู่การเป็นผู้จัดการ ระดับโลก
1. หนทางสู่ความเป็นผู้นำระดับโลกาภิวัตน์ 4 ข้อ ซึ่งเน้นไปที่เรื่องการบริหารคนมากกว่าบริหารงาน คือ
1.1 ไม่ต้องอ่านหนังสือ วิธีนี้อาจดูขัดแย้งกับสิ่งที่คนไทยเคยรับรู้และปลูกฝังมาผู้บริหารอย่างซิคเว่ กลับมองว่าถ้าอยากจะรู้จักคนไทย ก็ให้เข้าไปรู้จักตัวจริงและเข้าไปสัมผัสวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของเขาจริงๆ ดีกว่าการนั่งอ่านหนังสือเปิดตำราเพียงอย่างเดียว
1.2 อย่าอยู่กับคนที่คุณคุ้นเคย หมายถึง ให้ออกจากสิ่งที่ทำให้สะดวกสบายหรือความคุ้นเคยเก่าๆการจะเป็นผู้นำระดับโลก คุณจะต้องคิดกลยุทธ์ที่แตกต่างในวัฒนธรรมที่แตกต่าง คุณจะต้องเข้าใจวัฒนธรรมของเขาเพื่อวางแผนอย่างเหมาะสมถ้าคุณไม่เรียนรู้ที่จะอยู่ในวัฒนธรรมของเขา คุณก็จะตอบสนองความต้องการของเขาไม่ได้
1.3 ดูว่าตัวเองมีข้อดีข้อเสียอะไรบ้าง ทุกคนย่อมมีข้อดีและข้อเสียในตัวเองเมื่อรู้ว่าตนเองมีข้อดีด้านไหนก็ดึงศักยภาพมาใช้ให้เต็มที่ ขณะเดียวกันก็พยายามปรับปรุงข้อเสียนั้นให้ดีขึ้น
1.4 รู้จักปรับตัว เพราะสิ่งแวดล้อมในการทำงานสำคัญต่อการทำงานร่วมกันของผู้คน ดังนั้นผู้บริหารจะต้องเรียนรู้และเข้าใจคนต้องรู้จักจัดการความรู้สึก ถ้าคนทำงานอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีมีความสุข ก็จะทำให้งานออกมาดี
2. อีโอต้องมีความเป็นครู
เป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้นำองค์กรจะต้องสร้างแรงบันดาลใจให้แก่พนักงาน และพยายามทำให้เขารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร ตลอดจนมองเห็นเป้าหมายของธุรกิจในอนาคต เหตุนี้ซีอีโอจะต้องมีความเป็นครู “ผู้บริหารที่ดีต้องมีความเป็นครู คนเราจริงๆ แล้วมีประสบการณ์ทำงานมา 10-20 ปี แต่การจะเป็นผู้นำได้ ต้องสร้างศรัทธาให้ได้ คนรุ่นใหม่ถ้าเขาไม่ศรัทธาเขาก็ไม่ทำ ถึงแม้เขาจะบอกทำๆ นอกจากนี้คือ ครูที่ดีต้องขวนขวายตลอดเวลา ถ้าครูสอนในเรื่องที่เรียนมาตั้งแต่อดีต มีแต่เรื่องเดิมๆ เขาก็ไม่อยากฟัง เพราะฉะนั้นผู้บริหารต้องขวนขวายความรู้ใหม่ๆ ตลอด แล้วที่สำคัญคือ ต้องสื่อสารได้ นักปฏิบัติต้องมีจิตวิญญาณของความเป็นครู แล้วจึงจะพัฒนาคนรุ่นต่อไปได้”
3. เลิกวัฒนธรรมคำสั่ง
“การเลิกวัฒนธรรมทำงานแบบใช้คำสั่ง และต้องทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีในฐานะที่เป็นผู้บังคับบัญชา” ซึ่งสิ่งสำคัญที่ซิคเว่ ย้ำนักย้ำหนาคือ ต้องให้โอกาสคน ถ้ามีการผิดพลาดครั้งแรกเกิดขึ้น ก็ต้องให้โอกาสครั้งที่สองเพื่อเขาจะได้เรียนรู้และพัฒนา โดยผู้นำจะต้องทำหน้าที่กระตุ้นให้พนักงานมีความคิดในการพัฒนาต่อไป วิธีการพูด นายที่ดีจะต้องมีวิธีว่ากล่าวตักเตือนลูกน้อง ทำให้กลายเป็นสิ่งที่สร้างความฮึกเหิม”
4. หลักการทำงานให้มีความสนุก
เชื่อในกฎธรรมชาติของมนุษย์และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ดังนั้นงานที่ผมมีส่วนร่วมในทีม จะยึดหลักคิดที่มีพื้นฐานจากปัจจัยสี่
เน้นความพอดีของสิ่งที่ต้องการและสนองตอบด้วยเหตุและผล
ยึดถือความจริงเป็นหลัก
ซื่อตรงกับทีมและพันธมิตรที่ร่วมงานเป็นภูมิคุ้มกัน
ภายใต้กรอบของความสุขและความดีที่สมดุล
ความสำเร็จอย่างหนึ่งที่ซิคเว่
ภูมิใจในฐานะซีอีโอดีแทคที่สุด คือ การ “สร้างคน”
ฝึกคนให้ได้รู้จักคิด และบริหารสมอง
ซึ่งเป็นแนวทางที่เขาเชื่อว่า เป็นการสร้างคนเก่ง
สวัสดีค่ะ
คนนี้สุดยอดค่ะ
ชอบเค้าเหมือนกัน
การทำผิดมีหลายประเภท พี่ว่าต้องดูก่อนนะว่าทำผิดประเภทไหนควรส่งเสริม ทำผิดประเภทไหนต้องห้ามปราม บทความของน้องโอ๋อ่านแล้วได้ข้อคิดเยอะเลยค่ะ ขอบคุณนะ
เอาไว้ส่งให้พี่มั่งเด้อ
ประวัติน่าสนใจมาก แต่บางประเด็นยังไม่ชัดเจน เช่นเรื่องการไม่ต้องอ่านหนังสือ มาทักทายคุณครูครับ มาเขียนให้อ่านบ่อยๆๆนะครับ
ขอบคุณนะคะที่เข้ามาอ่านแล้วจะอธิบายเรื่องการไม่อ่านหนังสือให้ใหม่นะคะ
ถามหน่อย....ใช่ตาคนนี้หรือปล่าวที่โฆษณาในทีวี..แล้วบอกว่า...
...จาจ้าดให้คาบ....
ใช่ไหมครับ...น้องโอ๋...
คนนี้ความคิดแปลกมากๆ และตรงในมากที่อย่าอ่านหนังสือมากให้เรียนรู้จากการพูดคุย ใช่เลยน้องเตือน
อาจารย์น่าจะสอบโดยการพูดบ้างนะจะได้ไม่ต้องอ่านหนังสืออ่ะ
ใช่คะ..พี่หมูสุดหล่อ
จะดีหรือพี่ดวงหนูฑูดไม่ค่อยเก่ง..ก็แย่ซิเพ่
สวัสดีครับ คุณรักจัง
รออ่านประวัฒิผู้นำไทยดีๆอยู่ครับ(ถ้ามี)