รศ.ดร.วรเวศม์ สุวรรณระดา เล่าให้ฟังเป็นความรู้ ในเรื่องของการออมค่ะ ... ฟังแล้ว ก็ให้เห็นความสำคัญขึ้นมาละค่ะ
อาจารย์บอกว่า ความมั่นคงทางด้านการเงิน เชื่อมโยงไปสู่ประเด็นการใช้ชีวิตในแง่วัตถุอย่างมีคุณภาพ
ทำไมต้องคุยเรื่องการเงิน ... ออมเพื่อผู้สูงอายุ
สังคมไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุ มีผู้สูงอายุจำนวนมากขึ้น เรื่องของการออม แม้ว่าสูงอายุไม่มาก ก็ต้องสะสม ประเด็นก็คือ ถ้าไม่ออม ลูกหลานจะลำบาก เพราะผู้สูงอายุจะหาเงินมาได้อย่างไร ถ้าผู้สูงอายุมีสุขภาพดีขึ้น อายุขัยยาวนานขึ้น มีการลดลงของอัตราภาวะเจริญพันธุ์ ... ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแหล่งหลักของรายได้ของผู้สูงอายุ
การเปลี่ยนแปลงทางสุขภาพ เราส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรคดีที่สุด แต่อาจมีบางคน อาจจะทำแล้ว หรือไม่ได้ทำ เราอาจตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องนอนติดเตียง จะทำอย่างไร
ในกระบวนการเปลี่ยนแปลงประชากร
-
อัตราส่วนคนวัยทำงาน ต่อประชากรสูงอายุ 1 คน ลดลงเรื่อยๆ ถ้าลูกๆ ยังดูแลเหมือนเดิม พ่อแม่ก็คงจะไม่มีปัญหา แต่ถ้าไม่ใช่แล้ว จะดูแลตัวเองอย่างไร
-
การที่ผู้สูงอายุมีอายุขัยเฉลี่ยสูงขึ้น จะใช้ชีวิตยามชราภาพยาวนานขึ้น ประมาณ 20 ปี ถ้าท่านมีอายุยืนไปถึง 60 ปี
คิดเป็นค่าใช้จ่ายง่ายๆ ที่ท่านต้องใช้ในยามชราภาพ คือ แต่ละคนต้องใช้เท่าไร คูณกับจำนวนปีที่มีชีวิตอยู่ ถ้าอายุยืนยาวขึ้นไปเรื่อยๆ ค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มตรงนี้จะทำอย่างไร
ทั่วๆ ไป ผู้สูงอายุมีแหล่งที่มาของรายได้ มาใช้ยามชราภาพมี 6 แห่งที่สำคัญ คือ
-
การทำงานหารายได้ด้วยตัวเอง
-
เงินที่สะสมมา ไม่ว่าในรูปของเงินฝาก สินทรัพย์ หรือแปลงเป็นเงินมาใช้
-
รายได้ที่เกินกว่าสินทรัพย์ เช่น ดอกเบี้ยจากเงินฝาก หุ้น
-
การรับการเกื้อหนุนจากครอบครัว ส่วนใหญ่มาจากบุตร และอาจมีสวัสดิการจากนายจ้าง เป็นเงินชดเชยเมื่อออกจากงาน กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
-
เงินบำนาญ หรือเงินโอนประเภทอื่นๆ จากรัฐบาล
ข้อมูลล่าสุดจากการสำรวจประชากรสูงอายุ ปี 2550 อันดับแรกที่ผู้สูงอายุตอบว่าได้เงินมาจากไหน ก็คือ มาจากบุตร ร้อยละ 82.7 และร้อยละ 37.8 ตอบว่า ต้องทำงาน ที่สำคัญอีกอันหนึ่ง คือ ดอกเบี้ยเงินออม ค่าเช่า
ประเด็นของการได้เงิน
-
อัตราภาวะการเจริญพันธุ์ของประเทศ มีแนวโน้มลดลง กรณีบางคนไม่มีลูกหลานมาเกื้อหนุน ... การได้เงินจากลูกหลานก็จะเป็นไปไม่ได้
-
สิ่งหนึ่งที่เห็นการเปลี่ยนแปลงในช่วง 10 กว่าปี คือ ความสำคัญของรายได้จากบุตรมีแนวโน้มลดลง ในขณะที่บำเหน็จบำนาญ และเบี้ยยังชีพมีมากขึ้น
-
การทำงานมีแนวโน้มลดลง แต่ปัจจุบันมีเรื่องการส่งเสริมการทำงานของผู้สูงอายุ ไม่ว่าจะแนวคิดเรื่องในอนาคตจะขยายอายุเกษียณ หรือ การจ้างงานต่อหลังเกษียณ ก็มีความเป็นไปได้ว่า รายได้จากการทำงานก็จะกลับมาเป็นแหล่งหลัก
ข้อมูลเกี่ยวกับผู้สูงอายุของต่างประเทศ เป็นอย่างไร
ญี่ปุ่น เมื่อปี 2005 สำรวจข้อมูลผู้สูงอายุในหลายๆ ประเทศ เช่น อเมริกา เกาหลีใต้ เยอรมัน ฝรั่งเศส ฯลฯ ประเทศที่มีความเป็นสังคมสูงวัยสูง มีลูกน้อย เงินช่วยเหลือจากลูกหลาน ไม่ใช่แหล่งหลักของรายได้ที่สำคัญ แหล่งหลักคือ บำนาญจากรัฐบาล ยกเว้นเกาหลีใต้ ที่เป็นประเทศที่ระบบบำนาญระดับชาติเพิ่งจะ mature จึงยังไม่ใช่แหล่งหลัก แต่เป็นการเกื้อหนุน
กรณีญี่ปุ่น ตั้งแต่ปี 1980-2005 เงินช่วยเหลือจากลูกหลานก็เป็นแหล่งสำคัญอันหนึ่ง ประมาณ 15.6% บอกว่าแหล่งหลักของรายได้มาจากลูกหลาน แต่การลดภาวะเจริญพันธุ์ของญี่ปุ่น บอกว่าข้อมูลล่าสุด ปี 2005 ผู้สูงอายุที่ตอบว่าแหล่งหลักของรายได้คือเงินช่วยเหลือจากลูกหลาน ลดลง คือ 2.5%
ในแง่ประเทศไทย การเกื้อหนุนผู้สูงอายุจากลูกหลานเป็นเรื่องสำคัญ ที่ต้องส่งเสริมกันต่อไป แต่ประเด็นคือ บทบาทจะลดลงไป
ที่เกาหลีใต้ ปัจจุบันการเกื้อหนุนจากลูกหลานเป็นสิ่งสำคัญ แต่ว่า ถ้าดูการเปลี่ยนแปลงตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา จะเห็นว่า ลดลงไปพร้อมๆ กับการลดลงของภาวะเจริญพันธุ์
ตรงนี้สะท้อนให้เห็นว่า ... การเกื้อหนุนจากลูกหลานซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในสังคมไทย ที่ผ่านมาและปัจจุบัน จากนี้ไป มีแนวโน้มที่จะลดลง ... เพราะฉะนั้น เราคงไม่คิดเรื่องการออมคงไม่ได้แล้ว ต้องคิด เพราะว่าจะเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญอีกอันหนึ่ง ของผู้สูงอายุในยามชราภาพ
เรื่องการออม คนในสังคมไทย มีการเตรียมความพร้อมแค่ไหน
มีหลายปัจจัยที่น่าห่วง เพราะว่า ประชาชนในประเทศไทยยังไม่ได้เตรียมความพร้อมเพื่อวัยสูงอายุของตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่อยู่ในวัยหนุ่มสาว
มีตัวเลขอันหนึ่ง บอกว่า มีผู้สูงอายุร้อยละ 31 ไม่มีเงินออมเลย มีเงินออมร้อยละ 6 นั่นคือ มีผู้สูงอายุส่วนหนึ่งมีความมั่นคงทางการเงิน แต่อีกส่วนหนึ่งที่อาจขาดความมั่นคง
ท่านที่บอกว่าไม่มีเงินออม ก็ต้องย้ำว่า ที่ท่านออมมาตลอดชีวิตก็คือ การศึกษาของลูก ... ข้อมูลตรงนี้จึงยังไม่ได้บอกว่า ผส. ขาดความมั่นคง อาจต้องดูลึกไปกว่านี้
ดูในเรื่องของการเตรียมความพร้อมเพื่อวัยสูงอายุของคนหนุ่มคนสาว ค่อนข้างฟันธงว่า มีคนจำนวนมากในวัยทำงานยังไม่ได้เตรียมความพร้อม เช่น การสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เกี่ยวกับความรู้และทัศนคติ ที่มีต่อผู้สูงอายุในปี 2550 สิ่งหนึ่งที่เห็นคือ จะมีประชากรร้อยละ 32 ของกลุ่มเป้าหมายบอกว่า ยังไม่เตรียมการทางด้านการเงิน และอีกร้อยละ 10 บอกว่าไม่เคยคิดเลย
นอกจากนั้นมีการศึกษาของ ดร.กอบศักดิ์ และคณะ เรื่องการออม ในระดับมหภาค พบว่า การออมของครัวเรือนเมื่อเทียบกับรายได้ มีแนวโน้มลดลง ขณะเดียวกันการใช้จ่ายเงินของคน ใช้จ่ายเงินกับสินค้าประเภทคงทนถาวร เช่น ยานพาหนะ เครื่องมือสื่อสาร เครื่องเสียง กล้อง อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ มีแนวโน้มสูงขึ้น จึงตั้งเป็นข้อสังเกตว่า ระดับมหภาค คนออมน้อยลง ขณะเดียวกัน ก็จ่ายเงินไปกับสินค้าที่อาจไม่จำเป็นมากขึ้นหรือเปล่า
ข้อมูลในระดับจุลภาค เป็นการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน การสำรวจทัศนคติต่อหนี้สินและการออมของธนาคารแห่งประเทศไทย การเข้าถึงทางการเงิน พบว่า ร้อยละ 50 บอกว่า ตัวเองไม่ได้ออมเงินไว้เพื่อใช้จ่ายในยามฉุกเฉิน หรือชราภาพ
สภาพัฒน์ ปี 2551 รวบรวมข้อมูลในกลุ่มผู้มีงานทำ 2,000 กว่าคน จาก 15 จังหวัดทั่วประเทศ มีผลการศึกษาที่น่าสนใจ บอกว่า ผู้มีงานทำมากกว่าร้อยละ 50 ไม่ได้วางแผนในการดำเนินชีวิต หมายความว่า การที่เขามองเกี่ยวกับการออกแบบชีวิตของตัวเองในอนาคต ถามว่าเขามองใกล้มองไกลแค่ไหน ส่วนใหญ่จะไม่ได้มองไกลไปถึงขนาดนั้น และพบว่า ร้อยละ 40 มีปัญหาในการออมเงิน
รูปแบบการออมส่วนใหญ่มักเป็นรูปแบบเดิม คือ เงินสด หรือฝากธนาคาร ซึ่งเป็นประเด็นในแง่ของการเตรียมการเพื่อวัยชราภาพ ว่า ออมเงินลักษณะนี้เหมาะสมหรือไม่
มีข้อค้นพบบอกได้ว่า ร้อยละ 63 ของผู้มีงานทำ ไม่ได้ออมเงินในระยะยาว ไม่นับกรณีผู้ประกันสังคม หรือ กบข. ... จึงน่าเป็นห่วง
ถามผู้มีงานทำ ให้ประเมินตัวเองว่า จากรายได้ที่มีอยู่ออมได้หรือไม่ แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม คือ กลุ่มออมได้ (ร้อยละ 60) กลุ่มออมได้แต่ไม่ออม (ร้อยละ 3) กลุ่มนี้จะมีปัญหาพฤติกรรมการใช้จ่าย มีสิ่งที่ต้องการซื้ออยู่ตลอดเวลา กลุ่มไม่สามารถออมได้ใช้หมดพอดี และกลุ่มไม่พอจ่ายต้องกู้เงินเพิ่ม สองกลุ่มหลังมีภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวค่อนข้างสูง
ตรงนี้มีนัยในเชิงนโยบายว่า เราจะให้ความรู้กับประชาชนอย่างไร ที่จะให้รู้จักการลงทุน
-
คนอายุน้อยอาจเสี่ยงบ้าง เพราะวิกฤตเศรษฐกิจอาจเกิด แต่ก็จะเริ่มสั้นลง
-
ในระยะยาว วิกฤตเศรษฐกิจ 10 ปีมีครั้ง ตลาดหุ้นถล่ม อาจไม่ใช่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทุกวัน
-
อาจเปลี่ยนบ้างก็น่าจะได้ ถ้ายังอายุน้อยอยู่
-
เพราะฉะนั้น ทำอย่างไร ที่จะทำให้ผู้มีงานทำรู้จัก มีความรู้ ในเรื่องของการออมและการลงทุน
การสำรวจภาวะเศรษฐกิจของสังคมของครัวเรือนที่ดูยาว ช่วง 2531-2547 ครัวเรือนสะสมสินทรัพย์อย่างไร สอดคล้องกับการสำรวจผู้มีงานทำ ก็คือ ถ้ามองช่วงเวลาที่ผ่านมา คนส่วนใหญ่ถือครองสินทรัพย์ในรูปของเงินสด และฝากเงินในธนาคารพาณิชย์
เขาจะมีวัตถุประสงค์ของการออมแบบนี้ คือ เผื่อเก็บเงินไว้ใช้ยามฉุกเฉินหรือยามเจ็บป่วย หรือเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับบุตรหลาน อันดับสามเก็บไว้ใช้ยามชราภาพ อันดับสี่ ใช้เป็นเงินทุนในการประกอบอาชีพ
เราจึงต้องสร้างความตระหนักให้เห็นความจำเป็น ว่า จะต้องเก็บเงินส่วนหนึ่ง ไว้ใช้ในยามชราภาพบ้าง
ถ้ามองผลการศึกษาตรงนี้อีกมุมหนึ่ง ที่บอกว่า เก็บไว้ใช้ยามเจ็บป่วย เพื่อลูกหลาน เป็นเงินสด หรือถือเป็นเงินฝากประจำ ออมทรัพย์ สะท้อนให้เห็นว่า การออมเพื่อการชราภาพ เป็นส่วนที่เหลือ คือ เจ็บป่วยต้องใช้ไปก่อน ลูกต้องเรียนต้องใช้ไปก่อน เหลือเท่าไรไปใช้ยามชราภาพ วิธีอาจไม่เหมาะกับการเตรียมความพร้อม เพราะว่าถ้าเราคิดว่า เราจะเสียชีวิต หรืออยู่ยืนยาวไปแค่ไหน อาจต้องเตรียมไว้ก่อน
การออมเพื่อยามชราภาพจึงไม่ควรเป็นส่วนที่เหลือ ต้องตั้งเป้าไว้ ว่า เราจะมีชีวิตยามชราภาพแบบไหน
นัยของสิ่งที่ผมกล่าวไป คือ
-
ประชาชนควรจะลดพฤติกรรมการบริโภค โดยเฉพาะสินค้าที่ไม่จำเป็น หรือกู้เงินมาใช้ตามสมัยนิยม
-
เปลี่ยนทัศนคติการออม ไม่ใช่บริโภคก่อนออมทีหลัง ต้องมีการวางแผนว่าตัวเองจะออมเท่าไร ที่เหลือเอาไว้ใช้
-
เรื่องของความรู้ทางด้านการเงิน การออมเป็นสิ่งสำคัญในการเตรียมความพร้อมเมื่อยามชราภาพ
เราจะมีเงินออมแล้ว ก็จะมีประเด็นว่า ชีวิตเราจะมั่นคงหรือเปล่า
ตัวอย่าง คนที่แม้จะออมเงินได้ แต่ก็อาจจะขาดความมั่นคงในชีวิต ก็เป็นไปได้ เพราะว่า เราไม่รู้ว่าเราจะเสียชีวิตเมื่อไร ก็จะมีเรื่องที่ว่า เราออมมาพอหรือเปล่า หรือว่า แม้เราออมมาได้ 20 ล้าน ตอนอายุ 60 คิดว่า ตายแน่ตอน อายุ 70 มีเงิน 20 ล้านใช้ 10 ปี ประเด็นก็คือ การบริหารจัดการเงิน 20 ล้านที่เก็บมา ไม่ว่าด้วยวิธีการใดก็ตาม จะบริหารจัดการเงินได้อย่างดีหรือเปล่า ไปจนสิ้นอายุขัย มีข่าวผู้สูงอายุโดนหลอกไปเล่นแชร์ข้าวสาร หวยหุ้น ยกให้ลูกหลานเร็วเกินไป ก็จะเป็นปัญหาว่า ทำให้ชีวิตขาดความมั่นคง ... ตรงนี้ก็จะมีอีกเรื่องหนึ่งมาเสริม คือ ระบบบำนาญ
ถ้าระบบบำนาญของรัฐมาเป็นผู้รองรับ หรือเป็นหลักประกันด้านรายได้ของเรา ให้อุ่นใจ เพราะระบบบำนาญ จะ provide เงินแต่ละเดือนให้เรา ไปจนสิ้นอายุขัย ... ถ้าผู้สูงอายุได้รับ นอกจากการออม ลูกหลานเกื้อหนุน ... มีระบบบำนาญตรงนี้ ก็จะทำให้ security ของด้านการเงิน หรือวัตถุ มั่นคงเพิ่มมากขึ้น
กระทรวงการคลัง มีดำริที่จะสร้างหลักประกันด้านรายได้ยามชราภาพสำหรับผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นหลักประกันสำหรับคนวัยทำงานได้สร้างหลักประกันเพื่อตัวเอง และรัฐบาลมีส่วนร่วม ตอนนี้อยู่ระหว่างการร่างกฎหมาย
แนวคิดของรัฐบาลที่บอกว่าให้เบี้ยยังชีพสำหรับผู้สูงอายุทุกคนยังอยู่ แสดงว่า เรามีระบบบำนาญ ที่อาจเรียกว่าเป็นบำนาญขั้นพื้นฐาน 500 บาท รองรับอีกชั้นหนึ่ง ตอนนี้ผู้สูงอายุก็อุ่นใจได้ในระดับหนึ่ง
ประเด็นที่อยากฝากไว้ คือ
แม้ว่ารัฐบาลจะสร้างหลักประกันให้ประชาชนขึ้นมา แต่การออมด้วยตัวเอง ยังเป็นสิ่งจำเป็น เพราะแม้ว่า จะมีหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ แต่ประชาชนจำนวนสัก 1% ที่อาจยังเข้าไม่ถึง ภาระค่าใช้จ่ายตรงนี้ ใครจะรับ … จะมีโอกาสที่เราต้องบริการสุขภาพจากภาคเอกชน ถ้าเรารักษาตัวเองไม่ดี หรือเราอาจต้องไปอยู่ในบ้านพักคนชรา หรืออาจต้องจ้างใครมาดูแล เพราะว่าไม่มีลูกหลาน และในเรื่องของเครื่องมือทางการเงิน เช่น Long term insurance ที่ไทยยังไม่มี เราจะทำอย่างไร ... เมื่อเราเจ็บป่วย เราอาจต้องมีค่าใช้จ่าย แล้วใครจะจ่าย
เรื่องของการออมไม่ใช่แต่เรื่องปริมาณ แต่ประเด็นคือ ทำอย่างไรให้การออมทำหน้าที่เป็นตัวการันตีว่า เป็น security ให้เราทางการเงินไปจนสิ้นอายุขัย เพราะว่าไม่ใช่เรื่องปริมาณอย่างเดียว แต่การ protect ให้ใช้ไปยังสิ้นชีวิตอย่างมีคุณภาพได้อย่างไร เราต้องคิดไปพร้อมกับเรื่องของการออม
อ่านบันทึกนี้แล้วต้องเจียมตัวเจียมใจ
เพราะไม่มีลูกให้ขอตังค์
แต่มีหลานคงพอใช้ได้ อิอิ
ว่างๆจะโทรมาปรึกษาเรื่องกาดนัด
ตามไปอ่าน BAR ครั้งที่ 2หรือยังจ๊ะ
ในวงเสวนาวันนั้นเขาให้การบ้านเรา 2 คนมาคิดอ่ะ
ยังคิดไม่ออก กำลังจะปรึกษาลูกชายคุณหมออยู่ อิอิ
ขอเวลาไปทุบกระปุกออมสิน(ของลูก) นับเหรียญก่อนนะคะ ส่งสัยมีแต่เหรียญ สลึง และ ห้าสิบสตางค์ แน่ ไม่เป็นไรใช่ใหมคะ มีสลึงพังบรรจบให้ครบบาท (สติ)
คิดถึงค่ะ