เคยเขียนถึงพ่อหลายครั้ง เมื่อมะปรางเชิญชวนก็อยากเขียนอีก

หลายปีก่อนตอนที่ผมทำงานกับ UROCONSULT ในโครงการพัฒนาพื้นที่ชลประทานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พ่อเข้าโรงพยาบาลที่อ่างทอง ความจริงย้ายมาจากโรงพยาบาลวิเศษชัยชาญ เพราะอาการหนัก..

พ่อเป็นคนสูบบุหรี และสูบมานาน สมัยมียี่ห้อพระจันทร์ ที่ผมยังเล็กๆ พ่อยังใช้ให้วิ่งไปซื้อที่ร้านใกล้ๆบ้าน คนที่สูบบุหรี่มานับหลายสิบปีนั้น หนีไม่พ้นโรคถุงลมโป่งพอง ผมโชคดีที่ไม่ติดบุหรี่ เคยสูบสมัยซ่าๆ เหมือนวัยรุ่นทั่วไป กินเหล้า สูบบุหรี่ เที่ยวฟังเพลง แต่ก็เลิกสนิทเพราะรู้ตัวว่าไม่ชอบเลย...ตรงข้ามหันมากินเจ เข้ากลุ่มปฏิบัติธรรมเลย...

ผมเดินทางไปเยี่ยมพ่อ ระหว่างทางที่โคราช ถูกตำรวจเรียกกล่าวว่าขับรถเร็ว  ผมก็บอกว่าจะไปเยี่ยมพ่อที่ป่วย ตำรวจก็ใจดี เตือนแล้วปล่อยไปไม่ปรับ ผมไปถึงโรงพยาบาลพบแม่ที่มาปรนนิบัติพ่อ ญาติพี่น้องที่มาเยี่ยมเยือนกันตามวิสัย

คืนนั้นไม่ได้กลับบ้านที่วิเศษชัยชาญ แต่นอนปรนนิบัติพ่อแทนแม่ที่โรงพยาบาลอ่างทองนั่นเลย  ผมใช้ประสบการณ์ หลักการ เทคนิค วิธีการของพวกนักสังคมวิทยา-มานุษยวิทยา ทำการสัมภาษณ์พ่อถึงเรื่องชีวิต และพัฒนาการชีวิตของพ่อ ที่อาจจะมีหลายเรื่องที่ผมไม่รู้

ดูเหมือนพ่อดีใจที่มีโอกาสนี้ พ่อยิ้มและแสดงความยินดีที่จะเล่าชีวิตพ่อให้ฟังทั้งหมด ผมไม่ลืมที่จะบันทึกเทปที่ผมเตรียมไปแล้ว  แม่นอนหลับไปนานแล้ว นางพยาบาลมาเยี่ยมไข้และให้ยาตามกำหนดเป็นระยะ พ่อและผมก็คุยกัน ยันสว่างเลย  คืนนั้นเป็นคืนที่พ่อมีความสุขมาก แม้ว่าจะป่วยหนักแต่พ่อก็พูดคุยกับผมอย่างมีความสุข หลายตอนที่พ่อหัวเราะอย่างลืมตัว และหลายตอนที่พ่อต้องหลั่งน้ำตาออกมา....

หลายเรื่องผมไม่ทราบมาก่อน หลายเรื่องผมได้รายละเอียดมากกว่าที่เคยรู้มาก่อน หลายเรื่องเรียนรู้สังคมในสมัยก่อน หลายเรื่องผมเข้าใจมากขึ้นว่าทำไมเป็นอย่างนั้นอย่างนี้...

ตลอดเวลาที่พ่อเล่าไปนั้นเหมือนเป็นการสรุปบทเรียนชีวิตให้ผมฟัง และตลอดสาระพ่อสอนถึงชีวิต ความผิดพลาด ความสำเร็จ การยึดหลักการอยู่ร่วมกันของชีวิต หลักสังคม หลักศาสนา วัฒนธรรม ฯ เป็นการย้ำเตือนถึงคุณค่าสิ่งที่พึงปฏิบัติแห่งชีวิตครอบครัวและการอยู่ร่วมกันในสังคม

ครั้งหนึ่งมีโจรเชิตดำจำนวน 11 คนมาปล้นบ้านก๋งกวาดเอาทรัพย์สินเงินทองไป พร้อมเอาตัวอาผู้หญิงไปเป็นประกัน ไอ้โจรยังทิ้งจดหมายว่าอยากได้อาผู้หญิงคืนให้เอาเงิน แปดหมื่นไปไถ่ตัวที่ในป่า อ.แสวงหา ซึ่งเป็นเขตรอยต่อจังหวัดสุพรรณบุรีและสิงห์บุรี 

ที่ว่าโจรเชิตดำก็เพราะใส่ชุดดำสรวมหมวกสักหลาดและเอาผ้าดำปิดหน้า ดีว่าไม่ใส่หน้ากากอย่างอินทรีย์แดง  เป็นโจรที่บันเจิดมาก สมัยนี้ทำอย่างนี้ได้อย่างไร.. แต่การเป็นโจรปล้นสมัยโน้น โจรดังๆสมัยนั้นเขาเรียก “เสือ” ก็มี เสือฝ้าย เสือใบ เสือมเหศวร...หลายท่านอาจจะได้อ่านประวัติเสือเหล่านี้มาบ้าง ซึ่งเสือเหล่านี้ก็วนเวียนปล้นแถบอ่างทอง สุพรรณ สิงห์บุรี ชันนาท...และอาศัยป่าเขาเป็นที่ส้องสุม

เงินแปดหมื่นสมัยนั้นเมื่อ 60-70 ปีมาแล้วนั้น เป็นเงินมหาศาลมาก พ่อเป็นคนรวบรวมเงินทองและเอาไปแลกตัวอาออกมาจากกลุ่มโจรนั้น แต่ได้เงินเพียง ห้าหมื่นเอง แต่ก็ได้อากลับคืนมา...

เนื่องจากพ่อเป็นลูกคนโตของครอบครัวก๋ง(ปู่)ที่มีสองแม่(ย่า) ย่าสองคนก็เป็นพี่สาวน้องสาวกัน ว่าคือ ก๋งเอาทั้งพี่สาวน้องสาวมาเป็นเมีย มีลูกฝ่ายละ 6-8 คน โดยพ่อเป็นคนโต ที่สังคมโบราณพี่คนโตต้องเลี้ยงน้องทั้งหมด พ่อจึงรับภาระที่หนักมากๆ แต่พ่อก็ภูมิใจที่ได้ทำหน้าที่นั้น และยังมีความรู้ติดตัวมาจนมาเป็นครูบ้านนอกได้...

เรื่องราวมากมายที่หลั่งไหลออกมาจากปากพ่อคืนนั้น ผมจำไม่รู้ลืมและผมก็เชิดชูพ่อผมมากว่าได้ทำหน้าที่ดูแลน้องๆ ตอนก๋งเสียชีวิต พ่อทำหน้าที่กับน้องๆเหมือนเป็นก๋ง และต้องเสียสละแม้ทรัพย์สมบัติที่ก๋งมีมากมายโดยเฉพาะที่ดินนั้นให้น้องๆก่อน ส่วนพ่อได้มาน้อยนิด และมาหาเพิ่มเอาเอง

(เป็นลายมือพ่อตั้งแต่ พ.ศ. 2518)

พ่อภูมิใจที่สุดที่ได้เข้าเฝ้าในหลวงที่เข้ารับพระราชทานเครื่องหมายเชิดชูเกียรติ์ตอนที่พ่อเกษียรออกจากราชการครูบ้านนอกคนหนึ่ง...  

เทปบันทึกคืนนั้นผมได้ทำสำเนาแจกญาติพี่น้อง และได้พิมพ์ออกมาเป็นหนังสือเล่มง่ายๆ

ครอบครัวของพ่อ ของเรา

เพราะไม่กี่วันที่ผมลาจากพ่อในเช้ามืดวันนั้นที่เราคุยกัน พ่อก็จากเราไป...

พ่อจากไปมากกว่า 15 ปีแล้ว

ผมรักพ่อครับ และระลึกถึงพ่อเสมอ

บทเรียนชีวิตของพ่อยังเตือนสติผมอยู่ ...