ระหว่างที่สุนทรียเสวนาธรรมออนไลน์กับกัลยาณมิตรท่านหนึ่งนั้น ผมไปสะดุดอยู่กับข้อความที่ว่า ...
เมื่อเราเริ่มเห็นโลกกับธรรมไม่แยกจากกัน เมื่อนั้นจะเป็นธรรม แบบธรรมชาติ
- อ่านวันก่อนผมยังไม่เข้าใจประโยคนี้เท่าไรนัก (เริ่มรู้แล้วว่าความเข้าใจมีหลายระดับ)
- แต่เมื่อวานนี้ชีวิตทางโลกเข้มสุด ๆ พอมาอ่านประโยคข้างต้นใหม่ ถึงได้เข้าใจอะไรมากขึ้นมาบ้าง
- ผมรู้สึกว่า เหตุการณ์ทุกข์ทางโลกแบบเข้ม ๆ หนัก ๆ และต่อเนื่องเป็นบททดสอบทางธรรม --- แต่เมื่อเราเดินบนเส้นทางธรรมนาน ๆ และต่อเนื่องนั้น เราก็มีภูมิคุ้มกันทางธรรมแบบเสื้อเกราะตัวใหม่ ผมขอเรียกว่า
ภูมิธรรมคุ้มกันแบบชั่วคราว กล่าวคือ เมื่อเดินมรรคต่อเนื่องจะก้าวหน้าทางธรรมเกิดภูมิคุ้มกันทางโลกแบบชั่วคราว ที่สามารถปัดเป่าทุกข์ที่เล็กกว่าภูมิธรรมที่มีออกไปได้ แต่ไม่สามารถต้านทาน "มรสุมทุกข์" ที่หนักกว่าภูมิธรรมได้เลย
- ระหว่างที่พิจารณาธรรมข้อนี้อยู่นั้นก็เกิดเหตุการณ์ มรสุมทุกข์เฉียบพลันในชีวิตขึ้นจนได้ ...เมื่อเช้าวานนี้เกือบจะเกิดอุบัติเหตุ เฉียดตายหวุดหวิด รอดมาได้เพราะสติและสมาธิที่ตั้งมั่นขึ้นแท้ ๆ และดูเหมือนว่า ภูมิธรรมที่มีจะปัดเป่าทุกข์นี้ไปได้ แต่การสะเทือนด้านในได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ผสมโรงกับลูกศิษย์ที่จะขึ้นสอบวิทยานิพนธ์ในเวลา 9.00 น. โทรศัพท์แจ้งว่า เล่มวิทยานิพนธ์ที่จะใช้ขึ้นสอบติดไปกับรถอีกคันหนึ่งที่อยู่ต่างจังหวัด จะทำอย่างไรดี ผมในฐานะที่ปรึกษาต้องรีบนำเล่มของผมไปให้ถ่ายเอกสาร ถ้าไม่ถ่ายเสร็จไม่ทันผมจะยกเล่มให้ โดยที่ผมไม่มีเล่มสอบ กรรมเก่าจากงานในที่ประชุมวันก่อนก็ส่งผลประเดประดังมาพร้อม ๆ กัน ส่งผลให้ตอนขับรถกลับบ้านสัมผัสได้ถึงพิษโลกที่อยู่เหนือธรรม
- ประเด็นมันอยู่ที่ว่า ถ้าเราเริ่มเห็นโลกกับธรรมไม่แยกจากกัน เมื่อนั้นจะเป็นธรรมแบบธรรมชาติได้หรือไม่อย่างไร ? ผมเริ่มชำเลืองเห็นว่า ตอนที่พิษโลกครอบเราอยู่นั้น มันไม่ง่ายที่จะพิจารณาธรรมได้เลย กล่าวคือ ถ้าขาดสติ สมาธิ ที่เป็นฐานสำคัญ เราจะสร้างปัญญาทางธรรมได้ยาก --- หรือว่า --- ...
นี่คือ โจทย์ธรรมที่ต้องพิจารณาใคร่ครวญ ตราบใดที่ยังตีโจทย์ไม่แตก เราก็ยังสอบไม่ผ่าน กระนั้นหรือ ?
ขอบคุณภูมิธรรมที่แบ่งปันค่ะ
สวัสดีค่ะ
สวัสดีครับ krutoiting
สวัสดีครับ พี่ครูคิม