"... หน่วยงานและองค์กรเพื่อการศึกษาเรียนรู้ของชุมชนแบบต่างๆ จะมีบทบาทที่สำคัญที่สุดต่อการพัฒนาสังคมที่ส่งผลต่อความเป็นตัวแปรเชิงคุณภาพของประชากรและพลเมืองโดยตรง..."

สังคมไทยและประเทศต่างๆทั่วโลก กำลังเปลี่ยนผ่านสภาพตนเองในหลายด้าน คือ จากส่วนใหญ่ที่เคยเป็นภาคชนบทก็เพิ่มสัดส่วนความเป็นสังคมเมืองในเมืองเล็กๆตามภูมิภาคต่างๆที่กระจายตัวออกจากเมืองศูนย์กลาง พลเมืองและชุมชนที่อยู่ในภาคการผลิตอันแท้จริง(Real sector) ก็กำลังเคลื่อนตัวเป็นพลเมืองที่ก่อร่างเป็นสังคมของผู้บริโภค กลายเป็นคนทำงานบริการและเป็นแรงงานทำงานแลกค่าจ้าง มีความเป็นพลเมืองของสังคมทุนนิยม (๑) สะท้อนคลื่นโลกาภิวัตน์ทางอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่สร้างความเปลี่ยนแปลงขึ้นทั้งโลก ก่อเกิดเงื่อนไขแวดล้อมการพัฒนาในบริบทใหม่ๆซึ่งหลายอย่างจะแตกต่างจากสภาพสังคมในอดีต

อีกด้านหนึ่ง โครงสร้างทางสังคมประชากรก็กำลังเปลี่ยนไป โดยกลุ่มพลเมืองเด็กกับคนหนุ่มคนสาว คนในวัยเจริญพันธุ์ คนในวัยแรงงานการผลิตแบบดั้งเดิม กำลังมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง อย่างในกรณีของประเทศไทยนั้น ในปี ๒๕๕๐ มีพลเมืองประชากรวัยต่ำกว่า ๑๕ ปี ร้อยละ ๒๓ ของ ๖๕.๗ ล้านคน ปี ๒๕๗๓ จะลดลงเหลือร้อยละ ๑๗ ของประชากร ๖๙.๒ ล้านคน และในปี ๒๕๙๓ จะลดลงเหลือร้อยละ ๑๖ ของ ๖๗.๔ ล้านคน ขณะเดียวกัน กลุ่มผู้สูงวัยก็กลับจะเป็นในทางตรงกันข้าม โดยปี ๒๕๕๐ มีร้อยละ ๗ ก็จะเพิ่มอีกกว่าสองเท่าเป็นร้อยละ ๑๗ ในปี ๒๕๗๓ และร้อยละ ๒๓ ในปี ๒๕๙๓ (๒) คุณลักษณะสำคัญสองอย่างในระยะเปลี่ยนผ่านนี้ จะผกผันกัน ทว่า มีความสัมพันธ์และเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด 

ดังนั้น จากบัดนี้เป็นต้นไป สังคมไทยก็จะเป็นสังคมที่มีเด็กๆและคนหนุ่มสาวลดลง ในขณะที่เพิ่มความเป็นสังคมสูงวัยมากขึ้นเป็นลำดับ เราจะพัฒนาตนเองทางด้านต่างๆไปอย่างไรนั้น อาจจะพัฒนายุทธศาสตร์การคิดที่ต่างจากยุคที่ผ่านมาอย่างสิ้นเชิงเพราะสภาวการณ์ต่างๆแทบจะต่างจากยุคที่ผ่านไปอย่างตรงกันข้าม บทความนี้เลยจะมองผ่านตัวแปรทางสังคมและประชากรศึกษาเพื่อแสดงให้เห็นว่าเรากำลังอยู่ในสภาวการณ์สังคมอย่างไร ในอนาคตจะเป็นอย่างไร มีประเด็นสำคัญที่ภาคส่วนต่างๆจะสามารถสนองตอบเพื่อร่วมกันเรียนรู้เข้าสู่การเปลี่ยนแปลงได้อย่างเหมาะสม อย่างไรบ้าง

โดยทั่วไปนั้น ทางประชากรจะมีตัวแปรที่สำคัญคือ เพศ และ อายุ (Gender and Age) ซึ่งสองตัวแปรดังกล่าวนี้จะใช้อธิบายและแสดงกระบวนการทางประชากรในเรื่อง การเกิด การตาย การย้ายถิ่นเข้า การย้ายถิ่นออก ว่าในกลุ่มเพศชายหญิงตามกลุ่มอายุต่างๆ มีสถานการณ์อย่างไร โครงสร้างในภาพรวมในหน่วยสังคมหนึ่งๆเป็นอย่างไร ซึ่งก็จะสะท้อนสู่พลวัตรทางประชากร ผลกระทบ และผลสืบเนื่องในเชิงปริมาณและจำนวน ตามประเด็นที่นำมาพิจารณา ใช้กำหนดนโยบาย วางแผนและดำเนินโครงการพัฒนาหลายด้านเพื่อสร้างสุขภาวะของสังคมและสิ่งแวดล้อม ของประเทศต่างๆ รวมทั้งเป็นฐานความรู้สำหรับพัฒนาแนวคิดและวิธีการเพื่อสนองตอบต่อสภาวการณ์ต่างๆ ไปตามความจำเป็น เช่น วิธีการทางการศึกษาเรียนรู้ วิธีการทางการแพทย์และการสาธารณสุข เหล่านี้เป็นต้น

ทว่า ในรอบ ๒-๓ ศตวรรษที่ผ่านมา สังคมไทยและสังคมโลกต่างก็มีการพัฒนานวัตกรรมทางการศึกษาและนวัตกรรมเพื่อพัฒนาทุนมนุษย์และทุนทางสังคม(Human capital / Social capital) โดยเฉพาะการศึกษาระบบโรงเรียน (Schooling Education System) การแพทย์และการสาธารณสุข รวมทั้งการผลิตแบบอุตสาหกรรม ระบบตลาด และการจัดการภาคสาธารณะโดยภาคีต่างๆของสังคม มาอย่างมากมาย ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ ต่างก็ร่วมกันทำให้ผู้คนมีคุณภาพชีวิตและการศึกษาดีขึ้น ตัวแปรด้านคุณภาพของประชากรและพลเมือง จึงโดดเด่นขึ้นมามีบทบาทร่วมกับตัวแปรด้านจำนวนและเชิงปริมาณ ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาสุขภาวะของสังคมในทุกด้านทั้งของโลกและของท้องถิ่น

ดังนั้น เมื่อมองผ่านมิติสังคมและประชากรแล้ว โลกอนาคตจึงเป็นโลกที่มีคุณภาพการศึกษาเรียนรู้ของพลเมืองและความเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้เป็นตัวแปรสำคัญ ซึ่งในอดีตอาจจะไม่เด่นชัดอย่างนี้ แต่ต่อจากนี้ไปก็จะสำคัญมาก ไม่น้อยไปกว่าโครงสร้างอายุและโครงสร้างทางเพศ อย่างที่เรามักรู้จักปิรามิดทางประชากรเหมือนในอดีต เช่น หลักฐานจากงานวิจัยมากมายทำให้พบว่าตัวแปรระดับการศึกษานั้น มีผลต่ออัตราการเสียชีวิตของมารดาและอัตราการตายของเด็ก เป็นตัวแปรที่มีอิทธิพลต่อแบบแผนการย้ายถิ่น อัตราการเพิ่มและลดทางประชากร

รวมทั้งเมื่อกว่า ๕-๖ ปีก่อน ผมเคยลองนำเอาระดับการศึกษาเพียงระดับมัธยมศึกษามาวิเคราะห์กับปรากฏการณ์ต่างๆที่เชื่อกันว่ากำลังมีผลต่อความเปลี่ยนแปลงของสังคมและสิ่งแวดล้อมของโลกเพื่อใช้สอนและเปิดประเด็นอภิปรายกับนักศึกษา ก็พบว่าอัตราการได้รับการศึกษาของพลเมืองประชากรนั้น มีความสัมพันธ์กับอัตราการลดลงของทรัพยากรป่าไม้ และมีความสัมพันธ์กับอัตราการเพิ่มมากขึ้นของการพังทลายหน้าดินบนพื้นราบและการเปลี่ยนแปลงลักษณะทรัพยากรดิน ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องของการตั้งถิ่นฐานและกิจกรรมที่ตามมากับการอยู่อาศัย แบบแผนดังกล่าวนี้พบได้ในทุกภูมิภาคของโลกและคล้ายกันในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนกับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา การศึกษาเรียนรู้ของพลเมืองจึงเป็นตัวแปรสำคัญ อีกทั้งมีลักษณะสม่ำเสมอเพราะดำเนินการและพบได้ในทุกสังคม

เมื่อเป็นอย่างนี้ก็เลยมีการเริ่มนำเสนอมิติที่สามของความเป็นประชากรและพลเมืองมนุษย์แล้วครับ ดังตัวอย่างที่นำมาให้ดูในนี้ครับ เป็นตัวอย่างของปิรามิดทางประชากรประเทศสาธารณรัฐเกาหลีซึ่งหน้าตาแตกต่างจากปิรามิดทางประชากรแบบในอดีตที่เรามักคุ้นตาแต่กับโครงสร้างเพศชายหญิง (Sex structure) และโครงสร้างตามกลุ่มอายุต่างๆ (Age Structure)

แต่ตอนนี้เพิ่ม การได้รับการศึกษาเรียนรู้ของพลเมืองประชากร ขึ้นมาอีก ๑ มิติ จึงรวมเป็น Age, Sex and Education Structure โดยโครงสร้างทางการศึกษานั้น จำแนกเป็น ๔ ระดับ คือ ไม่มีการศึกษา ประถมศึกษา มัธยมศึกษา และสูงกว่ามัธยมศึกษาถึงอุดมศึกษา 

จากภาพปิรามิดทางประชากรในความหมายใหม่ที่เพิ่มมิติคุณภาพของประชากรและพลเมืองขึ้นมาให้เป็นอีกมิติหนึ่ง เราก็พอจะเห็นจากกรณีตัวอย่างของปิรามิดทางประชากรของประเทศสาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งสะท้อนประเด็นเพื่อมองไปยังสังคมประเทศต่างๆของโลกได้พอสมควรว่า สังคมไทยและสังคมโลกนั้น นอกจากจะเป็นสังคมที่เด็กและคนหนุ่มสาวลดลง อีกทั้งเป็นสังคมสูงวัยมากขึ้นแล้ว ก็จะเป็นคนที่มีการศึกษาเรียนรู้จากการศึกษาที่เป็นทางการและการศึกษาสมัยใหม่ หรือการเพิ่มขึ้นเชิงคุณภาพ ในจำนวนที่มากยิ่งๆขึ้น แสดงถึงกลุ่มพลเมืองที่ขาดการศึกษาและมีการศึกษาเพียงระดับประถมศึกษาจะค่อยๆหายไป พร้อมๆกับกลุ่มในโครงสร้างเพศและอายุในรุ่นต่างๆที่เป็นสีแดงและสีดำซึ่งเป็นกลุ่มการศึกษาสูงกว่ามัธยมและอุดมศึกษาก็จะค่อยๆเคลื่อนเข้าแทนที่ไล่เรียงขึ้นไปบนยอดปิรามิด กระบวนการนี้จะใช้เวลาเพียง ๓ ทศวรรษเท่านั้น

กล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่า นอกจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเพศและอายุจะทำให้สังคมไทยและสังคมโลกเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นสังคมสูงวัยแล้ว พัฒนาการทางด้านต่างๆในยุคที่ผ่านมา กำลังค่อยๆทำให้สังคมทั่วโลกกลายเป็นสังคมของประชากรและพลเมืองผู้มีการศึกษา จึงนับว่าได้ให้คุณค่าและความหมายใหม่ที่สำคัญต่อความเป็นทุนมนุษย์(Human capital)และทุนทางสังคม(Social capital) ซึ่งควรจะมีส่วนมากต่อการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์การพัฒนากระแสหลักที่เสียสมดุลไปกับการมุ่งแข่งกันแสวงหาความมั่งคั่งทางเงินตราเป็นตัวตั้ง ไปสู่การถือเอาคน ชุมชน และสุขภาวะสังคมเป็นศูนย์กลาง(๓)

จำนวนกับคุณภาพตามกรอบต่างๆของประชากรและพลเมือง จะเป็นทั้งเป้าหมายการพัฒนาและเป็นปัจจัยสำหรับการแก้ปัญหา ที่สำคัญที่สุด ดังนั้น การพัฒนาในทุกด้านที่จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการทางการศึกษาเรียนรู้ทั้งของปัจเจกและของสังคม จึงจะมีความหมายต่อความเป็นไปของสังคมในอนาคตอย่างยิ่ง อีกทั้งเป็นการมีความหมายในบริบทที่กว้างและมีความลึกซึ้งมากกว่าการมองเรื่องการศึกษาเรียนรู้อย่างที่เป็นมาในอดีต ดูปรากฏการณ์และสภาวการณ์นี้ของประเทศในภูมิภาคต่างๆของโลกได้อีกที่นี่ครับhttp://www.iiasa.ac.at/Research/POP/edu01/pyramids.html

อย่างไรก็ตาม กระบวนการศึกษาเรียนรู้ที่ทำให้คุณภาพและคุณลักษณะทางตัวแปรอย่างใหม่ของประชากรเด่นชัดขึ้นมานี้ จะก่อให้เกิดผลกระทบทางกระบวนการพฤติกรรมเชิงสังคม และก่อผลสืบเนื่องต่างๆตามมาอย่างไรนั้น ทั้งสังคมไทยและสังคมโลกมีองค์ความรู้เพื่อตอบคำถามอย่างนี้น้อยมากครับ เช่น ที่ประเทศญี่ปุ่นและสิงคโปร์ มีอัตราเพิ่มประชากรติดลบและลดลงจนมีแนวโน้มว่าจะกลายเป็นเหตุแห่งการทำให้ตนเองล่มสลายที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน ก็ยังไม่รู้ว่าจะพัฒนาแรงจูงใจและพัฒนาการศึกษาเรียนรู้อย่างไรให้พลเมืองอยากแต่งงานและมีลูกเพิ่มขึ้น

หรืออย่างที่สังคมทั่วไปเชื่อมั่นกันว่า เมื่อมีลูกน้อยลง สังคมต่างๆก็จะพัฒนาการศึกษา การแพทย์การสาธารณสุข และสิ่งต่างๆที่จะทำให้ผู้คนมีความสุขและมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ทุกอย่างจะเพียงพอมากขึ้น ซึ่งก็ทำตามกันไปทั่วโลก แต่พอผ่านไป จนวันหนึ่งก็ได้รับรู้ความเป็นจริงในวันนี้กันว่า มีบางส่วนเท่านั้นที่ดีขึ้นอย่างที่คิดและเชื่อตามกันมา

แต่ครั้นพอจะต้องตอบว่า ทั้งปัจเจกกับสังคมไทยและสังคมโลกมีความสุขและคุณภาพชีวิต ตลอดจนการพัฒนาทางด้านต่างๆของสังคมและสิ่งแวดล้อม ดีขึ้นจริงหรือไม่นั้น ทั่วโลกก็ชักจะไม่มีใครกล้ายืนยันและฟันธงครับ มิหนำซ้ำ หลายประเทศในโลกกลับรู้สึกว่าสภาวการณ์หลายอย่างนั้นเลวร้ายลงมากกว่าเดิม

นอกจากนี้ ก็ต้องไม่ลืมว่า การศึกษาที่ได้สร้างสังคมของพลเมืองประชากรผู้มีการศึกษาให้เด่นชัดยิ่งขึ้นทั้งโลกนี้ นอกจากก็เป็นการศึกษาแบบทุนนิยมในกระบวนทัศน์เก่านั่นเองแล้ว องค์ประกอบภายในตัวแปรทางการศึกษาของพลเมืองก็เพิ่งมีการนำมาวิเคราะห์เพียงบางด้าน อันได้แก่ ระดับการได้รับศึกษาในระบบโรงเรียน เท่านั้น ทว่า ยังขาดมิติอื่นๆที่มีนัยสำคัญต่อความซับซ้อนของสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งความหลากหลายของการพัฒนาการศึกษาเรียนรู้ของพลเมืองและโครงการประชากรศึกษาที่จะเป็นตัวอธิบายในเชิงคุณภาพของทุนมนุษย์และทุนทางสังคมที่จะจัดการความเปลี่ยนแปลงทางสังคมประชากรในเงื่อนไขแวดล้อมใหม่ที่เกิดขึ้น 

สภาพการณ์ดังกล่าวนี้ จะทำให้คนทำงานการศึกษาทุกระดับ ทั้งภาคที่เป็นทางการและเครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อการศึกษาและพัฒนา ตลอดจนหน่วยงานและองค์กรเพื่อการศึกษาเรียนรู้ของชุมชนแบบต่างๆ มีบทบาทที่สำคัญมากต่อการพัฒนาองค์ประกอบต่างๆที่จะส่งผลต่อความเป็นตัวแปรเชิงคุณภาพของทุนมนุษย์และทุนทางสังคม เพื่อสร้างสังคมสุขภาวะให้สอดคล้องกับกระบวนทัศน์การพัฒนาและเงื่อนไขแวดล้อมที่เปลี่ยนไป ดังที่กล่าวมาโดยลำดับ.

..............................................................................................................................................................................

(๑) ลักษณะเชิงลบบางด้านของสังคมทุนนิยมและสังคมบริโภคนิยม ที่อาจทำให้สังคมเศรษฐกิจเสียความสมดุลก็คือ การเป็นผู้ผลิต ความสามารถผลิต การใช้แรงงาน ความเป็นนายตนเอง และความสามารถเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต อาจไม่เป็นตัวชี้ขาดว่าเราจะได้กินดีอยู่ดี มีสุขภาวะและคุณภาพชีวิตที่ดี เพราะตัวชี้ขาดความสามารถเข้าถึงโอกาสและสิ่งที่ดี การได้ความสุขสบายในชีวิต ได้ความยุติธรรมและเท่าเทียมทางสังคม มีคุณภาพแห่งชีวิตและคุณภาพสังคมที่ดี กลับอาจจะอยู่ที่การไม่ต้องเป็นผู้ผลิตและใช้แรงงาน ทว่า อยู่ที่การมุ่งลดต้นทุน ลดลงแรง และทำแต่น้อยแต่ให้ได้กำไรมากๆ เมื่อทำกำไรและสะสมความร่ำรวยได้มากเท่าใด ก็ทำให้มีโอกาสได้สิ่งที่ต้องการอีกทีหนึ่งได้มากเท่านั้น 

(๒) ข้อมูลเบื้องต้นจาก Asian Demographic and Human Capital Data Sheet 2008, International Institute for Applied Systems Analysis เข้าไปดูเพิ่มเติมได้ที่ www.iiasa.ac.at

(๓) แนวคิดเกี่ยวกับทุนมนุษย์(Human capital) และ ทุนทางสังคม(Social capital) รวมทั้งการถือเอาคน ชุมชน และความเป็นสังคมสุขภาวะเป็นศูนย์กลางนั้น จัดว่าเป็นการหยิบยืมวิธีการของทุนนิยมมาขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงทางสังคมภายใต้กระบวนทัศน์ใหม่ โดยหันเหออกจากด้านลบของเศรษฐกิจทุนนิยมจากการสะสมทุนทางเงินตรามาสู่การสะสมทุนชนิดที่ยิ่งใช้ก็จะยิ่งเพิ่มพูนและเข้มแข็งนั่นเอง แนวคิดดังกล่าวนำเสนอโดยนักวิชาการในกลุ่ม Post-industrial society, Civil society, Neo-Humanism ซึ่งเป็นแนวคิดเชิงปฏิรูปมากกว่าเป็นแนวคิดการเปลี่ยนแปลงแบบ Radical change