ดังนั้นประการแรกคือการจดให้มากเท่าที่จะเป็นไปได้ ซึ่งในระหว่างการฟังและจดบันทึกจากการฟังนั้น ผมจะจินตนาการตามไปด้วย และพยายามมองให้เห็นองค์ประกอบ ๓ ประการ ได้แก่ ตัวละคร เห็นฉาก และเห็นเหตุการณ์

   ผมชอบเขียนบันทึกที่เกิดจากการฟังเรื่องเล่าจากผู้คนครับ และรู้สึกว่าจะถนัดเขียนเรื่องทำนองนี้ รวมทั้งมีหลายคนชมว่าผมเขียนงานแบบนี้ได้ดี จึงอยากจะถ่ายทอดประสบการณ์ส่วนนี้แบ่งปันครับ

   เมื่อแรกได้ฟังเรื่องราวที่จะนำมาเขียนผมทำอย่างไร

   ผมทำสองอย่างคู่กันไปครับ หนึ่ง จดยิบอย่างละเอียดเท่าที่จะเป็นไปได้ และสอง บันทึกเสียงครับ

   ผมเป็นคนความจำสั้น (แต่ความรักยาวนานครับ ฮิ ฮิ...) และจดจำได้เพียงระดับข้อมูล การตีความและยกระดับข้อมูลต้องดำเนินการหลังจากนั้น หลังจากได้อ่านบันทึกเพิ่มเติม ดังนั้นหากปราศจากการจดบันทึก มีแนวโน้มเกือบร้อยทั้งร้อยที่จะไม่ได้เขียนถึงเรื่องราวนั้น ๆ

   ดังนั้นประการแรกคือการจดให้มากเท่าที่จะเป็นไปได้ ซึ่งในระหว่างการฟังและจดบันทึกจากการฟังนั้น ผมจะจินตนาการตามไปด้วย และพยายามมองให้เห็นองค์ประกอบ ๓ ประการ ได้แก่ ตัวละคร เห็นฉาก และเห็นเหตุการณ์

   ในบางช่วงบางตอนที่เป็นไฮไลท์ของเรื่อง ผมจะพยายามจินตนาการให้เห็นทั้ง ๓ องค์ประกอบ แล้วนำช่วงตอนนี้มาเป็นตัวนำเรื่องราวที่ผมจะเขียนถึง

   หากในการฟังเรื่องราวผมไม่สามารถจินตนาการไฮไลท์เรื่องราวได้ ผมจะกลับมาอ่านและทบทวนบันทึก แล้วดึงเอาไฮไลท์ของเรื่องออกมา

   ประการถัดมา เป็นขั้นตอนของการเขียน

   งานเขียนทำนองนี้โดยมาก ผมจะเริ่มต้นจากไฮไลท์ของเรื่อง ซึ่งแน่นอนว่ามีองค์ประกอบ ๓ ประการ ดังที่ผมกล่าวมา จากนั้นก็เขียนเรื่องราวที่รับรู้รับฟังมาก

   โดยส่วนตัวผมชอบคำพูดที่ออกจากปากของผู้เล่า ในหลายกรณีผมจะโค้ดคำพูดของผู้เล่าลงไป ผมคิดของผมเองว่ามันทำให้งานเขียนหรือบันทึกนั้น ๆ มีสีสัน

   เนื่องจากในขั้นตอนการจด ผมดำเนินการค่อนข้างละเอียด คำพูดต่าง ๆ ที่จดไว้จึงนำมาใช้ประโยชนืได้อย่างเต็มที่ และในบางคราวหากดูจากบันทึกไม่หนำใจ ก็จะย้อนกลับไปฟังเสียงที่ได้บันทึกไว้

   ผมเคยเล่าไว่ในบันทึกก่อนหน้านี้ว่า การอ่าน ทำให้เราสะสมคำ ศัพท์ ประโยค ลีลาการเขียนต่าง ๆ ไว้ หากเรื่องราวโฉบเฉี่ยวไปใกล้สต็อกเหล่านั้น ก็จะเอาสต็อกออกมาใช้อย่างไม่กลัวหมด และโดยส่วนตัวแล้วผมชอบที่จะใช้คำสวย ๆ ที่มักปรากฏในบทกวี บทกลอน นำมาใช้ในงานเขียนของผมเสมอ

   อย่างไรงานเขียนของผมก็ยังมีจุดอ่อนครับ

   ยังเป็นงานที่เล่าแบบตรงไปตรงมา เห็นอย่างไรเขียนไปอย่างนั้น ความรู้ที่ปรากฏในงานเขียนเป็นความรู้ที่เกิดจากเรื่องเล่า มิใช่ความรู้ที่เกิดจากผมในฐานะคนเขียน ซึ่งผมคิดว่างานเขียนที่ดีควรยกระดับความรู้ไปให้มากกว่านั้น มิใช่บังอาจยกตนไปเทียบนะครับ แต่งานเขียนคุณภาพเหล่านั้น ได้แก่ งานเขียนของ อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ หรือใน G2K ก็มีหลายท่าน เช่น ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช, ดร. แสวง รวยสูงเนิน, ครูบาสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์, ดร.รัตน์ คำศรีจันทร์, ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ, อ.ธนิตย์ สุวรรณเจริญ, อ.พนัส ปรีวาสนา และ คุณจตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร ฯลฯ

 

บันทึกที่เกี่ยวข้อง

 ถอดบทเรียนตัวเองเรื่องการเขียน : (๑) ที่มาและที่ไป

ถอดบทเรียนตัวเองเรื่องการเขียน : (๒) ขอเล่าเรื่องตัวเองสักหน่อย

ถอดบทเรียนตัวเองเรื่องการเขียน : (๓) การอ่านเป็นพื้นฐานที่สำคัญ

ถอดบทเรียนตัวเองเรื่องการเขียน : (๔) ก้าวแรกและก้าวต่อของการฝึกเขียน

ถอดบทเรียนตัวเองเรื่องการเขียน : (๕) เวทีชื่นชมผลงาน

ถอดบทเรียนตัวเองเรื่องการเขียน : (๖) การพัฒนาแบบก้าวกระโดดใน G2K

ถอดบทเรียนตัวเองเรื่องการเขียน : (๗) การเขียนแนวทางแบบผม

ถอดบทเรียนตัวเองเรื่องการเขียน : (๘) ส่งท้ายบทเรียน