การทำมาหากินสมัยนี้ ก็ใช้แนวคิดการเอาชีวิตรอดของคนยุคเก่าๆ มาใช้ จำได้ว่าสมัยตอนผมเด็กๆ คุณย่าผมซึ่งขายกาแฟในโรงพยาบาล ได้ใช้ผมแกมบังคับให้ไปเร่ของกาแฟแข่งกันกับเด็กๆ ของร้านค้าคู่แข่งกัน ตามประสาเด็กผมก็ลำบากใจจนแทบจะร้องไห้ออกมาเลยละครับ แต่ก็ต้องไปแบบจำใจ เมื่อไปขายของก็ไม่ได้คิดอะไร ก็แข่งขันกับเพื่อนกันแบบสุดตัวละครับ ยิ่งขายดีของหมดเร็ว ผมก็ยิ่งสนุก บางทีก็กลับมาชงกาแฟโอวัลตินเพิ่มและนำไปขายต่อ คล้ายกับการแข่งทำยอดของพนักงานขายสมัยนี้ละครับ ทำให้ได้คิดว่าแนวคิดแบบนี้ยังคงอยู่และยังเป็นอมตะมาจนวันนี้
เห็นได้ชัดเลยครับ กับการเข้ามาของร้านค้าปลีกสมัยใหม่ที่มีขนาดใหญ่ และมีของให้เราเลือกในทุกความต้องการ ซึ่งนำมาซึ่งการย้ายที่ซื้อของลูกค้าร้านโชว์ห่วย ก็เป็นธรรมดาหรอกครับการเคลื่อนตัวของลูกค้าเป็นไปตามธรรมชาติ หากใครเคยไปใช้บริการร้านโชว์ห่วยก็จะรู้ว่าลูกค้านั้นไม่มีสิทธิ์มีเสียงมีอำนาจใดๆ เลย คล้ายกับเราไปขอความช่วยเหลือจากท่านเจ้าของร้านก็ไม่ปาน จริงๆ ไม่รู้ว่าบรรดาเฮีย เจ้ เค้าจะรู้หรือเปล่าก็ไม่ทราบนะครับ ว่าความรู้สึกของลูกค้าเป็นแบบนี้
จวบจนการก้าวเข้ามาของร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ ห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อที่ดาษดื่นอยู่ทั่วไป คนเดินดินกินข้าวแกงก็ได้อิสระในการเลือกของ ได้ลองจนพอใจจึงตัดสินใจซื้อ ห้อมล้อมไปด้วยบริเวณที่กว้างขวาง สะอาด มีมาตรฐาน มีเครื่องปรับอากาศ การรับประกันสินค้า ฯลฯ ในราคาที่ถูกกว่าร้านโชว์ห่วยทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด
ด้วยเหตุนี้จึงทำให้สภาพของตลาดเปลี่ยนไป ร้านรวงที่เคยเห็นตามตลาดสด ซึ่งเต็มไปด้วยสินค้าที่แขวนเต็มทางเดินเพื่อให้เตะตาลูกค้า นั้นค่อยๆ บางลงและนานเข้าก็กลายเป็นที่อยู่ ไม่ได้เป็นร้านค้าอีก ก็เป็นที่มาที่เค้าเรียกว่า การล่มสลายของโชว์ห่วย นั่นเอง แต่ก็ยังไม่ได้หมดไปหรอกนะครับ มีหลายที่ทีเดียวที่ความเจริญยังไปไม่ถึงขีดเค้าก็ไหวตัวทัน รวมตัวกันต้านกลุ่มทุนเหล่านี้...จึงยังทำให้เราได้เห็นบรรยากาศเก่าๆ ได้ในบางที่
เมื่อเกิดการเปลี่ยนแนวการตลาดระดับเมือง ระดับโลก เช่นนี้ การที่ทำอย่างนี้ คนได้ประโยชน์ก็มีเช่น ผู้บริโภคได้สินค้าและบริการที่ดี ในท้องถิ่นเกิดการสร้างงาน คนมีงานทำกัน และก็อีกหลายๆ อย่าง แต่ทั้งหมดทั้งปวงก็ยังไม่เพียงพอ ยังต้องมีคนที่เขาจำเป็นต้องทำมาหากินกัน มันก็เกิดการต่อสู้เพื่อเอาตัวรอดในสภาพปลาใหญ่กินปลาเล็กอย่างนี้ ก็โดยการที่นำภูมิปัญญาแบบชาวบ้านของเราหรือที่เรียกกันในแบบของสากลก็คงจะเรียก การขายตรง มาใช้โดยการสร้างเป็นตลาดนัด ซึ่งแรกๆ ก็อาจจะเดือนละ2-3ครั้ง โดยกำหนดสถานที่ไปตามกลุ่มชุมชน และมีจุดขายที่ชัดเจนก็คือ สินค้าราคาถูกถึงถูกมาก สินค้ามือสอง อาหารในแบบราคาถูก เบเกอรี่ พืชผักที่เกษตรกรปลูกเอง ทำให้เกิดกำหนดการที่ชัดเจน ประชาชนในระแวกนั้นก็บอกกันปากต่อปาก จึงเป็นสถานที่นัดพบกันของผู้ขายและผู้ซื้อแบบชั่วคราวขึ้น ช่วงเวลาในการคึกคักก็เริ่มจาก สี่โมงเย็นไปถึง สามทุ่มเห็นจะได้ นิยมกันมากครับ เป็นสถานที่ที่หลายคนก็ใช้เป็นที่พักผ่อน เดินดูวิถีชีวิตของผู้คน และยังเป็นที่ที่พักผ่อนที่ดีในเมืองที่เงียบสงบอีกด้วย การทำตลาดนัดนี้ช่วงหลังเศรษฐกิจไม่ค่อยดี หากินกันลำบาก หลายคนที่เคยมีหน้าร้านซึ่งมีรายจ่ายค่อนข้างแพงก็เริ่มเข้าร่วมกันกับกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าตลาดนัด เกิดการทำตลาดนัดแบบทัวร์ทั่วภาคเหนือกันเลย ด้วยข้อกำหนดของตลาดนัดที่จำเป็นต้องมีช่วงเวลาเช่น ตลาดนัดวันอังคาร ก็ทำให้อีก 6 วันหลายไม่รู้ว่าจะไปขายที่ไหนเขาก็พัฒนาต่อว่า อังคารที่พิจิตร พุทที่ตาก พฤหัสที่สุโขทัย ศุกร์ที่ทับคล้อ ...คือขายทุกวันแต่เปลี่ยนสถานที่ไป จากการนำแนวคิดแบบท้องถิ่นมาปรับตัวสู้กับการตลาดระดับโลก ก็เห็นถึงการอยู่ร่วมกัน การเอาตัวรอดของผู้คน และยังเห็นถึงพลังอำนาจของการต่อสู้แบบชาวบ้าน และคิดว่า..ยังคงเป็นการต่อสู้ที่เป็นอมตะไปอีกนานละครับ
เป็นบทความที่ดีมาก มองเห็นภาพของคำว่า สังคม
ขอบคุณครับ..คุณ
ได้เห็นความเปลี่ยนแปลง
คล้ายกับยุคหนังโรงกับหนังกลางแปลงเลย
เข้าใจในความเป็นไปของมัน แต่ดิฉันก็พยายามซื้อของในห้างให้น้อยลง ซื้อของในชุมชนและท้องถิ่นให้มากขึ้น เพื่อให้สมาชิกของเราในชุมชนอยู่ได้ บ้านของดิฉันห่างจากแม็คโค 6 กม. คาร์ฟู 10 กม. และห้างโลตัส 13 กม. ดิฉันพยายามคิดว่าเข้าห้างของถูกก็จริงแต่เสียเงินก้อน (จ่ายเพลิน) ซื้อของชาวบ้านแพงกว่านิดหน่อย แต่จ่ายเงินทีละเล็กทีละน้อย และช่วยคนไทยด้วยกัน......ขวางโลกไปหรือเปล่าเนี่ย...อิ....อิ
นมัสการครับ พระมหาแล ขำสุข(อาสโย)