พักจากการทำงาน  การบ้านสำหรับครู  ก็หันไปนอนอ่านหนังสือ เดินเล่นดูต้นไม้ที่มีอยู่เล็กน้อยภายในบ้าน  เลือกไม้ประดับแบ่งไปไว้ที่โรงเรียน  แบ่งให้เพื่อน ๆ เพราะบ้านมีพื้นที่เล็ก ๆ เพียง ๑๐๐ ตรว.  ถูกเทปูนปูกระเบื้องเต็มพื้นที่เป็นการป้องกันความสะอาดให้น้องหมา  แบ่งส่วนหนึ่งมุงหลังคาโปร่งเป็นเรือนกล้วยไม้ และวางไม้ประดับหลากหลายที่เคยเป็นบ้างคลั่งไปแสวงหามาไว้  เมื่อนำกระถางไม้ประดับออกเป็นบางส่วนพอจะมีวางกระถางปลูกพืชสำหรับอาหารบ้าง  สำหรับต้นไม้โต ๆ นำไปปลูกริมรั้วนอกบ้าน ๒ ด้านคือด้านซ้ายและด้านหน้าบ้าน  รดน้ำทุกวันตอนเย็น  วันนี้จะปลูกต้นมะรุมเพิ่มเติม

        อากาศเย็นลมอ่อน ๆ   ยกเก้าอี้นอนลงไปนอนอ่านหนังสือ  ได้ยินเสียงลูกปาล์มร่วงหล่นเป็นระยะ ๆ  เสียงลูกของนกเขาที่มาสร้างรังที่ต้นปาล์ม  น้องนัทเองก็ชอบธรรมชาติ  เอาเสื่อไปปูนั่งใกล้ ๆ สังเกตว่าเธอก็มีหนังสือธรรมะสำหรับเยาวชนเหมือนกัน 

        "วิถีแห่งความรู้แจ้ง"  ของพระปราโมทย์ ปราโมชโช  ที่ฉันอ่านเป็นถ้อยคำที่เรียบเรียงง่าย  ไม่สับสนและไม่มีภาษาธรรมะระดับสูง หรือเข้าใจยาก  ฉันจึงมีความตั้งใจว่าจะนำบทอ่านที่ฉันอ่านมาถ่ายทอดให้จนจบ ตอนที่ ๒ นี้ท่านกล่าวว่าต่อไปนี้

        "การปฏิบัตินั้นถ้าจะป้องกันความผิดพลาด  ก็ควรจับหลักให้แม่น ๆ ว่าเราปฏิบัติเพื่อรู้ทันกิเลสตัณหา  ที่คอยจะครอบงำจิตใจ ปฏิบัติไปจนจิตฉลาด พ้นจากอำนาจของกิเลสตัณหา ไม่ใช่ปฏบัติเพื่อสิ่งอื่น  

       ก่อนอื่นก็ต้องสร้างความเข้าใจและขอบเขตของพระพุทธศาสนาว่า พระพุทธศาสนาไม่ใช่ยาแก้สารพัดโรค  ครอบจักรวาล  ไม่ใช่เครื่องมืออย่างเดียวในการดำรงชีวิตอยู่ในสังคม  และอย่าเข้าใจว่า  พระพุทธศาสนาเป็นเรื่องอื่น  นอกเหนือจากการเรียนรู้เรื่องของความทุกข์ และการปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ (ทางใจ) เท่านั้น   เนื่องจากพระพุทธศาสนาไม่ได้มีไว้เพื่อตอบปัญหาเกี่ยวกับไสยศาสตร์ โชคลาง เจ้ากรรมนายเวร ชาติหน้าชาตินี้ หรือผีสางเทวดาฯ 

         เครื่องมือสำหรับการปฏิบัติธรรมคือสติและสัมปชัญญะ  การที่เรารู้ทันสิ่งที่กำลังปรากฏกับจิต  เช่นความลังเลสงสัย  ความอยาก ความกังวล  ความสุข  ความทุกข์ ฯลฯ  เป็นการหัดให้มีสติซึ่งเป็นเครื่องมือในการรับรู้อารมณ์ที่กำลังปรากฏ  เฝ้ากระตุ้นเตือนให้เรารู้ตัว ไ ม่เผลอส่งจิตไปกับตา หู กาย จมูก ลิ้นและใจ  คือหลงเข้าไปอยู่ในโลกของความคิด  เอาสติไปจอกับอารมณ์ที่ปรากฏ การกระตุ้นความไม่เผลอนี้เรียกว่าสัมปชัญญะ คือความรู้ตัว 

        การเจริญสติปัฏฐาน คือการมีสติสัมปชัญญะระลึกรู้ กาย เวทนา จิต  โดยทำตามความถนัดของแต่ละบุคคล  เช่นให้รู้อิริยาบถ  ความเคลื่อนไหว  รู้ลมหายใจเข้าออก  ถ้าจิตยังไม่มีกำลังให้รู้ไปอย่างสมถะ  คือเอาสติไปจดจ่ออย่างสบาย ๆ  ลงในกายที่ถูกรู้นั้น  เมื่อจิตมีกำลังขึ้นแล้ว   ก็ให้เห็นว่าอิริยาบถหรือลมหายใจนั้นเป็นเพียงสิ่งที่ถูกรู้ ถูกเห็น ไม่ใช่จิต  มีความไม่เที่ยง เป็นทุกข์เป็นอนัตตา ปรากฏอยู่ต่อหน้าต่อตานั้นเอง  เมื่อทำได้แล้ว  จิตจะมีกำลังสติสัมปชัญญะมากขึ้น  หากนามธรรมใดปรากฏกับจิตก็สามารถรู้เท่าทันได้  และหากจิตมีกำลังมากขึ้นก็จะสามารถจำแนกขันธ์ละเอียดต่อไปจนเข้าถึง "ใจ" ได้ 

        การเจริญสติสัมปชัญญะที่ไม่ถูกต้อง  เป็นการปฏิบัติที่เป็นปัญหา แทนที่จะรับรู้ความจริงกลับไปสร้างอารมณ์อันหนึ่งขึ้นมา  แล้วพากันเข้าไปติดอยู่ในอารมรณ์นั้น  เกิดจากการฟุ้งซ่านมากเกินไป ก็จะทำให้มองไม่เห็นความจริง   อีกประการหนึ่งเป็นการปฏิบัติธรรมด้วยความอยาก  อยากเห็นธรรมเร็ว ๆ  อยากเป็นคนเก่ง  อยากได้รับการยอมรับ  จึงทำให้เร่งทำความเพียร แทนที่จะเป็นการเจริญสติอย่างต่อเนื่อง กลับกลายเป็นการปฏิบัตืด้วยความหักหาญเคร่งเครียดทำให้จิตใจภายในไม่มีความสุข 

         การปฏิบัติควรสังเกตจิตใจของตนเองไว้บ้าง  หากรู้สึกว่าจิตใจเกิดความหนักที่แตกต่างหรือแปลกแยกจากธรรมชาติแวดล้อม ก็แสดงว่าจิตไปยึดติดอะไรเข้าให้แล้ว เมื่อรู้ก็สังเกตว่าจิตยินดียินร้ายหรือไม่ต่อสิ่งที่แปลกปลอมนั้น 

        พระศาสดาสอนว่า  ขันธ์ทั้ง ๕ เป็นของหนัก  บุคคลแบกของหนักพาไป  เขาย่อมไม่พบกับความสุขเลย  คำสอนของพระองค์นั้น  คำไหนเป็นคำนั้น  ขันธ์เป็นของหนักจริง ๆ สำหรับคนที่มีตาที่จะดูออกได้"

         ธรรมะสวัสดีค่ะ