บทบาท หญิง - ชาย ในโลกของการทำงานในยุคปัจจุบัน

เมื่อประมาณ 30 กว่าปีมาแล้ว สังคมไทยในสมัยก่อน มีชีวิตความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย ไม่ฟุ้งเฟ้อ เหมือนกับยุคปัจจุบัน ครอบครัวจะอยู่กันพร้อมหน้า พ่อ - แม่ - ลูก - ปู่ - ย่า - ตา - ยาย - พี่ - ป้า - น้า- อา ฯลฯ เป็นสังคมขนาดใหญ่ อาชีพในการทำงานเรียกได้ว่าจะเป็นอาชีพภายในครอบครัวมากกว่า เรียกว่า "ครอบครัว" จะอยู่กันแบบพร้อมหน้าพร้อมตา มีความอบอุ่น โดยเฉพาะอบอุ่นใจ

โดยฝ่ายชายจะเป็นผู้ออกนอกบ้านเป็นผู้หาเงินหรือรายได้เพื่อมาเลี้ยงครอบครัว โดยปล่อยให้ฝ่ายหญิง มีหน้าที่ หุงหาอาหาร ทำกับข้าว เป็นแม่บ้าน แม่เรือน ทำงานภายในบ้านเป็นส่วนใหญ่ (ซึ่งเป็นงานเบา ๆ) และดูแลลูกให้ความอบอุ่นแก่ลูกอย่างใกล้ชิด ยกตัวอย่างเช่น ครอบครัวของผู้เขียนเอง พ่อจะมีหน้าที่ออกไปทำงานนอกบ้านเพื่อหาเงินเป็นรายได้ มาเลี้ยงครอบครัว สำหรับแม่ของผู้เขียน มีหน้าที่เป็นแม่บ้าน ทำงานบ้าน ดูแลลูก ซึ่งถ้าถามผู้เขียนว่า เกิดความอบอุ่นหรือไม่ ผู้เขียนสามารถตอบได้อย่างเต็มปากว่า "เป็นครอบครัวที่อบอุ่นมาก" ยิ่งใจยิ่งแล้ว ผู้เขียนสามารถบอกได้ว่า "เป็นเด็กที่อยู่กับครอบครัวที่อบอุ่นมาตลอด" ผิดกับบางครอบครัว เช่น พวกเพื่อน ๆ พ่อ แม่ จะคอยทะเลาะกันอยู่ตลอดเวลา บางคู่ถึงกับตบตีกัน บางครั้งผู้เขียนแอบเห็นเพื่อน ๆ ตอนที่เป็นเด็กกัน มีความรู้สึกหงอย ๆ แต่ผู้เขียนก็ไม่ได้สนใจอะไรมากนัก แต่พอมาทราบภายหลังว่า ครอบครัวของเพื่อนเขามีปัญหากัน พ่อ - แม่ ทะเลาะกัน ทำให้เขาไม่มีความสุข ผู้เขียนยังหันมาคิดว่า ทำไม พ่อ - แม่ เราไม่เห็นทะเลาะกัน (จะมีบ้างก็แค่มีปากเสียงนิดหน่อย (ขัดคอกัน)ไม่ถึงขั้นลงมือทำร้ายกัน และผู้เขียนก็เห็นพ่อต้องมาง้อแม่ เป็นอย่างนี้อยู่ประจำ) เวลากินข้าว เช้า - เย็น ครอบครัวของผู้เขียนจะนั่งล้อมวง มี พ่อ - แม่ - ผู้เขียน และน้องสาวรวม 4 ชีวิต ต้องกินข้าวพร้อม ๆ กัน เรียกว่า "อยู่กันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา" จนเพื่อน ๆ ที่ผ่านหน้าบ้าน เคยบอกผู้เขียนว่า "อิจฉาผู้เขียนจัง" เขาต้องการให้ครอบครัวเขาเป็นอย่างครอบครัวของผู้เขียน แต่เนื่องจาก พ่อ - แม่ เขามีไร่เยอะ พ่อ - แม่ เขาต้องไปดูไร่ จึงทำให้ไม่มีเวลามานั่งกินข้าว ซึ่งในตอนนั้น ผู้เขียนก็ไม่ได้คิดอะไร ได้แต่พยักเพยิดหน้าไปตามเรื่องตามราว...

เมื่อผู้เขียนกลับจากโรงเรียนทุกวัน สิ่งที่แม่ได้เตรียมไว้ให้ คือ ขนมหวาน เช่น บัวลอย กล้วยบวชชี ข้าวเหนียวเปียก ขนมเปียกปูน ฯลฯ แล้วแต่แม่จะเป็นผู้ทำขนมเอาไว้ให้ผู้เขียนได้ทานหลังจากเลิกเรียน เป็นอย่างนี้ จนผู้เขียนเรียนจบ มีงานทำ จนมีครอบครัว

มาถึงสมัยที่ผู้เขียนได้เริ่มทำงานโดยรับราชการหลังจากที่ได้แต่งงานแล้ว ผู้เขียนเกิดความรู้สึกว่าได้ทำงานมาเสริมรายได้ให้กับครอบครัว ดูแล พ่อ - แม่ ทำให้ผู้เขียนไม่ได้คิดถึงเรื่องการที่ต้องนั่งอยู่กับบ้านเฉย ๆ ทำงานบ้าน เป็นแม่ศรีเรือนอยู่กับบ้าน แต่ชีวิตของผู้เขียนเมื่อได้รับราชการแล้ว ซึ่งการรับราชการก็ไม่ใช่เหมือนกันเสียทุกคน โดยชีวิตของผู้เขียนต้องโลดแล่นกับการเดินทางอยู่ตลอด เพราะงานที่ทำนั้นไม่ใช่งานที่อยู่ใกล้ ๆ บ้าน เป็นสถานที่ทำงานที่ต้องเดินทาง โดยเช้าวันจันทร์ไปทำงานและต้องเช่าที่พักเพื่อค้างคืนจนถึงเย็นวันศุกร์ก็กลับบ้าน (ครอบครัว) เป็นอยู่อย่างนี้ทุกสัปดาห์ ลูกจะเห็นหน้าแม่ก็วันศุกร์ตอนเย็น (วันเสาร์ - อาทิตย์) ผู้เขียนปฏิบัติตนอยู่อย่างนี้ เป็นเวลา 18 ปี กว่าจะได้อยู่ด้วยกัน พร้อมหน้า พ่อ - แม่ - ลูก และเนื่องจากการรับราชการสมัยก่อน ผู้ที่เป็นข้าราชการถ้าต้องการเลื่อนซี เลื่อนตำแหน่งให้สูงขึ้น ต้องมีการโยกย้ายเปลี่ยนสถานที่ทำงาน เงินเดือนถึงจะได้สูงขึ้น ซีถึงจะสูงขึ้น ตำแหน่งถึงจะสูงขึ้น (การที่ซีหรือตำแหน่งจะสูงขึ้นได้ นั้น ผู้เขียนต้องไปสอบแข่งขันที่ส่วนกลาง (สปช.) เดิม ซึ่งทำการเปิดสอบ)

แต่ผู้เขียนค่อนข้างที่จะหัวดี คือ สอบครั้งเดียว ติด ไม่มีรอบสอง ทำให้การเลื่อนซีของผู้เขียนเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว ผิดกับพวกเพื่อน ๆ ที่สอบแล้วไม่ได้เขาก็ต้องไปสอบรอบสองซึ่งเสียเวลา บางรายก็สอบไม่ได้เลย การที่ผู้เขียนสอบได้อยู่เรื่อย ๆ ทำให้พ่อบ้านซึ่งสนับสนุนให้ผู้เขียนได้ไปทำงานนอกบ้าน (เนื่องจากพ่อบ้านสอบไม่ได้อย่างผู้เขียน) โดยพ่อบ้านจะเป็นผู้ดูแลลูกชายแทนผู้เขียน ผู้เขียนก็เลยกลายเป็นผู้หญิงสมัยใหม่ที่ต้องทำงานนอกบ้าน แทนที่จะเป็นผู้ชายคือพ่อบ้านออกไปทำงานนอกบ้าน การที่ผู้เขียนได้ทำงานนอกบ้าน ทำให้ผู้เขียนได้เรียนรู้จากโลกภายนอกว่าเป็นอย่างไร และมีความคิดว่า "การที่จะดีจะชั่วอยู่ที่ตัวเราเอง" เป็นอย่างไร ผู้เขียนมีความคิดว่าทุกอย่างที่เราทำอยู่ เป็นอยู่ นั่นคือ หน้าที่ที่เราต้องมีความรับผิดชอบที่จะต้องทำ...จนบางครั้ง เพื่อน ๆ พี่ ๆ ตั้งฉายาให้ผู้เขียนว่า "หญิงเหล็ก" เพราะผู้เขียนทำอะไรทำจริง มีความมุ่งมั่นในการทำงาน คือ งานใดถ้าได้รับมอบหมายให้ทำต้องสำเร็จ ไม่สำเร็จเป็นไม่มี งานใดที่ท้าทายคนอื่นทำไม่ได้ ผู้เขียนจะทำได้ แม้แต่ลูกชาย ก็เคยตั้งฉายาให้กับผู้เขียนว่า "หญิงแกร่ง" เนื่องจากเขาเห็นแม่ทำงานนอกบ้านแทนที่พ่อจะเป็นผู้ออกนอกบ้าน ซึ่งทำให้ผู้เขียนเห็นถึงความแตกต่างระหว่าง หญิง - ชาย สมัยก่อน กับปัจจุบัน ในโลกของการทำงานในยุคปัจจุบัน เพราะถ้าเป็นสมัยก่อน สังคมไทยจะไม่นิยมให้ผู้หญิงทำงานนอกบ้าน แต่เนื่องจากสังคมไทยปัจจุบันได้เปลี่ยนไป และโอกาสที่ได้นั้นมาสู่ผู้เขียน ผู้เขียนก็ต้องไขว่ขว้าไว้ก่อน ซึ่งพ่อบ้านไม่ได้รับโอกาสในการสอบแข่งขันได้ ก็จึงต้องอยู่ทำงานใกล้ ๆ บ้านเพื่อดูแลลูกและครอบครัวแทนผู้เขียน จวบจนปัจจุบัน กว่าที่ครอบครัวเราจะได้อยู่พร้อมหน้า พ่อ - แม่ - ลูก เป็นเวลาเกือบ 18 ปี ทีเดียว... ถ้าถามว่า ทำไม?...ผู้เขียนต้องไปทำงานนอกบ้าน...ผู้เขียนจะตอบว่า...ถ้านั่งหรือนอนอยู่กับบ้าน...ซี 8 (เดิม) รวมถึงเงินเดือนที่ได้รับจะมาถึงตัวผู้เขียนหรือไม่...นั่นก็คือ เพื่ออนาคตของตัวเอง เพื่อครอบครัว เพื่อลูกของเราเอง...

และก็ไม่ใช่คู่ของผู้เขียนเพียงคู่เดียวที่เป็นแบบนี้ ปัจจุบันจะเห็นผู้หญิงทำงานนอกบ้านได้ ไม่แพ้ผู้ชาย ซึ่งถ้าเปรียบเทียบแล้ว สังคมในยุคปัจจุบันหญิง ก็สามารถทำงานได้ ไม่แพ้ฝ่ายชายเลยทีเดียว ทำให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในโลกยุคปัจจุบันที่ให้สิทธิความเสมอภาพระหว่างหญิง - ชาย แม้แต่การหาอาหารการกิน ก็ไม่เหมือนสมัยก่อนที่แม่ได้จัดเตรียมหาอาหารไว้ให้ สำหรับผู้เขียนอย่างดีก็ซื้อขนมสำเร็จรูป เพื่อเตรียมมาไว้ให้ลูก ๆ แทนที่จะต้องมานั่งทำเอง เพราะว่าไม่มีเวลาในการทำ...สมัยก่อนความอบอุ่นเกิดได้ต้องอยู่ใกล้ชิดกัน แต่ปัจจุบันการที่คิดว่าได้อยู่ใกล้ชิดกัน...นั่นคือ...การโทรศัพท์หากัน ได้พูดคุยกัน...หรือไม่ก็ msn ที่จะสามารถคุยกับลูกได้...ผู้เขียนคิดว่า ก็ยังดีที่มีเทคโนโลยีเป็นสื่อให้สามารถติดต่อกันได้...ถ้าไม่มีเทคโนโลยีแล้ว...ความเหินห่างระหว่างครอบครัว...คงห่างเหินกันมากกว่านี้...และก็อาจเป็นปัญหาสังคมตามมาก็ได้ในบางครอบครัว...

ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเรื่องที่แสดงถึง บทบาท หญิง - ชาย ในโลกของการทำงานในยุคปัจจุบัน ซึ่งอาจมีหลาย ๆ ครอบครัวที่เป็นเหมือนกับผู้เขียน...