GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

เกือบขำ (ไม่ออก)

สติ ก็ถือว่าเป็น Tools ตัวหนึ่ง ในการแก้ไขปัญหาในทุก ๆ สถานการณ์

วันก่อนเขียน blog เล่าเรื่อง AAR ที่ได้จากการเข้าร่วมอบรมเรื่อง การพัฒนาการจัดการความรู้ในองค์กร ได้เล่าถึงสิ่งที่ตนเองได้นอกเหนือจากการคาดหวัง ไปแล้ว แต่มีสิ่งหนึ่งที่ไม่อยากได้ แต่กลับได้โดยที่ไม่คาดหวังเหมือนกัน  นั่งทบทวนอยู่หลายครั้งว่าจะเล่าสู่ชาว blog ฟังดีรึเปล่า  แต่อย่างน้อย ถือว่าเอาไว้เป็นกรณีศึกษาก้อแล้วกันนะคะ ใครมีความคิดเห็นเป็นอย่างไร ร่วมแชร์ประสบการณ์มาได้นะคะ

           หลังจากที่อบรมเสร็จในวันที่สอง เนื่องจากเป็นวันศุกร์สิ้นเดือนซะด้วยสิ คิดในใจว่าเย็นนี้ รถคงติดมากกว่าปกติ กว่าจะถึงที่พักจากเดิมที่เคยใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง คงกินเวลาอย่างน้อยสองชั่วโมงกว่าแน่นอน ก็เลยตัดสินใจไปเดินเล่นที่ประตูน้ำ เดินเลือกซื้อชุดนางฟ้าไปฝากเป็นของขวัญวันเกิดครบรอบ 5 ขวบ ลูกสาวคนเล็ก วันนั้น ไม่รู้เป็นเพราะใช้สมองมากไปหน่อย หรือเป็นเพราะรถติดมาก เกิดอาการปวดหัวกระทันหัน ก็เลยเดินเล่นที่ประตูน้ำได้ไม่นานเท่าไหร่ ก็เลยตัดสินใจเรียกแท๊กซี่กลับที่พัก หลังจากที่ยืนรออยู่ครึ่งชั่วโมงกว่า ก็เรียกได้แท๊กซี่คันหนึ่ง หลังจากบอกสถานที่ที่จะไป นี่คือบทสนทนา ระหว่างดิฉัน กับ แท๊กซี่

"มีลูกกี่คนแล้วเนี่ย"   แท๊กซี่ถาม

ก่อนจะตอบคิดในใจแล้วว่าไอ้เรามันก้ออายุไม่ใช่น้อย ๆ หนำซ้ำรูปร่างก็อ้วน การจะโต้ตอบกับคนขับรถ ถือเป็นเรื่องปกติน่า  "สองคนค่ะ" 

"สมัยสาว ๆ น้ำหนักกี่กิโล เท่าผู้หญิงคนที่เดินข้างถนนคนนั้นได้รึป่าว"  แท๊กซี่ถาม

เอาสิวะ เป็นงัยเป็นกัน ขอใจดีสู้เสือสักพัก (คิดในใจ)  แล้วก็ตอบไปว่า "สมัยสาว ๆ หนะน้ำหนักประมาณ 45 ได้มั๊ง" (ตอบไป ก้อคิดไปว่า เมื่อไหร่จะจบการสนทนาเนี่ย)

"ผมเองหนะ ไม่ชอบหรอกคนผอม ชอบคนอวบ ๆ มากกว่า แฟนผมกี่คนกี่คน อวบ ๆ ทั้งนั้น " แท๊กซี่กล่าว

"เอาละเว้ยท่านผู้ชม" (คิดในใจ เอาเหอะน่า ไม่มีอะไรหรอก ก้อแค่เขาอยากสร้างความคุ้นเคยกับผู้โดยสาร เหมือนแทกซี่คนอื่น ๆ ที่เคยนั่งมาก็เท่านั้น)

ระหว่างที่นั่งไป ก็เริ่มจำเส้นทางได้ลาง ๆ  พอถึงถนนทางแยกที่จะไปยังโรงแรมที่พัก ซึ่งจริง ๆ แล้วมันควรจะเลี้ยวขวา ปรากฎว่าแท๊กซี่ดันขับไปทางตรง ซึ่งเราก็เอะใจ ก้อเลยถามไปว่า "ทำไมไม่เลี้ยวขวาหละ" (อ้อ ลืมบอกไปว่าขณะที่นั่งรถอยู่นั้น เวลาประมาณ 19.30 น.)

"ไปทางนี้แหละดีแล้ว ถึงเหมือนกัน แถมรถไม่ติด" แท๊กซี่บอก

"เอาละเว้ย คงไม่เกิดแจ๊กพ๊อตกับตัวเองหรอกนะ" (คิดในใจ แล้วก็ต้องทำใจดีสู้เสืออีกรอบ)

นั่งไปได้อีกสักพัก ก้อเริ่มมองบริเวณรอบ ๆ ข้างที่รถผ่าน ก็ยิ่งมั่นใจว่า มันไม่ใช่ทางที่คุ้นเคยเลย สองข้างทางก็เริ่มมืด ทีนี้เริ่มมีสติมองรอบ ๆ กายเรา สำรวจสมบัติในตัวที่พกไปตอนนั้น มีโน๊ตบุ๊กหนึ่งตัว มือถือสองเครื่อง  สร้อยทองหนึ่งบาทสวมอยู่ที่คอ  แล้วอีกหนึ่งบาทของลูกสาว (ซึ่งดันพกติดกระเป๋ามาด้วย) แล้วยังเงินสดในกระเป๋าอีกนิดหน่อย ทำงัยดีเนี่ย หลังจากใช้สติสองสามนาที ก็เลยส่ง sms ไปหาเพื่อนว่า "ช่วยโทรกลับมาหาหน่อย ไม่ไว้ใจคนขับรถแท๊กซี่" สักพักเพื่อนก็โทรศัพท์กลับมา เราก็ทำทีเป็นพูดโต้ตอบเสียงดัง ๆ เสมือนว่ามีเพื่อนรอเราอยู่ที่โรงแรม แล้วพยายามถามทางกับแท๊กซี่ว่าขณะนั้น ถึงไหนแล้ว พอแท๊กซี่บอกสถานที่ เราก็บอกปลายสายไป  นี่คือบทสนทนาระหว่างตัวเอง กับ เพื่อน

"ทำไมไปทางนั้น" เพื่อนถามกลับมา ซึ่งพอได้ยินเพื่อนถามแบบนั้น ทำให้ใจยิ่งเสียเพิ่มมากขึ้น

 "ไม่ทราบเหมือนกันแท๊กซี่บอกว่ามาทางนี้รถไม่ติด  ยังไงก็รอหน่อยแล้วกัน ใกล้ถึงแล้ว " ตัวเองตอบ ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นหนะ ไม่ได้มีใครรออยู่ที่โรงแรมเลย เป็นเพียงการสมมุติสถานการณ์ระหว่างคุยกันเท่านั้น

"ดูทะเบียนรถที่ติดอยู่ข้างเบาะนั่ง แล้วให้พูดเลขทะเบียนรถออกมาดัง ๆ เดี๋ยวนี้เลย" เพื่อนเริ่มมีอารมณ์

" can not" ตอบเป็นภาษาอังกฤษ เพราะคิดว่าคนขับรถคงไม่ทันฟัง แล้วในใจตอนนั้นไม่กล้าบอกเลขทะเบียนรถให้เพื่อนฟัง เพราะเริ่มรู้สึกกลัว ถ้าเกิดคนขับแท๊กซี่เขาไม่ได้คิดอะไรที่ไม่ดีกับเรา แล้วเขารู้ว่าเราคิดกับเขาแบบนี้ จะทำให้เขาโกรธได้ " OK, I Know how can I tell You" บอกปลายสายไป แล้วก็วางโทรศัพท์ หลังจากนั้นส่ง SMS บอกเลขทะเบียนรถไปหาเพื่อนคนเดิม

เพื่อนโทรกลับมาอีกครั้ง คราวนี้ อารมณ์เสียกว่าครั้งแรก "ทำไมดื้ออย่างนี้ บอกให้บอกเลขทะเบียนรถมา เพราะที่กรุงเทพฯ เป็นแนวปฏิบัติว่า ผู้โดยสารมีสิทธิที่จะโทรบอกเลขทะเบียนรถให้คนอื่นได้รับทราบได้ เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง และถ้าเกิดคนขับรถแท๊กซี่เขาคิดไม่ดีกับเรา อย่างน้อยเขาจะได้รู้ตัวว่า ตอนนี้เรารู้ตัวแล้วนะ และมีคนอื่นที่รับรู้ร่วมด้วย เขาก็จะไม่กล้าทำ"

 หลังจากที่เหลียวมองทะเบียนรถที่ติดไว้ข้างเบาะ แล้วก็แกล้งพูดทะเบียนรถออกมาดัง ๆ บอกปลายสายไป พอแท๊กซี่ได้ยินเราโทรหาคนอื่น พอเราวางสายไป เขาก็ถามเราทันทีเลยว่า "มีเพื่อนรออยู่ที่โรงแรมเหรอ" เราก็บอกว่า " ใช่ค่ะ เขารอนานแล้วด้วย เพราะจริง ๆ แล้วถ้าตามระยะทางที่บอกไปเนี่ย มันน่าจะถึงตั้งนานแล้ว แต่นี่มันช้าผิดปกติ เขาก็เป็นห่วง"  พอได้ยินเราพูดอย่างงั้น เชื่อไหมค่ะ เขาบึ่งรถอย่างเร็วเลย  สักพักก็ถึงโรงแรมด้วยความโล่งอก แล้วก็บอกคนขับรถทิ้งท้ายไปว่า "จริง ๆ แล้วไม่เห็นว่าจะถึงเร็วกว่าเดิมเลยนะ กลับช้ากว่าเดิมอีก" คนขับยิ้ม ๆ แล้วก็บึ่งรถออกไป

       ที่ตัดสินใจเล่าให้ฟัง ไม่ได้มีเจตนาจะโอ้อวดว่ามีสมบัติติดตัวเยอะ หรือว่าจะมาเล่าให้ฟังว่าสามารถแก้ไขสถานการณ์ได้เก่ง เพียงอยากร่วมแบ่งปันประสบการณ์ที่เกือบขำ (ไม่ออก) ที่ตัวเองประสบมา  ซึ่งจะเห็นได้ว่า สติ  ก็ถือว่าเป็น Tools ตัวหนึ่ง ในการแก้ไขปัญหาในทุก ๆ สถานการณ์แล้วก็ขอโทษอย่างใจจริงด้วย ถ้าวันนั้น คนขับแท๊กซี่คันดังกล่าวไม่ได้มีเจตนาคิดไม่ดีกับตัวเอง อ่านแล้ว มีความเห็นในเรื่องที่เล่านี้อย่างไร ยินดีรับฟังความคิดเห็นค่ะ

 

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): tools
หมายเลขบันทึก: 31596
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 9
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (9)

ถ้าเราควบคุมสติได้ แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่ เราจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ดีกว่าครับ

ขอบคุณครับ สำหรับเหตุการณ์ที่นำมาเล่าสู่กันฟัง เพราะเป็นประสบการณ์ที่มีประโยชน์มากครับ โดยเฉพาะกับผู้หญิงที่โดยสารรถแท๊กซี่คนเดียวตอนกลางคืน

 

  • น่ากลัวเหมือนกันนะครับ
  • ดีที่ไหวพริบดี
  • รออ่านเรื่องอื่นๆอยู่ด้วยใจจดจ่อครับ
  • เอา website มาฝากน้องฟ้าและน้องฟาง

    http://gotoknow.org/blog/yahoo/37823

เป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่ามากครับ "ความรู้ท่วมหัว เอาตัวก็รอด" ขอบคุณมากครับ

โอ๊ย....เขียนนิยายได้เลยค่ะ คุณรัตติยา เขียนเก่งมากเลย อ่านไปอ่านไปก็ลุ้นไปด้วย รู้อยู่ว่าปลอดภัยแล้ว เพราะกลับมาเล่าให้ฟังอยู่เนี่ย แต่ก็อดตื่นเต้นไปด้วยไม่ได้

ต้องถือว่าวิธีการที่คุณรัตติยาทำนี่น่าเผยแพร่นะคะ ตัวเองอ่านไปก็คิดไปว่า ถ้าเป็นเราจะทำยังไงเนี่ย เพราะสมบัติติดตัวก็ใส่จนชิน (สร้อยคอและข้อมือที่คุณสามีให้วันเกิด) กลับมาได้ยินข่าวว่าคนโน้นคนนี้โดนกระชาก บางคนมีอันต้องเจ็บตัวด้วย ก็ชักจะเริ่มต้องคิด ถ้ามีอันต้องนั่งมอเตอร์ไซค์ก็จะเก็บแขนเก็บคอให้มิดชิด ไม่ให้มองเห็น มือถือก็ไม่พกพา ถ้าเจอแบบคุณรัตติยานี่คงต้องใช้กลยุทธอื่น ว่าแล้วก็...ไม่ไปไหนคนเดียวเด็ดขาดเลยค่ะ

ตัวเองเป็นคนมองโลกในแง่ดีมาก ถึงดีเกินไป (มีคนบอกและว่าจนรู้ตัวแล้วค่ะ) ก็ยังคิดว่าอีตาแท้กซี่ของคุณรัตติยานี้คิดไม่ดีแน่ค่ะ

 เฮ้อ...โล่งอกไปทีค่ะ เขียนเล่าได้เยี่ยมจริงๆ หาเรื่องอื่นๆมาเล่าอีกนะคะ ชอบจัง

อ้อ...ขอนิดนึงนะคะว่า ตัว highlight สีน้ำเงินเข้มทำให้อ่านตัวหนังสือสีดำยากจังค่ะ ลดลงเป็นสีฟ้าอ่อนๆดีไหมคะ

ค่ะ ขอบคุณมากค่ะ ไม่อยากจะสารภาพเลยว่า ตัวเองหนะ เรื่องแต่งสี แต่งตัวอักษรหนะ แย่จริง ๆ เลยค่ะ เป็นคนเลือกสีไม่เป็นเอาเลย จะพยายามปรับปรุงโดยดูจากท่านอื่น ๆ อยู่หนะคะ

มีเครื่องมือมาช่วยค่ะ ไปหามาเมื่อตอนเริ่มเขียนบล็อกใหม่ๆแล้วมีปัญหาในการเลือกใช้สีค่ะ ที่บันทึกนี้ค่ะ

น้ำเน่าตัวเดียวทำให้เหม็นไปหมดทั้งข้อง
แท๊กซี่เลว ไม่กี่คัน ทำให้แท๊กซี่ดีๆ หลายๆ คันที่หาเช้ากินค่ำ ต้องเดือดร้อน

คนโดยสารทั้งหลายโดยเฉพาะเพศหญิงนี่ต้องระวังสุดๆ เลยนะ ทุกครั้งที่ดิฉันเดินทางเช้ามืด หรือ ดึกมากๆ เพราะต้องทำงานออกก่อนเวลา หรือ กลับเลยเวลางานคนอื่นๆ เขา ก็จะระวังในเรื่องพวกนี้มาก เลยค่ะ

แวะเข้าไปอ่านเตือนภัยเำพิ่มเิติมได้ที่
http://gotoknow.org/blog/warning/68096