โลกกลมๆใบนี้ยังมีอะไรให้เราเรียนรู้อีกมากมายเพื่อเตรียมสัมภาระไปสู่โลกหน้า...

ปีนี้หาเวลาเขียนเรื่องสั้นและบทความไม่ได้เลยครับ...ตั้งใจจะออกหนังสือรวมเล่มๆที่ ๒ แต่ก็ไม่เป็นไปตามเป้าที่วางไว้ เพิ่งจะเขียนได้ ๒ เรื่องเองปีนี้นี่เป็นเรื่องล่าสุดครับที่เพิ่งเขียนเสร็จแล้วนำมาแบ่งปันให้อ่านกัน

       (หนังสือรวมเล่ม เล่มแรกครับ)

 


 

เรื่องของใบเตยกับนาซิรีน[1]

                ใบเตยกับนาซีรีนเป็นลูกพี่ลูกน้องกันแต่เติบโตมาในสังคมที่แตกต่างกัน ท่ามกลางความแตกต่างของสภาพแวดล้อมของเด็กน้อยทั้งสองคนมันทำให้ผู้เขียนฉุกคิดได้ว่า “เด็กก็เสมือนผ้าขาวที่เราจะเติมแต่งอะไรให้เขาไปเมื่อยามที่เขายังคงพร้อมที่จะรับและเรียนรู้

เรื่องของใบเตย...  ณ บ้านบ่อแดง  อ.สิงหนคร จ.สงขลา

ใบเตยเติบโตมาท่ามกลางสังคมที่เรียกได้ว่าสองวัฒนธรรมก็ว่าได้แต่การอบรมเลี้ยงดูของบ้านย่าใบเตยเป็นไปในรูปแบบของวัฒนธรรมพี่น้องไทยพุทธ อันเนื่องจากที่แม่ของใบเตยได้แต่งงานกับพ่อของใบเตยเมื่อมีลูกด้วยกัน (ก็คือใบเตย) ก็ย้ายครอบครัวไปตามสามี ทำให้ชีวิตวัยเด็กตลอดระยะเวลาเกือบ ๑๐ ปีของใบเตยอยู่ท่ามกลางสังคมสองวัฒนธรรมในแง่ของการรับรู้ ที่ว่าผ่านการรับรู้ก็เพราะว่าตลอด ๑๐ ปีของใบเตยนั้นบ้านอยู่หน้าวัด แต่หลังบ้านเมื่อมองผ่านไปสักประมาณ ๕ ร้อยเมตรก็จะเห็นโดมมัสยิดอยู่ไกลๆจึงทำให้ใบเตยได้ยินเสียงอาซานแทบทุกวัน

...เมื่อเวลาผ่านไปร่วม ๑๐ ปีบรรดาญาติๆก็พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ใบเตยได้มาอยู่ท่ามกลางสังคมแวดล้อมมุสลิมก็อัลฮัมดุลิลละฮฺที่ความพยายามของบรรดาญาติๆใบเตยสำเร็จสามารถตกลงกับทางย่าของใบเตยว่าจะขอให้ใบเตยกลับไปอยู่ นาทวี ที่สงขลา เพราะว่าสงสารเด็กที่ต้องมาอยู่แบบนี้อีกอย่างก็เห็นว่าทางบ้านย่าของใบเตยก็ลำบากเกรงว่าจะเป็นภาระแก่ย่าของใบเตย สุดท้ายใบเตยก็ได้มาอยู่บ้านชายกับโต๊ะ[2]ที่นาทวี (ขออัลลอฮฺโปรดชี้นำแนวทางให้เด็กคนนี้ด้วยเถิด)

หลังจากใบเตยมาอยู่นาทวีทุกอย่างก็เริ่มเปลี่ยนไปจากตัวใบเตยไม่ว่าจะเป็นการแต่งตัว การรับประทานอาหาร ใบเตยสามารถปรับตัวได้เป็นอย่างดี ทุกวันนี้ใบเตยสามารถอ่านอัลกุรอ่านได้และท่องดุอาอฺประจำวันได้เหมือนเด็กๆเพื่อนๆรุ่นราวคราวเดียวกัน แถมยังสามารถสอนให้เพื่อนอ่านตามได้อย่างน่ามหัศจรรย์ แต่สิ่งที่ใบเตยสงสัยและไม่กล้าถามใครมาตลอดกับการอยู่ที่นาทวีคือเรื่องของการรับรู้เสียงที่ได้ยินผ่านทางมัสยิดนั่นก็ คือ เสียงอาซาน จนกระทั่งถึงวันรายออีดิลอัฎฮา บรรดาญาติๆก็มาพบปะกัน ณ บ้านชายของใบเตย ขณะที่ทุกคนกำลังแล่เนื้อเฉือนแบ่งอยู่นั้นใบเตยก็ได้เดินเข้าไปพูดคุยกับนาซีรีนที่นั่งเล่นอยู่ใต้ต้นไม้ข้างบ้าน (นาซีรีนเป็นลูกของพี่สาวของแม่ใบเตย) โดยถามว่า “รีนๆทำไมที่นี่เขาถึงมีเสียงอาซาน ๕ ครั้ง ทั้งๆที่ตลอดระยะเวลาเกือบ ๑๐ ปีที่เตยอยู่บ่อแดงเตยได้ยินเพียงแค่ ๔ ครั้งเอง” นาซีรีนเลยถามกลับว่า “แล้วเตยได้ยิน ๔ ครั้งอะตอนไหนบ้าง” ใบเตยเลยตอบว่า ตอนเที่ยง ตอนประมาณสี่โมงเย็น และตอนค่ำ ๒ ครั้ง รวมเป็น ๔ ครั้ง” นาซีรีนถามต่อว่า “แล้วครั้งที่ ๕ ตอนมาอยู่นาทวีเตยได้ยินตอนไหน” ใบเตยตอบว่า “ก็ตอนที่ชายกับโต๊ะตื่นออกไปกรีดยาง” คราวนี้ใบเตยก็ถึงบางอ้อและหัวเราะพร้อมบอกนาซีรีนว่า “เตยไม่เคยตื่นตอนเช้า เพราะบ้านย่าที่บ่อแดงไม่มีสวนยางแถวบ้านอยู่ติดทะแล เตยเลยตื่นอีกทีก็เลยเวลาเดียวกับที่ชายกับโต๊ะออกไปกรีดยางแล้ว อิอิ” หลังจากมาอยู่นาทวีที่สงขลาใบเตยก็เปลี่ยนชื่อเป็น “นาฟีละฮฺ”

เรื่องของนาซีรีน...  ณ บ้านซองเหนือ  อ.นาทวี จ.สงขลา

นาซีรีนเติบโตท่ามกลางสังคมมุสลิมมาโดยตลอดระยะเวลา ๑๐ ปี ทำให้เด็กน้อยอย่างนาซีรีนเลยไม่ค่อยจะมีปัญหาเรื่องของการรับรู้แต่มีบ้างที่ขัดใจกับสิ่งที่รับรู้มาเมื่อไม่ได้ทำ เรื่องมีอยู่ว่า...

นาซีรีนมีแข่งขันฟุตบอลประจำอำเภอซึ่งนาซีรีนเป็นตัวแทนเพื่อนๆของโรงเรียนเข้าร่วมเป็น ๑๑ ผู้เล่นของทีมโรงเรียนซึ่งใน ๑๑ ผู้เล่นของทีมโรงเรียนนาซีรีนนั้นมีนาซีรีนคนเดียวที่เป็นมุสลิม วันนั้นขณะที่นาซีรีนลงเตะนัดแรกกับทีมโรงเรียนสมบูรณ์ศาสตร์วิทยาซึ่งผู้เล่นทั้ง ๑๑ คนเป็นมุสลิมทั้งหมด ก่อนการแข่งขันหลังจากที่กรรมการเป่าให้แต่ละทีมลงสนามทีมของโรงเรียนสมบูรณ์ศาสตร์วิทยาก็ล้อมวงกันเอามือแตะกันก่อนพร้อมตะโกนก่อนยกมือขึ้นเหนือศีรษะว่า “อัลลอฮฺอักบัร” ขณะเดียวกันทีมโรงเรียนบ้านเคลียงของนาซีรีนก็ทำเช่นเดียวกับทีมสมบูรณ์ศาสตร์แต่เพียงเสียงที่เปล่งออกมาต่างกัน คือ เสียงที่ทีมโรงเรียนบ้านเคลียงตะโกนออกมานั้นเพื่อนของนาซีรีนตะโกนว่า “สู้โว๊ย” มีเพียงนาซีรีน ๑ ในผู้เล่นคนเดียวของทีมที่เป็นมุสลิมเท่านั้นที่ไม่ยอมเอ่ยปากตะโกนเพียงแต่กล่าวไว้ในใจว่า “อัลลอฮฺอุอักบัร” เมื่อผลการแข่งขันออกมาว่า “โรงเรียนสมบูรณ์ศาสตร์ชนะโรงเรียนบ้านเคลียง ๔ ประตูต่อ ๑” ทำให้นาซีรีนกลับบ้านพร้อมบอกกับที่บ้านว่า วันนี้รีนนึกตั้งแต่แรกแล้วว่าต้องแพ้ เพราะทีมรีนมีรีนคนเดียวที่เอ่ยว่า “อัลลอฮฺอักบัร” ทีมนู้นผู้เล่น ๑๑ คนเขาเอ่ย “อัลลอฮฺอักบัร” ตั้ง ๑๑ คนมันก็สมควรแล้วที่แพ้แต่ดีนะไม่แพ้ “ ๑๑ ประตูต่อ ๑ แพ้เพียงแค่ ๔ ประตูต่อ ๑” เทอมหน้ารีนขอย้ายไปเรียนกับเพื่อนๆที่สมบูรณ์ศาสตร์นะครับอาเยาะฮฺเพราะรีนอยากกล่าวคำว่า “อัลลอฮฺอักบัร” ทุกครั้งที่มันบ่งบอกถึงความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า ที่สำคัญรีนอยากมอบหมายทุกๆการงานกับอัลลอฮฺ(สุบหาฯ) อย่างไม่ขัดใจแบบนี้ หลังจากสิ้นเทอม ๑ ของภาคเรียนนาซีรีนก็ได้ย้ายไปเรียนโรงเรียนสมบูรณ์ศาสตร์ของบาบอยะฮฺยา อย่างที่ตั้งใจไว้ (อัลฮัมดุลิลละฮฺ)

...แม้ชีวิตของเด็กน้อยทั้งสองจะเติบโตมาท่ามกลางสังคมที่ต่างกันแต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผู้เขียนยังคงตราตรึงในความประทับใจของเด็กน้อยทั้งสองนี้ คือ ความเป็นมุสลิมที่มาพร้อมกับการยอมรับของความถูกต้องที่ควรจะเป็นและต้องเป็นไปอย่างไม่มีข้อสงสัย... ทุกวันนี้ใบเตยกับนาซีรีนก็มีความสุขกับชีวิตที่ได้เป็นไปและความสุขเป็นที่สุด

 

                                                                                                                                เรื่องโดย... เสียงเล็กๆ

 

 


[1] สะท้อนเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงของหลานผู้เขียน

[2] ชายเป็นคำเรียกแทน ปู่หรือตา ,  โต๊ะ เป็นคำเรียกแทนย่าหรือยาย ของคนท้องถิ่น