ทุกครั้งที่ต้องเดินทางไปที่ไหนสักแห่งที่ห่างไกลจากบ้านเกิดและคนรัก ผมจำต้องใช้ความเข้มแข็งอย่างมหาศาลเพื่อขับเคี่ยวกับความเหงาที่เกาะกุมในหัวใจของผม

กลับจากเวียดนามได้เพียงไม่กี่วัน  ผมก็เตรียมตัวออกเดินทางมายังมหาวิทยาลัยนเรศวร (พิษณุโลก)  เพื่อเป็นวิทยากรร่วมเสวนา 3 วันติดต่อกัน นั่นคือ 23-25 พฤศจิกายน 2552

 

ก็อย่างที่บอก ครึ่งปีให้หลังมานี้  ผมเดินทางแทบว่าเล่น  คล้ายกับมีบ้านอยู่บนเส้นทางที่คลาคล่ำไปด้วยรถราและผู้คนอันหลากหน้า จนบางทีก็แยกไม่ออกบอกไม่ถูกเหมือนกันว่า การเดินทางในแต่ละครั้งอบอุ่น หรือเหว่ว้า กันแน่

 

แต่ด้วยความที่ผมเป็นคนช่างคิดช่างฝัน  ผมจึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าทุกครั้งที่ต้องเดินทางไปที่ไหนสักแห่งที่ห่างไกลจากบ้านเกิดและคนรัก  -ผมจำต้องใช้ความเข้มแข็งอย่างมหาศาลเพื่อขับเคี่ยวกับความเหงาที่เกาะกุมในหัวใจของผม จนบางครั้งก็ราวกับว่า ความเข้มแข็งของหัวใจกำลังรบพุ่งอยู่กับเจ้าความเหงานั่นเอง

 

 

ภาพทุ่งนาในเขตอำเภอวังทอง-พิษณุโลกที่กำลังทำนานอกฤดู..(อีกครั้ง)

 

การเดินทางในแต่ละครั้ง  ผมเต็มไปด้วยเรื่องราวให้ขบคิด ...ไม่สิ,มันไม่น่าจะเรียกว่าคิดหรอก  เพราะที่จริงนั้น มันออกจะเป็นความเพ้อฝันและฟุ้งฝันเสียมากกว่า ...

 

ผมมักฝันถึงเรื่องราวของอนาคต  ฝันถึงเรื่องราวของวันพรุ่งนี้ โดยลืมไปว่าวันนี้ผมกำลังอยู่ที่ไหนและอย่างไรกับจังหวะก้าวของตัวเอง  แต่ที่ชัดเจนเหลือเกินแล้วนั่นก็คือ  การเฝ้าฝันว่าสักวันหนึ่ง “ผมจะกลับบ้าน”

 

การกลับบ้านในความหมายของผมนั้น  ผมหมายถึงการกลับไปใช้ชีวิตด้วยการลงหลักปักฐานที่บ้านเกิดของตัวเองแบบเต็มร้อย  ปลูกบ้านสวนเล็กๆ สักหลัง  ปลูกต้นไม้เยอะๆ บริเวณบ้านมีที่ว่างให้ชีวิตได้เดินเล่นในทุกๆ ฤดูกาลอย่างไม่อึดอัด  ถึงหน้าฝนก็ปลูกข้าว ถึงหน้าหนาวก็เก็บเกี่ยว
ถึงหน้าแล้งก็พลิกแปลงดินไปสู่การเพาะปลูกอื่นๆ เฉกเช่นกับที่ผมเคยสัมผัสมาในวัยเยาว์ของชีวิต

 

อีกท้องทุ่งเขตในวังทองที่บอกว่าการเก็บเกี่ยวเพิ่งจากลาไป

 

วันก่อนผมคุยกับเพื่อนร่วมเสวนาว่า “ผมน่าจะมีเวลาให้ใช้ชีวิตเต็มที่ก็ไม่เกิน 15 ปี”  หลังจากนั้น ถ้าไม่สิ้นลมหายใจไปก่อน ผมก็จะเตรียมตัวเพื่อบอกลากับโลกและชีวิตอย่างมีสติให้มากที่สุดเท่าที่จะพึงกระทำได้

 

ดังนั้น  15 ปีที่เหลืออยู่นี้  ผมจึงถามตัวเองว่า  ผมสามารถปลูกต้นไม้ได้สักกี่ต้น ผมสามารถสอนหนังสือเด็กๆ ในหมู่บ้านได้สักกี่รุ่น  ผมสามารถเป็นชาวนาได้สักกี่ฤดู  และนั่นก็หมายรวมถึงการที่ผมสามารถที่จะเห็นความเติบโตของลูกๆ ได้สักกี่มากน้อย

 

ไม่รู้สิ, ไม่รู้เป็นเพราะอะไร ระยะหลังนี้ ผมถึงคิดถึงการกลับไปใช้ชีวิตที่บ้านเกิดถี่ครั้งจนแทบไม่น่าเชื่อ  จนบางทีผมก็อดที่จะรู้สึกไม่ได้ว่า-บัดนี้ผมอิ่มตัวกับโลกแห่งการงานของปัจจุบันเสียแล้วก็เป็นได้...

 

 

ผมเพิ่งรับราชการได้ไม่ถึง 15 ปี...อายุอานามยังไม่ไม่วิ่งเข้าลู่เลขสี่  แต่ก็กล้าพอที่จะบอกว่า 
ผมเอาอนาคตมาใช้อย่างมากมายแล้วล่ะ  จนบางทีก็รู้สึกว่าทุกวันนี้ผมใช้ชีวิตราวกับคนอายุที่แล่นเล่นอยู่ในลู่เลขสี่เลขห้าไปแล้ว

 

ยิ่งวันนี้  ผมเดินทางเข้าสู่เมืองพิษณุโลกด้วยตัวคนเดียว  ความฝันมากมายก็เกิดอาการฟุ้งฝันขึ้นมาอีกระลอก  ยิ่งขับรถผ่านท้องทุ่งนาแถวๆ อำเภอวังทอง  ผมยิ่งหวนคิดคำนึงถึง “บ้านเกิด”
ของตัวเองอย่างหน่วงหนัก

 

ทุ่งนาแถวนี้  ผมพบเจอมาหลายครั้งหลายฤดู  และแต่ละครั้ง ผมก็ชื่นชอบที่จะเพ่งดูเสมอๆ 
รวมถึงชี้นิ้วให้เพื่อนผู้ร่วมเดินทางได้ซึมซับภาพแห่งชีวิตนั้นด้วย  ซึ่งผมไม่รู้หรอกว่า  พวกเขาทั้งหลายหลงรักในความงามที่ผมชี้ให้ดูนั้นหรือไม่  แต่ทุกครั้งที่ว่านั้น  ผมก็ไม่เคยปลงใจให้รถหยุดวิ่ง เพื่อลงไปบันทึกภาพเหล่านั้นสักครั้งเดียว

 

ครั้งนี้...ผมไม่ยอมให้ความลังเลใดๆ มาฉุดพรากผมไปจากท้องทุ่งเหล่านั้นอีกรอบ 
ผมหยุดรถตามเส้นทางเป็นระยะๆ  คว้ากล้องแสนรักดุ่มเดินลงไปตามท้องทุ่งนั้นอย่างตื่นเต้น...พร้อมๆ กับการลั่นชัตเตอร์ราวกับกำลังบันทึกภาพคนรักของตัวเองยังไงยังงั้น..

 

ตอนนี้แถวบ้านผมกำลังลงนาเก็บเกี่ยวผลผลิตกันอย่างยกใหญ่  หากแต่ท้องทุ่งแถววังทองกลับเก็บเกี่ยวเสร็จสิ้นแล้ว  พร้อมๆ กับการเริ่มที่จะหว่านกล้าสู่การปักดำนอกฤดูอีกรอบ

 

 

ในความเป็นจริง  เราสามารถกำหนดฤดูกาลได้ด้วยหรือ ?
เราปักดำปลูกข้าว ได้มากกว่าหนึ่งฤดู...
แล้วฤดูกาลความฝันของคนเราล่ะ  เราต้องทำเช่นใดกันบ้าง-
นั่นคือสิ่งที่ผมกำลังถามย้ำกับตัวเองอย่างจริงจังและถามซ้ำอย่างหนักหน่วง

 

ผมบอกกับตัวเองว่า จากนี้ไป...ผมจำต้องให้คำตอบกับตัวเองในเร็ววันนี้
เพราะผมเหลือเวลาที่ต้องใช้อย่างจริงจังแค่ 15 ปีเท่านั้น
...

 

ปตท.
ถนนเลี่ยงเมืองพิษณุโลก
๒๒ พ.ย. ๕๒