บางทีเราไม่จำเป็นต้องพูดอะไร เพียง attend และ accompanie กับเขา...การคิดแต่ว่าจะพูดอะไรดี แสดงว่าเรายัง Self-concious เกินไป

อาจารย์ Dr.Goh สอนเรื่องการประเมิน pain
Dr.Goh สอนเรื่องการประเมินความปวด เทคนิิคการจำ dermatome ที่ขาด้วยกายบริหารของอาจารย์ เข้าใจง่ายและแสน practical

 ลมหนาวมาเยือนเชียงใหม่แล้ว...สัปดาห์ก่อน ฉันยังวิ่งฝ่าฝนที่สิงคโปร์อยู่เลย..หลังจากได้เป็นนักเรียนอยู่พักใหญ่ก็ต้องกลับมาทำหน้าที่เป็นครูอีกครั้ง
  แต่การกลับมาครั้งนี้ ฉันรู้สึกมั่นใจในการเป็นครูมากขึ้น จากการได้เห็นแบบอย่างครูแพทย์ที่ยอดเยี่ยม ทั้งที่ UCSF และที่ NCCS. ซึ่งบุคคลที่ฉันทึ่ง และสัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณความเป็น clinical teacher อย่างแท้จริงแม้เพียงได้มีโอกาสเรียนกับท่านเพียงระยะสั้นๆ คือ Dr.Cythia Goh และ Dr.Rosaline Shaw.มีเรื่องประทับใจมากมายเกี่ยวกับท่าน แต่ในวันนี้ขอบันทึกถึง Dr.Goh ก่อนคะ

   ฉันจำได้ว่า พบ Dr.Goh ครั้งแรก ใน wellcome dinner ของเหล่านักเรียน APHN 2009 อาจารย์ทำตัวสบายๆ และ "ติดดิน" มาก พวกเราเดินใน Little india ที่ค่อนข้างแออัดและร้อน ( ช่วง พ.ค.- มิ.ย ถือเป็นช่วงร้อนที่สุดของสิงคโปร์) อาจารย์ก็เดินไปด้วย คุยกันเรื่องสัพเพเหระ..จนแยกย้ายกันไปขึ้น MRT กลับที่พัก

    ต่อมาฉันถึงรู้ว่า ผู้หญิงที่เดินเหงื่อซึมไปไหนไปกันพวกเราเมื่อคืน คือ Associate professor,Head of Department of Palliative Medicine NCCS นอกจากนี้อาจารย์เป็นผู้บุกเบิกวงการ Palliative ของสิงคโปร์ร่วมกับ Dr.Shaw. และเป็นบุคคลสำคัญในการก่อตั้ง St.Joseph hospice ซึ่งเป็น hospice แห่งแรกในสิงคโปร์เมื่อ 20 ปีก่อน   ..ตลอดเวลาที่ได้คุยกัน อาจารย์ไม่เคยบอกสิ่งเหล่านี้เลย ฉันได้ข้อมูลจากคนอื่นทั้งสิ้น

   ใน Intensive course นั้น เรื่องที่อาจารย์สอนและประทับใจ คือเรื่อง Family dynamic และ genogram ที่ทำให้ฉันเห็นคุณค่าของเครื่องมือนี้อีกครั้้ง โดยเฉพาะ เมื่อฉันได้เห็นการเป็น consultant ของอาจารย์ใน Practicum ที่อาจารย์นำข้อมูลใน family genogram มาวิเคราะห์ family resource และตัดสินใจในการแนะนำผู้ป่วยให้เข้า hospice..ทำให้สะท้อนใจถึง Family genogram ที่อยู่ในรายงานของนักศึกษาที่เมืองไทย ซึ่งเวลาฉันตรวจ ก็แค่เช็คว่ามี แต่ไม่เคยสำนึกว่ามันมีประโยชน์เพียงใด (ถ้าใช้เป็น)

  อีกครั้งที่อาจารย์เป็น Consultant เมื่อมีผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายต้องการกลับไปเสียชีวิตที่บ้านเกิดในมาเลเซีย โดยตอนแรกเกิดจากความรู้สึกผิดหวังที่ไม่ได้รับการผ่าตัด ซึ่งต้องพูดคุยทำความเข้าใจ และยังมีประเด็นเรื่องการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยข้ามแดน..สิ่งที่ฉันประทับใจ คือ เมื่ออาจารย์คุยตกลงเรื่อง goal of care กับสามีผู้ป่วยแล้ว อาจารย์ให้ฉันนั่งเป็นเพื่อนกับสามีผู้ป่วยต่ออีกสักพัก..สามีผู้ป่วยซึ่งเพิ่งตัดสินใจยอมรับว่าจะไม่ resuscitation นั่งก้มหน้าน้ำตาซึม ส่งข้อความทางโทรศัพท์ถึงใครสักคน..ต่างคนต่างเงียบ..ฉันเริ่มรู้สึกอึดอัด คิดว่าควรพูดอะไรดีๆ ..จนเขาพูดขึ้น"ขอเศษกระดาษหน่อยได้ไหมครับ" ฉันฉีกกระดาษให้แผ่นหนึ่ง "Are you allright" เขาตอบโดยไม่เงยหน้า "ํํYes sure"..ฉันไม่รู้จะพูดต่อว่าอะไรอีกครั้ง  เงียบ....เวลา 20 นาทีช่างยาวนานราวเป็นวันสำหรับฉัน
   ภายหลังจากนั้น Dr.Goh ได้ถามฉันว่า พูดอะไรบ้างกับสามีผู้ป่วย  ฉันก็ตอบตามตรงว่า ไม่ได้พูดอะไรเลย แต่ก็คิดอยู่ตลอดเวลาว่าควรพูดอะไรดี..อาจารย์จึงสอนฉัีนว่า "บางครั้งเราไม่จำเป็นต้องพูดอะไร เพียง attend และ accompanie กับเขา..การที่เรามัวคิดแต่ว่าจะพูดอะไรดี แสดงว่ายัง self-concious เกินไป"...หากไม่มีประสบการณ์ตรงครั้งนั้น ร่วมกับ comment ของอาจารย์..ฉันคงไม่สามารถเห็นและยอมรับข้อบกพร่องของเราเองชัดเจนและจริงใจ..

  เหนืออื่นใดที่ฉันอดทึ่งไม่ได้คือ จะมีผู้หญิงสักกี่คนที่เป็น Professor, Boss และภรรยาที่ดี ได้พร้อมๆ กันอย่างอาจารย์..