พอดีเมื่อวันศุกร์และเสาร์ที่ผ่านมาได้ไปทำธุระเกี่ยวกับเรื่องการศึกษาของตนเอง ที่มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช  ตอนกลับก็มานั่งรอเวลาที่รถจะออกเดินทางที่ห้องรับรองพระสงฆ์ที่หมอชิต(สายเหนือ)  ก็เกือบทุกครั้งนั่นแหละที่อาตมาก็จะต้องพบกับเพื่อนสหธรรมิกมากหน้าหลายตาที่ไม่รู้จักกัน  แต่ก็มีโอกาสได้พูดคุยเรื่องราวหลากหลายและก็ทำให้ได้แง่คิดดี ๆ

     ครั้งนี้ก็เช่นกันพบกับสหธรรมิกท่านหนึ่งอยู่ทางภาคอีสาน  ก็พูดคุยกันเรื่องราวเกี่ยวกับการศึกษาของพระภิกษุสงฆ์สามเณร  ก็ได้แง่คิดว่า  ปัจุบันสามเณรที่ศึกษาอยู่ในโรงเรียนพระปริยัติธรรม  ทำไมอุดมการณ์ในการเผยแผ่พระศาสนาถึงหายไปทุกที  สมัยแต่ก่อนพวกเราพอได้ศึกษารำเรียนก็มักจะตั้งเป้าหมายเพื่อจะนำวิชาความรู้ที่ได้มาช่วยพัฒนาพระศาสนา  แต่สมัยนี้ลองถามสามเณรดูส่วนใหญ่ร้อยทั้งร้อยจบแล้วผมก็จะสึกไปเรียนต่อข้างนอก  ก็ทำให้สงสัยอยู่เหมือนกันว่าวิธีการสอนสมัยก่อนกับเดี๋ยวนี้มันแตกต่างกันอย่างไรหนอ ?

     สนทนากันไปมาก็ถึงบางอ้อ... ว่า  เดี๋ยวนี้เราไม่ค่อยจะสอนโดยสอดแทรกแนวความคิด และปลูกฝังความรู้สึกระลึกรู้ถึงบุญคุณพระศาสนาที่ให้โอกาสในการศึกษาแก่เขา  กิจกรรมที่จะทำให้เขารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งที่จะต้องปกป้องทะนุบำรุงพระศาสนา  เราไม่ค่อยได้ทำกันเท่าไหร่  เราสอนกันเหมือนกับที่ชาวบ้านเขาสอนเด็กนักเรียน  ก็เลยทำให้พระเณรสมัยนี้เป็นพระเณรเรียนหนังสือ  แต่จิตวิญญาณความรู้สึกกับคิดว่าตนเองเป็นชาวบ้าน

      จึงไม่สงสัยเลยว่าทำไมจึงมีข่าวเกี่ยวกับสามเณรกระทำตนต่าง ๆ นานา อันเป็นการผิดสมณวิสัย  เป็นเหตุให้คนทั่วไปกล่าวตำหนิติเตียนอยู่ตลอดเวลา  อาตมาว่าถึงเวลาที่ผู้ที่อยู่ในแวดวงการศึกษาสงฆ์ต้องกลับหันมามองปัญหาตรงจุดนี้  แล้วรีบมาช่วยกันแก้ไขปัญหานี้ละ  ก่อนที่มันจะสายเกินแก้

      นี่เป็นข้อคิดดี ๆ จากการนั่งพูดคุยรอเวลาเดินทางที่หมอชิต  แต่น่าเสียดายอาตมาลืมถามชื่อพระรูปนั้นไปเสียนี่  คิดว่าคงจะมีโอกาสเจอกันอีกสักครั้ง

      ปล.หากเพื่อนสหธรรมมิก หรือ ท่านผู้รู้มีโอกาสอ่านบันทึกนี้จะถือโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้ก็ขอนิมนต์และก็เชิญนะครับ