ป้าแอ้ดตรวจพบเป็นเบาหวานความดันโลหิตสูงตั้งแต่ปี 2541.....ขาดนัดและขาดยาเป็นประจำ คุมน้ำตาลและความดันไม่ได้....หมอจะปรับจากยากินเป็นยาฉีดให้....ก็ไม่สามารถเปลี่ยนได้.....
ป้าแอ้ดบอกว่าป้าอยู่กับแม่อายุ 90 ปี ป้าแอ้ดต้องดูแลแม่ทั้งๆที่ป้าแอ้ดเองก็ตาบอดมองไม่เห็น มาตามนัดลำบาก ต้องให้เพื่อนบ้านเป็นผู้มาส่งทุกครั้ง
ป้าแอ้ดชอบทานของหวานเป็นประจำ หมอ พยาบาลและทีมดูแลในคลินิกเบาหวานให้คำแนะนำและคุยกับผู้นำส่งให้ช่วยป้าแอ้ดด้วย....ก็มีคำรับปากว่าจะช่วยนำป้าแอ้ดมาตามนัด....

แต่ป้าแอ้ดก็ยังขาดนัด ขาดยา น้ำตาลในเลือดสูงมากขนาด 441มก/ดล. ต้องนอนรพ. ด้วยน้ำตาลสูงบ่อยๆ
กระทั่ง 6 ธค. 2547 ป้าก็มานอนรพ.....น้ำตาลในเลือดสูง...หมอส่งต่อเรื่องของป้ามาให้ทีมเยี่ยมบ้านช่วยติดตามดูแลต่อที่บ้าเรื่องตรวจน้ำตาลและรับยาให้ป้าแอ้ดต่อเนื่อง
ฉันอยู่ในทีมเยี่ยมบ้าน เริ่มไปเยี่ยมบ้านป้าแอ้ดครั้งแรก 14 ธค. 2547
บ้านป้าแอ้ดเป็นบ้านไม้ชั้นเดียว.....เงียบมาก เข้าไปก็ได้กลิ่นอับๆคล้ายมีกลิ่นปัสสาวะปนโชยมาปะทะจมูกของทุกคน
พวกเราร้องถามไปว่า.....มีโครอยู่มั้ยคะ สักพักก็ได้ยินเสียงตอบว่า.... อยู่ค่ะ
ภาพเจ้าของเสียงที่เห็นกันในวันนั้นคือผู้หญิงอายุประมาณ 50 ปีกว่าๆที่มีสภาพผมยุ่งเหยิง ใบหน้าซีดอิดโรย เหงื่อชุ่มหน้าผาก สวมคลุมร่างกายด้วยเสื้อผ้าเก่าๆ
เธอเดินใช้มือคว้าจับขอบประตูแบบคลำทางเดิน โผล่ตัวออกมา

พวกเราบอกเธอว่า มาจากรพ.หลังสวนมาเยี่ยมป้าค่ะ
เราเห็นสีหน้าแปลกใจและตื่นเต้นของป้า เสียงดังถามขึ้นมาว่า “คุณหมอจากรพ.มาเยี่ยมป้าจริงๆหรือคะ”
พวกเราจับมือป้าจูงมานั่งคุยกัน ซักถามข้อมูลต่างๆของป้า ได้ความว่า ป้าแอ้ดอยู่กับแม่ เพียง 2 คน แม่อายุ 90 กว่าปีแล้ว มีการหลงลืมและช่วยเหลือตัวเองไม่ใด้ นอนอยู่กับที่ ป้าต้องทำให้ทุกอย่าง
"วันนี้ยังไม่ใด้อาบน้ำเลย บ้านมีกลิ่นเหม็นเกรงใจคุณหมอจริงๆ" ป้าบอกด้วยน้ำเสียงท้อแท้ กังวลไม่สบายใจ
เราชวนคุยป้าคุยเรื่องโรคเบาหวาน ป้าบอกว่า "รู้ว่าต้องดูแลตนเอง กินยาเองโดยวิธีคลำเม็ดยา จำเวลากินยาใด้ เมื่อรู้ว่าถึงวันหมอนัดแต่ไปเองไม่ใด้ ต้องกวนให้หลานๆที่อยู่ใกล้พาไป เกรงใจเขา ของหวานป้ายังกินอยู่เพราะป้าเหนื่อย ที่กินบ่อยๆเพราะเหนื่อยๆกินแล้วดีขึ้น"
"ป้ารู้สึกไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกแล้ว ชีวิตเหมือนมีเวรมีกรรม ทำไมต้องเป็นแบบนี้"

ฉันจึงคุยให้กำลังใจป้า ให้ป้ารู้สึกตนเองมีค่าอย่างการที่ป้ากตัญญูดูแลแม่ แล้วถามว่าจะให้แม่ไปอยู่บ้านพักคนชราไหม
ป้ามีน้ำตาซึมและบอกว่า "ฉันจะดูแลแม่ตลอดไป"
เมื่อมาเยี่ยมในครั้งหลังๆ ดูป้าแอ้ดสดชื่นมากขึ้น ยิ้มแย้มพูดคุยสนุก และบอกกับพวกเราว่า "ป้าคอยทุกครั้งเมื่อถึงวันนัด"
3 เดือนหลังการไปเยี่ยมป้า เราพบว่าน้ำตาลป้าค่อยๆลดลง ไม่มีภาวะแทรกซ้อนเพิ่ม
รู้สึกเลยว่าการเยี่ยมดูแลทั้งร่างกาย จิตใจพูดคุยให้กำลังใจเสมอ ทำให้ป้ามีกำลังใจ
กำลังใจจากคนรอบข้างสำคัญมากจริงๆนะ ทำให้คนมีกำลังใจต่อสู้และดำรงชีวิตอยู่ได้
ฉันได้ประสานงานองค์กรส่วนท้องถิ่นให้ช่วยเหลือเงินคนพิการแก่ป้า 500 บาท และเงินคนชราแม่ป้าแอ้ด 500บาท
เดี๋ยวนี้ป้ามีผู้ใหญ่บ้าน อสม.เข้ามาร่วมดูแลที่บ้านด้วย ผลัดเปลี่ยนช่วยกันในชุมชน
ฉันยังตามไปเยี่ยมดูแลป้าทุกเดือน และยังเห็นใบหน้ายิ้มแย้มคุยเก่งของป้า ไม่ได้ยินการพูดถึงความท้อแท้หมดหวัง มีแต่เสียงมั่นใจที่ดังมาให้ได้ยินว่า "ป้าจะมีชีวิตอยู่และทำวันนี้ให้ดีที่สุด"

เรื่องนี้เป็นเรื่องของคนสู้ชีวิต ที่สะท้อนให้เห็นการมีความหวัง ที่ขอนำมาบอกเล่าเพื่อสะกิดสะเกา คนเบาหวานที่มีความสมบูรณ์กว่าค่ะ
ขอบคุณน้องพรพิมล พรหมประทีป พยาบาลชำนาญการ แห่งร.พ.หลังสวนนะคะ ที่นำชีวิตของป้าแอ้ดมาให้เป็นครูอีกคน
ขอบคุณป้าแอ้ดที่มากระตุ้น ให้รู้ว่าคนทุกคนมีธาตุนักสู้สิงอยู่ในตัวเสมอ ขอแต่ให้มีความเข้าใจในความหวังของชีวิตแห่งตนให้ชัดเจนแค่นั้นเอง
21 พ.ย.2552
ขอบคุณเรื่องเล่าดีๆที่อ่านแล้วรู้สึกอยากทำความดีให้ได้สักครึ่งของทุกคนในเรื่องนี้ค่ะ พี่หมอเจ๊
ต้องขอบคุณทุกท่านที่ช่างบันทึกถ่ายทอดเรื่องราวดีๆรอบๆตัวมาให้เราได้รู้สึกดีๆ อยากทำดีให้มากยิ่งขึ้น เมื่อได้มาอ่านเรื่องราวดีๆใน GotoKnow นะคะ พี่หมอเจ๊ โอ๋รู้สึกว่าหมอ พยาบาลและครูนี่แหละค่ะเป็นวิชาชีพที่ หากช่างเล่าแล้วละก็ ได้กุศลมากแรงนอกจากการกระทำที่ทุกๆท่านได้ลงแรงทำเองแล้ว ประสบการณ์ของคนรอบๆตัวก็ยังมีคุณค่าอีกด้วย แวะเข้ามาอ่านแล้วก็ได้ความอิ่มเต็มออกไปทุกทีเลยค่ะ