เมื่อวันศุกร์ที่ 20 พฤศจิกายน 2552 เวลาประมาณ 18.45 น. บุตรชายคนโตของผู้เขียนได้ชักชวนผู้เขียนไปดูภาพยนตร์ เรื่อง 2012 (วันสิ้นโลก) ซึ่งในครั้งแรกผู้เขียนก็ได้เกริ่นชวนบุตรชายไว้ตั้งแต่แรกว่าต้องการจะดูภาพยนตร์เรื่องนี้ สำหรับเจ้าตัวเล็กแอบหนีผู้เขียนไปดูกับเพื่อน ๆ ก่อนหน้านี้แล้ว พอไปถึงกว่าจะซื้อบัตรได้ บุตรชายได้ไปยืนรอต่อคิวเพื่อซื้อบัตร ซึ่งเป็นแถวที่ค่อนข้างยาวมาก แต่เพราะความต้องการที่จะดูให้ได้ ก็เลยต้องทนยืนรอเพื่อซื้อบัตร เมื่อซื้อเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผู้เขียนและบุตรก็เข้าไปในโรงภาพยนตร์ ซึ่งภาพยนตร์ได้ฉายไปเกือบ 10 นาทีแล้ว ได้ที่นั่งเรียบร้อย ผู้เขียนและบุตรก็ได้เริ่มต้นดูภาพยนต์ เนื่องจากเข้าไปช้า ในตอนแรก ๆ ผู้เขียนก็ไม่ค่อยทราบสักเท่าไร แต่สรุปใจความได้ว่า ถ้าพูดถึงการสร้าง จะเป็นการสร้างที่ยอดเยี่ยมมาก ทำได้เหมือนจริง ก็น่าชื่นชมผู้สร้างที่สร้างภาพยนตร์ที่มีคุณภาพจริง ๆ เป็นเรื่องที่ในอนาคตอาจเป็นไปได้และอาจเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากเมื่อตอนเด็ก ๆ ผู้เขียนได้เรียนอยู่ประมาณชั้นประถมศึกษา ก็เคยได้ยินที่เขาทำนายกันว่า โลกจะแตก เขาไปสร้างภาพยนตร์ ลิเก ละคร ก็สร้าง เล่นกันโดยนำเรื่อง โลกแตก มาแสดงให้คนดูได้หวาดผวากันน่าดู จึงเป็นการฝังใจว่า พอดีภาพยนตร์เรื่อง 2012 (วันสิ้นโลก) เข้ามาพอดี ผู้เขียนก็เลยต้องการที่จะดูว่ามันจะเป็นอย่างไร ในการดูภาพยนตร์เรื่องนี้ ตั้งแต่ต้นจนจบ ผู้เขียนนั่งดูไป และก็คิดตาม บางครั้งต้องบอกกับบุตรชายว่า แม่นั่งเกร็ง ลุ้นไปกับการแสดงของภาพยนต์เรื่องนี้ บุตรชายก็หัวเราะ สำหรับภาพที่เราได้เห็นไม่ต้องพูดถึง หนังต่างประเทศก็ทราบอยู่แล้วคุณภาพต้องมาก่อน เหมือนจริง ทำได้เนียนมาก แต่ที่มากกว่านั้น ผู้เขียนได้นั่งคิดตามว่ามีคติดี ๆ ที่แทรกอยู่ในเนื้อหาของเรื่อง ซึ่งจับได้หลาย ๆ ตอน เช่น ตอนประธานาธิบดีวิลสัน สั่งเอเดรียน ซึ่งมีวิสัยทัศน์ในการมองการณ์ไกล แก้ไขสถานการณ์และปัญหาได้และสามารถรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต ว่าให้พาลูกสาวของตนไปขึ้นเรือยักษ์ (เพื่อให้พ้นจากภัยธรรมชาติ สึนามิ) และให้เอเดรียนเป็นผู้ดูแลและแก้ไขปัญหาต่างๆ สำหรับตัวประธานาธิบดีเอง ไม่ขอไปขึ้นเรือด้วย โดยใช้คำพูดที่ว่า "มีท่านคนเดียว ก็เพียงพอแล้ว ดีกว่ามีคนแก่ ๆ อย่างประธานาธิบดี อีกตั้ง 20 คน" หมายความว่า คนแก่ ๆ อย่างประธานาธิบดี 20 คน มีค่าเท่ากับคนหนุ่มที่มีวิสัยทัศน์อย่างเอเดรียนเพียงคนเดียว ตอนต่อมา คือ ครอบครัวของชาวต่างประเทศ เมื่อสามี - ภรรยา แยกทางกันแล้ว เขาจะอยู่แบบการเข้าใจกัน ซึ่งถ้ามีลูก เขาจะมีความรับผิดชอบต่อลูกที่เขาทำให้เกิดมา เขาจะให้ความสุข เช่น พ่อแยกทางกับแม่ แม่อยู่กับแฟนใหม่ ในวันหยุด เสาร์ - อาทิตย์ พ่อจะมารับลูกชาย ลูกสาว ไปเที่ยวพักผ่อนกันตามประสาพ่อ - ลูก ซึ่งแม่กับพ่อใหม่ก็ไม่ได้กีดกัน แถมยังมีความเข้าใจกัน ทักทายกัน ซึ่งผิดกับครอบครัวของเมืองไทย ส่วนใหญ่ถ้าแยกกันอยู่แล้ว จะต้องไม่พูด ไม่คุยกัน คือ ต้องสิ้นสุดกันเลย (เรียกว่าแม้แต่หน้ายังไม่อยากจะมองกันด้วยซ้ำ) แต่ธรรมเนียมประเพณีของชาวต่างชาติ เขายังเป็นเพื่อนกัน คุยกันได้ ทำให้เห็นถึงวัฒนธรรมของไทยกับชาวต่างชาติที่แตกต่างกัน อีกตอนเป็นตอนที่พระหนุ่มและเจ้าอาวาสวัด (พระจีน) ได้นั่งคุยกันถึงเรื่อง วันสิ้นโลก (21 ธันวาคม 2012) ซึ่งพระหนุ่มพูดมากโดยไม่ฟังเจ้าอาวาสวัด ท่านเจ้าอาวาสก็แสดงโดยเทน้ำชาจนล้นถ้วย พระหนุ่มเห็นก็ถามเจ้าอาวาสวัดว่าทำไมท่านเทน้ำชาล้นถ้วยแล้วก็ยังไม่หยุด เจ้าอาวาสวัดแจ้งว่า ก็เปรียบเสมือนตัวท่านไงดีแต่พูด ๆ ไม่ฟังเหตุฟังผลเลย ถ้าจะให้ไม่ล้นถ้วยก็ต้องเทน้ำชาในถ้วยนั้นทิ้งเสีย เมื่อพระหนุ่มได้ยินดังนั้น จึงนิ่งและเริ่มรับฟังข้อคิดเห็นของเจ้าอาวาส ซึ่งก็มีอีกหลายตอน ถ้านั่งดูแล้วก็จะทำให้ได้ข้อคิดดี ๆ ซึ่งนำมาใช้กับการทำงานและใช้ในชีวิตประจำวันของเราได้ สุดท้ายจากการเกิดเรื่อง แม้แต่ประเทศจีน ซึ่งนับว่าเป็นแผ่นดินที่สูงที่สุด ก็ยังโดนคลื่นยักษ์และน้ำท่วม ดินแดนสุดท้ายที่เหลือก็คือ แอฟริกา หรือแหลม Good Hope ที่รอดเหลืออยู่ ผู้เขียนคิดว่า ก็อาจเป็นไปได้เกี่ยวกับการวิกฤตทางธรรมชาติ จะเป็นผลให้เกิดจากภาพที่เห็นใน 2012 (วันสิ้นโลก) เพราะที่ทราบ ๆ มา ก็คือ สึนามิ ที่ทางภาคใต้ที่เกิดขึ้นเมื่อ 3 - 4 ปี ที่แล้ว สมัยก่อนไม่ค่อยเห็นว่าจะมี หรือรุนแรงอย่างนี้ เมื่อครั้งที่ผู้เขียนไปประชุมที่ จ.ภูเก็ต โดย ปขมท. เป็นผู้จัดในครั้งนั้น ผู้เขียนได้เดินทางไปทางเครื่องบิน จากพิษณุโลก - ดอนเมือง และจากดอนเมือง - ภูเก็ต และก็มีรถของพวกพี่ ๆ ปขมท.มารับ ผู้เขียนก็นั่งไปกับพวกเขา ในวันที่อบรมผู้เขียนก็พักที่อบรมอยู่ชั้น 10 แต่อบรมชั้น 2 ของโรงแรม เวลาประมาณ บ่ายสอง - บ่ายสาม เห็นจะได้ เมื่อผู้เขียนนั่งอบรมอยู่ มองไปที่แก้วน้ำ ๆ สั่นและก็แกว่ง แม้แต่โคมไฟที่ห้อยระย้าก็โอนไปโอนมา ทำให้ผู้เขียนตกใจมาก เพราะไม่เคยเห็น แต่พวกพี่ ๆ ที่เขาอยู่ที่นั่นเขาบอกว่าเป็นเรื่องปกติ ผู้เขียนยังนึกต่อว่า กลัวเหมือนกับตอนที่สึนามิครั้งแรก ครั้งนั้นเหตุเกิดแผ่นดินไหวประมาณ 6.5 ริกเตอร์ ผู้เขียนนั่งนิ่งเลย เพราะไปคนเดียว เจ้าหน้าที่ของ ก.พ.ซึ่งกำลังบรรยายอยู่ก็หยุดบรรยายแล้วก็ถามพวกที่นั่งฟังว่าเห็นอะไรหรือเปล่า เพราะเกรงว่าจะคิดไปคนเดียว...สักประเดี๋ยวก็ฮือฮากันพักหนึ่ง...จนเหตุการณ์สงบลง... สำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็เป็นเสมือนการเตือนภัยให้กับพวกมนุษย์ได้รับทราบ รับรู้ ว่ามันอาจเกิดได้ หรืออาจเป็นไปไม่ได้ เหมือนกัน แต่ที่ทราบก็คือ มนุษย์ต้องรู้จักช่วยกันรักษาสภาพสิ่งแวดล้อม ช่วยกันไม่ทำลายธรรมชาติ ดูแลรักษาธรรมชาติ เพราะเหตุที่เกิดนี้ผู้เขียนคิดว่าอาจเนื่องมาจากฝีมือมนุษย์มากกว่า...นั่นเอง...
สวัสดีค่ะ พี่บุษ - น้องบุษย์ แวะมาทักทายค่ะ ชอบเรื่องนี้เหมือนกันค่ะ หนังแนวนี้ไม่เคยพลาด ระทึกใจดีค่ะ..
สวัสดีค่ะ...อาจารย์
อยากดูครับ พาหลานม่อนมาเยี่ยมครับ
สวัสดีค่ะอาจารย์ ได้ไปชมภาพยนตร์เรื่องนี้มาแล้วเช่นกันค่ะ มีประเด็นให้เก็บกลับมาคิดหลายประเด็นอย่างที่อาจารย์นำมาบันทึก ทั้งเรื่องมนุษย์และสังคม และโลก ดูแล้ว ปลง และคิดว่าถ้าอะไรจะเกิดก็ตั้งสติอยู่ในความสงบ ถ้าจะดิ้นหนีอย่างกลุ่มของแจ็คสันก็ต้องดิ้นให้ถึงที่สุด แต่อนาคตต่อไปข้างหน้าล่ะคะ สมมุตินะคะว่าเราเป็นหนึ่งในเรือโนอาร์สามลำนั้น แต่แผ่นดินที่เหลือคือ แหลม Good Hope (ความหวังเล็กๆ) มนุษย์ที่เหลือจะแสดงความเห็นแก่ตัวขนาดไหน เราจะอยู่ต่อไปในสังคมแบบเป็นมนุษย์ที่ดีได้ระดับไหนกัน
อีกมุมหนึ่งที่มองและประทับใจตอนท้ายสุดของตัวแสดงนี้ ในความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ก็ยังมีความรักผูกพันและเห็นแก่ครอบครัว(เด็กฝาแฝด) ด้วยนะคะ
อาจารย์คะ ในภาพยนตร์ นอกจากประธานาธิบดีสหรัฐฯ แล้ว ยังมีฉาก นายกฯของอิตาลีด้วยนะคะ ที่นับว่าเป็นผู้นำที่เสียสละยอมอยู่ข้างประชาชน (โดยรวมผู้นำก็คือคนๆ หนึ่งในสังคมนั่นเอง)
ขอบคุณค่ะอาจารย์ เปิดประเด็นให้คุยด้วยแต่เช้าเลย
สวัสดีครับ ผอ.
ผมไม่อยากไปดูกลัวโลกจะแตกครับ 555
เรียน ผอ.
ผมเข้าอ่านแล้ว ผอ.เขียนดีนะครับ เดี๋ยวผมเขียนบ้าง
จากครูเด
สวัสดีค่ะ
อยากไปดูเหมือนกันนะคะ ภาพยนตร์เรื่องนี้แต่ก็น่ากลัวค่ะ ( อิอิ ) ไม่อยากให้เกิดขึ้นจริง ตัวน้องเองก็ติดตามอยู่ค่ะเรื่อย ๆ เพราะไม่รู้ว่ามันจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ แต่ส่วนตัวนะคะน้องมีความคิดเห็นว่า โลกอาจจะไม่แตกถึงขนาดในภาพยนตร์หรอกค่ะที่น้ำจะท่วมโลก โลกจะระเบิดอะไรปรามานนี้ แต่! น้องคิดว่าอาจจะมีประชาชนบนโลกเราเสียชีวิตกันมากขึ้น เหมือนจะล้างมนุษย์ออกไปบ้างมั้งคะเพราะมนุษย์บนโลกเราเยอะมากๆๆๆๆๆ ก็อาจจะเสียชีวิตกันมากขึ้นในปี 2012 ค่ะ ด้วยเพราะเหตุใดก็ไม่ทราบค่ะ อาจจะเป็นโรคตายบ้างอย่างที่เป็นข่าว พวกไข้หวัดนก หรือหวัด 2009 ค่ะ ปรามานนี้นะคะ ว่าแต่..มันเป็นเรื่องของอนาคต คนก็คิดต่างกันไปเราไม่รู้อะไรจะเกิดขึ้นเอาเป็นว่าตอนนี้เราเป็นคนดีก่อนก็แล้วกันค่ะ โอกาสหน้าจะเข้ามาทักทายใหม่นะคะ
สวัสดีครับคุณบุษยมาศ
ดูเรื่องนี้แล้ว ก็ช่วยกันดูแลธรรมชาติกันให้มากขึ้น อย่าเอาแต่ผลประโยชน์ของเราอย่างเดียว ...ขอบคุณสำหรับเรื่องที่ดีๆ..และความเห็นที่เป็นประโยชน์..ครับ
ขอบคุณค่ะ...ชื่อเหมือนกันเสียด้วย...ยินดีค่ะ...
เกิด 2505 ค่ะ ไม่รู้ว่าใครเป็นพี่เป็นน้องค่ะ...สงสัยพี่จะเป็นพี่มังค่ะ...
แล้วจะแวะไปเยี่ยมค่ะ...
ขอบคุณค่ะ...ไม่อยากให้เป็นเหมือนกัน... แต่ก็เป็นการเตือนสติให้มนุษย์เราต้องระวัง "อย่าประมาท" และต้องร่วมมือกันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมค่ะ...
ตอบ...ผอ.ประจักษ์ + น้องม่อน ค่ะ
ขอบคุณค่ะที่มาเยี่ยม...ฝากรูปให้น้องม่อนด้วยนะค่ะ...
สวัสดีค่ะ...คุณดาวลูกไก่...
ขอบคุณค่ะ...ที่มาช่วยเติมเต็มค่ะ...
ตอบ...อาจารย์เดชาค่ะ...
ขอบคุณค่ะ...ที่แวะมาเยี่ยมค่ะ...
ตอบ...คุณกระดาษแก้วค่ะ...
ใช่ค่ะ...ปัจจุบันเราเป็นคนดีและทำดีก็น่าจะช่วยสังคมได้บ้างค่ะ...ขอบคุณค่ะ
ตอบ...อาจารย์พิชชาค่ะ...
ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมค่ะ...
ขอบคุณค่ะ...ต้องช่วยกันดูแลธรรมชาติค่ะ ฯลฯ...
สวัสดีค่ะอาจารย์
เรื่องนี้ลูกสาวอยากไปดูมากเลยค่ะ
หากไม่ออกโรงไปเสียก่อนคงได้ไปดูเร็วๆ นี้ค่ะ
สวัสดีค่ะ...คุณชาดา...
เป็นภาพยนตร์ที่จัดว่ามีคุณภาพค่ะ ได้ข้อคิดที่ดี ๆ ค่ะ...