พระองค์ทรงกล่าวถึงการกำเนิดโลกและการพินาศของโลก ข้อคิดอีกประการหนึ่งก็การกล่าวถึงพรหมในพระสูตรนี้ ไม่ใช่พรหมที่เป็นของศาสนาอื่น แต่เป็นพรหมที่พระพุทธเจ้าบัญญัติตามที่พระองค์ได้เห็นเอง

ข้อวิภาษของผู้เขียน

  • ดูก่อนภิกษุทั้งหลายบางครั้งบางคราวมีสมัยที่โลกนี้พินาศโดยล่วงไปช้านานเมื่อโลกกำลังพินาศอยู่ เหล่าสัตว์โดยมากย่อมเกิดในชั้นอาภัสสรพรม.

  ยกข้อความมากล่าว พระองค์ทรงกล่าวถึงการกำเนิดโลกและการพินาศของโลก ข้อคิดอีกประการหนึ่งก็การกล่าวถึงพรหมในพระสูตรนี้ ไม่ใช่พรหมที่เป็นของศาสนาอื่น แต่เป็นพรหมที่พระพุทธเจ้าบัญญัติตามที่พระองค์ได้เห็นเอง พรหมในทางพุทธศาสนามีเป็นชั้นๆมีรูปพรหม ๑๖ ชั้น อรูปพรหม ๔ ชั้น ที่อยู่ของมนุษย์ ๑ ของเทวดา ๖ เรียกว่ากามสุคติภูมิ ที่อยู่ต่ำกว่ามนุษย์ก็คือ นรก ๑ เปรต ๑ อสุรกาย ๑ สัตว์ดิรัจฉาน ๑ รวมทั้งหมดเป็น ๓๑ ภูมิตามคติของพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทครับ......

  • เมื่อออกจากเรือนบวชเป็นบรรชิตแล้ว อาศัยความเพียรเป็นเครื่องเผากิเลส อาศัยความเพียรที่ตั้งมั่น อาศัยการประกอบเนืองๆ อาศัยความไม่ประมาท อาศัยมนสิการโดยชอบแล้วสัมผัสเจโตสมาธิ อันเป็นเครื่องให้จิตตั้งมั่น ตามระลึกถึงขันธ์(ตัวเอง)ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนได้ เกินกว่านั้นระลึกไม่ได้...

อีกประการหนึ่งที่ควรกล่าวถึงคือการทำความเพียรในการบรรลุถึงสมาธิ(เจโตสมาธิ) มันมีการอาศัยอยู่ ๕ ประการคือ

อาศัยความเพียรเป็นเครื่องเผากิเลส

อาศัยความเพียรที่ตั้งมั่น

อาศัยการประกอบเนืองๆ

อาศัยความไม่ประมาท

อาศัยมนสิการโดยชอบ

  ตรงนี้ยกมาให้ท่านผู้รู้ได้พิจารณา ในการทำความเพียรโดยเฉพาะทางจิตใจที่จะเข้าถึงความวิมุติหลุดพ้นนั้นต้องอาศัยความเพียรอะไรบ้าง? อรรถกถาอธิบายว่า.

ความเพียรชื่อว่า อาตัปปะ โดยภาวะที่ยังกิเลสให้เร่าร้อน ๑

ความเพียรนั้นแหละชื่อว่า ปธานะ โดยเป็นความตั้งมั่น ๒

ความเพียรที่ชื่อว่า อนุโยคะ โดยที่ประกอบอยู่บ่อยๆ ๓

ทั้งสามประการคือความเพียรที่ต้องอาศัยต่างหรือเหมือนกันกับความเพียร ๔ ก็ฝากให้ท่านผู้รู้ได้แสดงความเห็นนะครับ.....

ความไม่อยู่ปราศจากแห่งสติ ท่านเรียกว่า ความไม่ประมาท

มนสิการโดยอุบาย คือมนสิการครั้งแรก โดยความได้แก่ปัญญา

ก็ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ สำเร็จแก่ผู้ที่ตั้งอยู่ในมนสิการใด มนสิการนี้ท่านประสงค์เอาว่า มนสิการ ในที่นี้. ฉะนั้น ในพระบาลีนี้จึงมีความย่อดังนี้ว่า

  • อาศัยความเพียร
  • อาศัยสติ
  • อาศัยปัญญา

  เอาละครับพอเป็นน้ำย้อม สำหรับการแสดงความเห็นของผู้เขียน เพราะจุดประสงค์ของการอัญเชิญพระสูตรมาให้ท่านทั้งหลายได้ยล คือเป็นการจุดประกาย กระตุ้น ให้เราท่านที่เป็นพุทธศาสนิกชนฯได้หันมาอ่านพระไตรปิฎก มาทำความรู้จักกับที่เก็บคำสอนของพระพุทธองค์ มาศึกษาคำสอนของพระศาสดา เพราะจริงๆแล้วข้อความที่ผมนำมาเขียนก็มีอยู่แล้วในพระไตรปิฎก บางท่านไปอ่านเองก็อาจจะได้ความชัดกว่าที่ผมนำมาเสนออีก...

  ในที่นี้ผมจึงขอบอกว่า ผมจะยกมาแต่ข้อความที่ผมเห็นว่าน่านำเสนอเท่านั้น ซึ่งจะเห็นว่าผมผ่านมาหลายข้อ ทั้งนี้ก็ตามแต่ปัญญาอันเล็กน้อยของผมจะคิดออกครับ

ขอให้ท่านผู้อ่านจงพิจารณาด้วยปัญญาของตนๆตามแต่ปรารถนา ทั้งอนุญาตให้แสดงความเห็นได้เต็มที่ แต่ต้องอยู่ในเหตุผล ความถูกต้องครับ........