มีโทรศัพท์เข้า บอกว่า เป็นโทรศัพท์จากกรมสรรพากร กรุงเทพ ว่าตามที่ผมได้ยื่นขอคืนภาษี นั้น ได้ส่งเช็คมาให้ แล้วไม่มีผู้รับเช็ค ขอให้มารับเช็คภายในวันนี้ ผมบอกว่า ผมจะขึ้นไปรับเช็คที่กรมสรรพากรได้ยังไง ผมอยู่ปัตตานี "ถ้าขึ้นมารับด้วยตัวเองไม่ได้ มีบัญชีธนาคารไหมครับ จะโอนเงินเข้าบัญชีให้" โถ ! แล้วใครจะพกสมุดบัญชีธนาคารละครับ "ถ้าไม่มีสมุดบัญชีธนาคาร มีบัตรเอทีเอ็มไหมครับ" เฮ้อ ! ค่อยยังชั่วหน่อย บัตรเอทีเอ็ม ใครๆ ก็พกทั้งนั้นและครับ "ขอเลข 16 หลักหน้าบัตรเอทีเอ็มครับ พร้อมขอเลขรหัสประจำตัวประชาชน พร้อมถามว่ามีค่าธรรมเนียมการโอน 135 บาท ในบัตรมีเงินพอนะครับ" ผมบอกว่ามีพอพร้อมกับแจ้งทั้งเลข 16 หลักหน้าบัตรเอทีเอ็มและเลขประจำตัวประชาชน 13 หลักไป พร้อมกับให้รายละเอียดที่เขาต้องการ เช่น เป็นบัตรประเภทไหนใช่ธนวัฒน์ หรือว่าเป็นเครดิตการ์ด ซึ่งผมบอกว่าเป็นบัตรเดบิต พร้อมบอกชื่อธนาคารและสาขาสาขา แล้วเขาบอกว่า "อีกประมาณ 5 นาทีให้ไปตรวจสอบที่ตู้เอทีเอ็มนะครับ ว่ามีเงินเข้าหรือไม่ ย้ำยอดเงินที่จะเข้าคือ 12,999 บาท" ผมตอบรับเรียบร้อยแล้ววางหูไป
คิดอีกที เอ๊ะ! กรมสรรพากรออกทีวีอยู่โครมๆว่า ไม่มีบริการโอนเงินคืนภาษีให้ใคร อาจเป็นการต้มตุ๋น ให้ระวัง อ๊ะ! ไม่ดีแน่ ตัดสินใจวิ่งไปที่ตู้เอทีเอ็มที่ใกล้ที่สุดสอบถามยอดบัญชี เฮ่อ! เงินยังอยู่ครบ ระหว่างนั้น ฝ่ายโน้นก็โทรมาอีกที ถามผมว่าไปเช็คยอดเงินที่ตู้เอทีเอ็มหรือยัง ผมบอกว่ายังไม่ได้ไป ตู้เอทีเอ็มอยู่ไกล เขาเร่งรัดมาว่านานแค่ไหน ผมบอกว่าอีกประมาณ 20 นาที แล้วก็วางหูไป
ช้าไม่ได้ ผมรีบโทรหาเพื่อนที่เป็น ผจก.แบงค์ที่ผมมีบัตรเดบิตนั้น ถามว่าเคสนี้ใช่รายการต้มตุ๋นหรือเปล่า เพื่อนบอกว่าชัวร์เลย เมื่อถามว่าเลข 16 หลักบนบัตรเดบิต + เอทีเอ็มที่ให้เขาไปเขาทำอะไรได้ไหม เพื่อนบอกว่าสามารถเอาไปสั่งซื้อของทางอินเตอร์เน็ตได้ เพื่อนบอกว่าให้รีบอายัดบัตรโดยด่วน ฮ้า! งานเข้าละซิ จะออกไปที่สาขาก็กลัวช้า ที่สำคัญอาจต้องไปยืนรอคิวอีกเป็นนานสองนาน จัดแจงเข้าเน็ตค้นหาเบอร์โทรศัพท์สาขาธนาคารที่ออกบัตรเดบิต ไม่ถึง 1 นาทีได้มา รีบโทรศัพท์เลย ได้ผล เขาโอนสายให้พนักงานผู้รับผิดชอบ ให้ข้อมูลเลขประชาชน 13 หลัก ค้นโช๊ะเดียว พนักงานสามารถบอกชื่อเจ้าของบัญชีและประเภทบัญชี พร้อมประเภทบัตรได้ถูกต้อง ไม่รีรอที่จะถามว่า เงินเหลืออยู่เท่าไร เขาบอกตัวเลขมา เฮ้อ ! โล่งอก เงินยังอยู่ครบ สั่งอายัดบัตรเรียบร้อย ตั้งแต่มันโทรมาครั้งแรกจนอายัดบัตรเสร็จใช้เวลาไปประมาณ 20 นาที พนักงานแนะนำว่าหากจะใช้บัตรเดบิต ให้ไปทำใหม่ เพราะบัตรเก่าเสี่ยงมาก
เมื่อถึงเวลานัด ฝ่ายโน้นโทรมาอีก ถามผมว่าไปดูเงินที่เข้าบัญชีแล้วหรือยัง ผมเลยสวนไปว่ายังไม่ได้ไปดู แต่ผมถามสรรพากรพื้นที่แล้ว เขาบอกว่าไม่มีบริการคืนเงินผ่านการโอนแบบดังกล่าว มันยังอ้างอีกว่า นี่เป็นกรมสรรพากรนะ ไม่ใช่สรรพากรพื้นที่ สรรพากรพื้นที่เขามีหน้าที่เก็บภาษี ไม่ใช่คืนเงินภาษี แน่ะ! ยังหาเหตุผลมาอ้าง จะเอาให้ได้ เมื่อผมยืนยันว่าผมไม่เชื่อและมั่นใจว่าจะเป็นการต้มตุ๋น มันวางสายเลยครับ ผมมาตรวจสอบดูหมายเลขโทรศัพท์ที่มันโทรเข้าและโชว์เบอร์อยู่ เป็นเบอร์ดังนี้ครับ +8613422827262 นับดูเอาเองนะครับว่าเป็นเลขกี่หลัก สามารถโทรกลับไปหามันได้ไหม
อ่านมาถึงตอนนี้ บางคนอาจสงสัยว่ามันจะต้มตุ๋นเอาเงินเราได้ไง ? เคยได้ฟังเคสที่เคยโดนในทีวี เขาว่า เมื่อเราไปที่ตู้เอทีเอ็มเพื่อตรวจสอบว่าเงินเข้าหรือไม่เข้า แน่นอนเงินไม่เข้า มันจะโทรให้เราตรวจสอบเงินเข้าตามคำแนะนำของมัน วิธีการก็คือเมื่อเราใส่บัตรเอทีเอ็มและป้อนรหัสบัตรเสร็จ มันจะแนะนำให้เรากดตามมัน แรกสุดก็คือให้ไปที่โหมดภาษาอังกฤษ หลังจากนั้นเราก็จะงงเป็นไก่ตาแตก มันบอกให้กดตามขั้นตอน ใส่ตัวเลขตามที่มันว่ามา โดยที่เราไม่รู้เรื่องในความหมายของการกดเลขและปุ่ม เพราะเป็นภาษาอังกฤษ ท้ายที่สุดมันก็จะให้เราโอนเงินเข้าบัญชีให้มันเรียบร้อยโดยเราไม่รู้ตัว แล้วมันก็หายจ้อยเข้ากลีบเมฆไปเลย เราก็ได้แต่นั่งกุมขมับ
สำหรับผม แม้จะโชคดีที่ผมเพียงให้เลขที่บัตรเดบิต แม้มันจะสามารถเอาไปซื้อของผ่านเน็ตได้ มันก็คงผิดหวัง เพราะบัตรนี้ผมจะไม่ค่อยเอาเงินเข้าไปไว้เยอะ เหตุผลคือมีอยู่เท่าไรผมจ่ายหมด เบิกเกินได้เท่าไรก็เบิกหมด ดังนั้นหากผมจะใช้เงินเท่าไรผมก็จะโอนจากบัญชีหนึ่งมาเข้าบัญชีบัตรเดบิต นี่ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ผมหลีกเลี่ยงทำบัตรเครดิต ถ้ามิจฉาชีพมันพยายามจะกดเอาเงินจากบัตรเดบิตผม มันคงร้องจ๊าก เพราะมีเงินให้มันน้อยเหลือเกิน "โศน้าหน้า" 5555
เหตุเกิดเมื่อเช้าวันพุธที่ 17 พฤศจิกายน 2552
อย่างนี้ก็มีด้วยเหรออาจารย์...?
สนใจภาพข้างบนครับ ที่ไหนครับ ที่เห็นสูงๆเป็นแบคกราวน์ น่าจะเป็นเสากระโดงเรือยอร์ช ที่ไหนครับ