ใครๆ ก็ว่าฉันหน่ะชอบเที่ยว จนต้องหงายฝ่าเท้าขึ้นมาดู ว่ามีไฝขึ้นหรือเปล่า...
ในหนึ่งเดือน ป้าตุ่น จะมีคิวเดือนทางไปนู่นมานี่อยู่เรื่อย ทั้งเป็นการไปเที่ยว และการแวะเที่ยวหากต้องไปธุระ รวมถึงการไปเที่ยวเพราะคนอื่นๆ ที่เราแคร์อยากไป
ไม่ต้องอ้างอะไรอื่น ประเมินตัวเองแล้วก็ชอบเที่ยวจริงๆ แหละ
เพราะนอกจากลุงอ้อน พี่ชายคนรองจะกระเตงไปที่ยวกรุงเทพมหานครตอน ป.3 ป.4 นั้น ทำให้ยีนที่มีอยู่ในตัวถูกฝั่งหยั่งรากลึกลงไปอีก
นิสัยชอบเที่ยวยิ่งแสดงออกมากตอนมีเงินเดือนนี่แหละ
เอ๋ทำไมป้าแกชอบเที่ยวเป็นนักหนา เกือบพูดได้ว่าป่วยเป็นโรค "Journey Syndrome"
- เป็นสาวโสด อยู่ว่างๆ เดี๋ยวฟุ้งซ่าน ไปเรียนรู้โลกภายนอกที่กว้างกว่าในตำราและอินเตอร์เน็ตดีกว่า
- บุพการียังแข็งแรง ทำให้มีเวลาเป็นของตัวเอง เดี๋ยวเมื่อถึงเวลาต้องเฝ้าประคบประหงม จะปลีกตัวไปไม่ได้ (ข้อนี่นับเป็นบุญเลยหล่ะ)
- ฝึกการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการเดินทาง เตรียมพร้อมไว้สำหรับปั้นปลายชีวิตที่เราไม่มีใครเป็นเพื่อนคู่คิด ชีวิตที่สบายๆ มันง่ายเกินไปค่ะ
- ได้เรียนรู้มิติที่แตกต่างจากผู้คนและชุมชนที่เปลี่ยนแปลงไป นอกจากประยุกต์ใช้ได้ในชีวิตประจำวันแล้ว ยังเป็นประเด็นที่หยิบยกมาพูดคุยกับชาวบ้านได้ด้วย
- ทำให้ชีวิตรู้จักกับคำว่า "แผน" "เป้าหมาย" และ "การควบคุมโครงการ" แม้จะเป็นเรื่องเล่นๆก็บูรณาการเข้ากับการทำงานได้ด้วย
- ทำให้เห็นคุณค่าของเพื่อน ที่เป็นเพื่อนร่วมทาง และสัมพันธภาพที่เกิดขึ้นระหว่างสมาชิกในทริป
- รู้จักการปรับตัว ทริปที่บริหารจัดการให้ลงตัวยากที่สุด ต้องยกให้ทริปครอบครัว ที่ช่วงวัยแตกต่าง....แต่สิ่งที่ดีคือ เราได้อยู่ร่วมกัน หาก 4-5 วันยังปรับตัวไม่ได้...นานไปจะอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขได้อย่างไร
- ไปตอนนี้เพราะยังไปได้...สวนกระแส นักวิชาการการเงินให้เก็บเงิน แต่ ป้าตุ่นเที่ยวตอนนี้ พอแก่ไปไม่ได้ร่างกายไม่ไหว ถึงเก็บจ้า (แต่ก็อย่าประมาทกับชีวิต)
- มีเพื่อนไป เคยไหมคะทุกอย่างลงตัวแต่หาเพื่อนสักคนไม่มี ...เพราะคนเรามีเรื่องที่จำเป็นในชีวิตแตกต่างกัน กรณีเพื่อนพร้อม จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญต่อการออกรอบ
- ไปเที่ยวตอนที่โลกยังใหม่สำหรับชีวิตเรา จะได้ประสบการณ์ใหม่ๆ นำมาใช้ในการดำเนินชีวิต ไปเที่ยวตอนอายุยังน้อยโลกสดใสค่ะ จะสนุกกว่าไปตอนที่เป็นวัยผู้ใหญ่ ที่แบกรับความรับผิดชอบไว้มาก สลัดออกจากหัวไม่ค่อยได้ ที่สำคัญ ไปตอนนี้ยังได้นำสิ่งที่ได้รับมาปรับใช้ รอให้อายุมากก็เพียงแค่ได้ไปเป็นบุญตา...
รู้เหตุผลยังงี้แล้ว คงไม่ว่ากันหรอกนะที่ป้าไม่มีเงินเก็บพอที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลใครๆ
เกริ่นไว้แล้วว่าตัวเองชอบเที่ยวถึงขั้นป่วยมั้ง ก็ขอเตือนว่าอาการนี้เป็นโรคติดต่อ ... ตอนนี้ พี่ปาปา หลานสาวคนโตก็ไปช่วยเศรษฐกิจไทยประจำ...เพลาๆ บ้างนะลูก




สวัสดีค่ะ
ขอบคุณนะคะที่แวะไปเยี่ยมบันทึกภาพวาด Cottage Rose
เลยเอากุหลาบมาฝากค่ะ
สวัสดีค่ะคุณสิริพร ใช่ค่ะไม่เที่ยวในช่วงเวลาที่ลงตัวแบบนี้จะไปตอนไหน ว่าไหมค่ะ ดิฉันลูกสองแล้วยังต้องหาเวลาเที่ยวทุกปิดเทอมค่ะ
แวะมาแนะนำตัวอีกรอบ
พี่สอนอยู่ที่เดียวกันกับพ่อใหญ่งมงและยายตุ๋ยค่ะ
พี่เกิดหลัง 2500 อยู่ 3 ปี คงแก่กว่าคุณสิริพร (พ่อใหญ่มงบอกมา)
สวัสดีค่ะคุณสิริพร ตอบคำถามนะคะ ขอนแก่นไปบ่อยค่ะแต่ไม่ได้ไปเที่ยว แต่ไปพบแพทย์ คุณตาที่บ้านและคุณสามีมีนัดกับคุณหมอ ที่ศูนย์หัวใจ ทุกเดือนเลยค่ะ หลังจากนั้นก็กลับบ้าน อย่างดีก็บิ๊กซีค่ะ
สวัสดีค่ะ เพลงเพราะมากค่ะ เพลินดี.. เพิ่งไปขอนแก่นมาเหมือนกันค่ะ แถวๆเมืองพล ชอบเที่ยวเหมือนกันค่ะ แต่ตอนนี้ไม่โสดแล้ว หาเวลาไปยากมาก
ปล. แต่ยังแอบไปอยู่บ่อยๆค่ะ..อิอิ..
สวัสดีค่ะ
ขอเป็นผู้ติดตาม...ไปเที่ยวด้วยคนนะคะ
มีคำอวยพรมาฝากค่ะ http://gotoknow.org/blog/somdejmas/316250
สุขสันต์วันอีดค่ะ
ตามไปรับพรแล้วค่ะ
ขอบคุณความเป็นกัลยาณมิตรของพี่มีนาและคุณเบดูอินนะคะ
ท่าทางนู๋ก็คงเป็น โรค "Journey Syndrome"
เหมือนกันกะป้าแน่เรย
พี่ปาปา PapA Magicgirl
Journey Syndrom นี้ นอกจากเป้นโรคประจำตัวแล้ว ยังเปHนโรคเรื้อรัง ก่อให้เกิดอาการ
- ตัวซีด...จากทรัพย์จาง
- เหงาเศร้าซึม...เมื่อต้องอยู่ติดที่นานๆ
- ปลีกตัวสังคม...เบื่อสรรพสิ่ง เมื่อสิ่งรอบตัวไม่มีอะไรใหม่ๆ
- เพ้อเจ้อ..เพราะมีความสุขในการวางแผนเที่ยว...เกิดการฝันกลางวันบ่อยๆ ทั้งที่ไม่ทรัพย์
ระวังโรคนี้จะลุกลามนะ
อยากไปเที่ยวเหมือนกันค่ะ เป็นเกือบทุกสิ่งอย่างที่พี่กล่าวมาค่ะ
ว่าแล้วก็อยากไปเที่ยวอีก แค่ได้วางแผน คิดจินตนาการยังแอบยิ้มได้เลยค่ะ
ขนาดแค่อ่านบันทึกนี้ ยังยิ้มคนเดียวได้เลยค่ะ มีความสุขกับทริปปีใหม่ไทยนะคะ
สวัสดีค่ะ