เสน่ห์อันชวนหลงรักในยามล่องเรือไปตามท้องน้ำยามค่ำคืนของแม่น้ำหอม คงไม่มีอะไรเกินไปกว่าการได้รับชมและรับฟังการแสดงดนตรีพื้นบ้านของชาวเวียดนามที่เรียกกันว่า “กาเว้”

 

ค่ำคืนแรกของการมาถึงเมืองเว้ของเวียดนาม  ผมไม่ใครได้ใส่ใจว่าต้องเข้าพักที่โรงแรมอะไร 
รู้แต่เพียงว่า  ตัวเองกำลังจดจ่ออยู่กับการอยากลงเรือเที่ยวท่องไปตาม “แม่น้ำหอม”

ด้วยความที่ไกด์ของเรายังหนุ่มแน่น  และอยู่ในห้วงการเรียนรู้ความเป็นศาสตร์และศิลป์ของไกด์  จึงมักชวนให้เราได้เพลินหลงไปกับมุกตลกอันแพรวพราวอยู่บ่อยครั้ง  จนบางทีก็หลงลืมที่จะให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสถานที่สำคัญๆ ไปบ้างเหมือนกัน

แต่สำหรับผมนั้น  ผมไม่ค่อยได้วิตกกังวลสักเท่าไหร่  เพราะก่อนหน้านี้  ผมก็เตรียมตัวมาบ้างแล้ว  โดยการพกพาหนังสือที่ว่าด้วยเวียดนามติดตัวมาด้วยสองถึงสามเล่ม  และแต่ละเล่มก็ซื้อเก็บไว้เมื่อหลายปีที่แล้ว  เลยทำให้ได้อ่านได้ค้นคว้ามาบ้างประปราย  จนสามารถปะติดปะต่อเรื่องราวต่างๆ ได้บ้าง   มิหนำซ้ำ ยังพลอยได้ทำหน้าที่เป็นไกด์สมัครเล่นให้กับคนใกล้ตัวไปด้วย

 

แม่น้ำหอม..(มองจากมุมของวัดนางฟ้า)

 

แม่น้ำหอม-ถือเป็นเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของเมืองเว้ไปแล้ว  เพราะไม่ว่าจะเป็นกลางวัน หรือกลางคืน เมื่อมาถึงเมืองเว้ ก็ต้องหาเวลามาล่องเรือชมแม่น้ำหอมนี้ให้จงได้  โดยมีเรือหัวมังกรที่ซึ่งเป็นเสมือนเพื่อนสนิทของแม่น้ำสายนี้ ทำหน้าที่เป็นพาหนะพาผู้มาเยือนล่องชมไปอย่างไม่ขวยเขิน

เกี่ยวกับที่มาที่ไปของชื่อแม่น้ำหอมนั้น  ไกด์หนุ่มหน้าทะเล้นเล่าให้ฟังในทำนองว่า  ด้วยความที่ว่าแม่น้ำสายนี้ไหลผ่านผืนดินและป่าเขามายาวไกล  โดยแต่ละห้วงแห่งมีแมกไม้สมุนไพรทั้งที่อยู่บนบกและใต้ผืนน้ำจำนวนมาก  ทำให้แม่น้ำถูกปรุงแต่งด้วยสมุนไพรจนมีกลิ่นหอมไปโดยปริยาย  จนในที่สุด ชาวเมืองจึงพร้อมใจกันเรียกชื่อแม่น้ำสายนี้ว่าแม่น้ำหอมสืบมาอย่างไม่รู้จบ 

 

 

ค่ำคืนของแม่น้ำหอมแห่งเมืองเว้เต็มไปด้วยแสงสีเฉกเช่นได้ยินมา 

สะพาน “คนจน”  ที่ทอดข้ามแม่น้ำหอมยังคงกะพริบพราวด้วยแสงไฟสีต่างๆ สลับกันไปมา  เรียกความสนใจจากผู้มาเยือนต่างถิ่นในลำเรือ ได้เป็นระยะๆ

เสน่ห์อันชวนหลงรักในการล่องเรือไปตามท้องน้ำยามค่ำคืนของแม่น้ำหอม  คงไม่มีอะไรเกินไปกว่าการได้รับชมและรับฟังการแสดงดนตรีพื้นบ้านของชาวเวียดนามที่เรียกกันว่า “กาเว้” 
(Ca Hue)
  อย่างแน่นอน  เพราะนั่นคือธรรมเนียมของการรับแขกบ้านแขกเมืองของคนที่นี่

กาเว้ เป็นการบรรเลงดนตรีเพียงไม่กี่ชิ้น มีนักร้องชายและนักร้องหญิงมายืนขับเปล่งเพลงพื้นบ้านด้วยเสียงใสๆ สดๆ เคล้าคลอไปกับเสียงดนตรีเพียงไม่กี่ชิ้นโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเครื่องเสียงให้รกรำคาญหู 

และเพลงแต่ละเพลง ก็ล้วนมีเนื้อหาที่บอกเล่าถึงเรื่องราววิถีชีวิตของชาวเว้และความเป็นชาติอย่างน่ายกย่อง



 

จะว่าไปแล้ว เสน่ห์ของการล่องเรือยามค่ำคืนในแม่น้ำหอมเช่นนี้  คงปฏิเสธไม่ได้ว่ากาเว้ คือสัญลักษณ์หนึ่งในการการล่องเรือประจำบ้านเมืองไปแล้วก็ว่าได้  ภายใต้ค่ำคืนที่ท้องฟ้าแต้มประดับด้วยหมู่ดาว  การได้นั่งฟังการขับร้องเพลงเช่นนี้  ถือเป็นความรื่นรมย์อันเรียบง่ายและงดงามอย่างแทบไม่น่าเชื่อ

สำหรับผมแล้ว,  ผมชื่นชอบการร้องเพลงด้วยเสียงสดๆ ใสๆ เช่นนี้เป็นที่สุด  เพราะดูเป็นธรรมชาติมาก-ได้สัมผัสเส้นเสียงและพลังเสียงของนักร้องอย่างน่าทึ่ง  และยิ่งเห็นการ “รัวถ้วยน้ำชา” เป็นเสียงดนตรีกังวานใสคลอเคล้าไปกับเสียงขลุ่ยเสียงพิณ ยิ่งรู้สึกได้ว่า นั่นคือ ศิลปะแห่งดนตรีที่ไร้การปรุงแต่งโดยแท้ 
       - คล้ายกับตัวเองกำลังนั่งฟังหมอลำที่กำลังขับขานทำนองหยอกเอินไปกับเสียงแคนที่บ้านเกิดอันปราศจากเครื่องเสียงแห่งยุคสมัย...

 

 

หรืออีกนัยหนึ่ง การร้องเพลงเช่นนี้ ก็ชวนให้ผมหวนคิดถึงนักร้องลูกทุ่งที่เมืองไทยบางท่านที่ร้องเพลงสดๆ ด้วยน้ำเสียงคุณภาพ โดยไม่จำเป็นต้องมีดนตรีประกอบ  ก็มีพลังมากพอที่จะตรึงใจให้เราหลุดลอยไปสู่ภวังค์นั้นอย่างไม่ยากเย็น 
       -มันคือความงามและความยิ่งใหญ่อันบริสุทธิ์ของศิลปะที่มนุษย์รังสรรค์ขึ้นมาได้อย่างเหลือเชื่อ

เฉกเช่นเดียวกันนั้น  สิ่งหนึ่งที่ผมอดที่จะชื่นชมไม่แพ้ดนตรีและเสียงร้องกาเว้ไม่ได้เลยก็คือการแต่งกายของนักร้องในชุดประจำชาติที่มีชื่อว่า “เอ๋าหย่าย”  ยิ่งดูก็ยิ่งมีเสน่ห์  ยิ่งหากคนใส่เป็นคนเอวบางร่างน้อย  เนื้อผ้าอันบางพลิ้วรัดรูปภายใต้แสง
วิบวาววามของค่ำคืนแห่งท้องน้ำ  ยิ่งฉายให้เห็นความงามในอีกมิติอย่างไม่ต้องสงสัย

และสิ่งเหล่านี้  ล้วนคือเสน่ห์ที่ร้อยรัดเป็นสัญลักษณ์คู่กับกาเว้ในแม่น้ำหอมไปแล้วทั้งนั้น  หากล่องเรือแล้วไม่มีสาวงามในชุดเอ๋าหย่ายมาขับขานเพลงด้วยความไพเราะเพราะพริ้งเช่นนี้ ก็ประหนึ่งมาไม่ถึงแม่น้ำหอมแห่งเมืองเว้-

 


นักร้องในชุดเอ๋าหย่าย

 

เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวนี้  ไกด์ในกลุ่มเราอธิบายให้ฟังว่า  บรรดานักร้องและนักดนตรีนั้น  ส่วนใหญ่ล้วนเป็นครูในทางดนตรีกันทั้งนั้น  กลางวันสอนหนังสือหนังหาตามโรงเรียน ตกเย็นก็มาลงเรือร่ายรำดนตรีและเสียงเพลงอย่างที่เห็น เป็นการสร้างรายได้พิเศษให้กับตัวเอง 
        - และรายได้ที่ว่านั้น ยังถือว่าเป็นการสร้างรายได้ในทางการท่องเที่ยวให้กับบ้านเมืองไปในตัว

        จนในที่สุด  เมื่อการแสดงดนตรีกาเว้ยุติลง  เราทุกคนก็ได้รับการเชิญชวนให้ร่วมลอยกระทงในแม่น้ำหอม  เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าได้มาถึงแม่น้ำสายนี้แล้ว  อันเป็นธรรมเนียมที่จัดเตรียมเป็นพิเศษไว้สำหรับคนไทยที่ล่องเรือในแม่น้ำสายนี้ในทุกๆ ฤดูกาลของการมาเที่ยวชม

       

        อย่างไรก็เถอะ  ความงดงามของท้องน้ำในเมืองเว้ คลอเคล้าเสียงดนตรีและเสียงขับขานบทเพลงอันสวยใสของนักร้องในชุดเอ๋าหย่ายในเรือมังกรนั้น  ก็หาใช่จะชักพาให้ผมหลงลืมเสน่ห์แห่งแม่น้ำในผืนแผ่นดินที่ราบสูงของตัวเองเสียทั้งหมด

        ผมคิดถึงแม่น้ำปาว ...และเขื่อนลำปาวที่บ้านเกิด ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกเรียกขานว่าเป็นเขื่อนดินที่ยาวที่สุดในประเทศไทย

        ผมคิดถึงแม่น้ำชีที่ไหลเรื่อยมาจากชัยภูมิ ผ่านจังหวัดต่างๆ ในภาคอีสานอย่างมากมาย เป็นสายโลหิตหนึ่งของคนมหาสารคามที่พลอยให้ได้จับปลาจับกุ้งกันมาหลายตาปี  และพลอยให้มหาวิทยาลัยกับชาวบ้านได้จัดไหลเรือไฟในเทศกาลออกพรรษาอย่างวิจิตรงาม

        ผมคิดถึงแม่น้ำมูล สายโลหิตใหญ่ของอีสานที่ไม่เคยร้างตำนานเพลงชีวิต  ถึงแม้เขื่อนจะก่อเกิดขึ้นมาแทรกทับก็เถอะ  แต่แม่น้ำมูลก็ยังเป็นทรัพย์มรดกที่บรรพชนได้มอบให้ลูกหลานทั้งหลายได้พึ่งพิงอย่างมหัศจรรย์

        และที่สำคัญที่สุด  ผมคิดถึง “แม่น้ำสงคราม”  ที่ทอดผ่านจังหวัดสกลนคร  นครพนม หนองคาย อุดรธานี  อันเป็นอู่ข้าวอู่น้ำและแหล่งผลิต “ปลาแดก” และ “เกลือ”  ชั้นดีของคนอีสาน  รวมถึงบริบทแห่ง “ป่าบุ่งทาม” ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวชวนขุดค้น  เพราะบุ่งทามเป็นเสมือน “ซุปเปอร์มาเก็ต” ของคนอีสานเลยทีเดียว

        ครั้งหนึ่งผมเคยได้ไปฝังตัวใช้ชีวิตอยู่ในลุ่มน้ำสงครามแถวจังหวัดนครพนมยาวนานร่วมเดือน  จนหลงรักและผูกพันราวกับผมเกิดและโตในแม่น้ำสงครามเลยก็ว่าได้

        ครั้งนั้น, ชาวบ้านเล่าให้ฟังว่า แม่น้ำสงคราม เดิมเรียกว่า “สีสมคาม”  เพราะลุ่มน้ำสายนี้เต็มไปด้วย “ต้นคราม”  ขึ้นเต็มไปหมด  ยิ่งพอถึงหน้าแล้ง แม่น้ำสายนี้ก็ยิ่งดูสวยใสเป็นสีครามอย่างชัดเจน  ต่อมาจึงเรียกเพี้ยน (หรือรัฐจงใจ) เป็นชื่อว่า “ศรีสงคราม”  นั่นเอง

 

 

        หรืออีกตำนานหนึ่งที่แม่เคยเล่าให้ฟังว่า ... 

        “นานมาแล้ว มีสาวงามชื่อสุมณฑาผู้เป็นน้องสาวของพระยาขอม  เกิดอาการร้อนเนื้อร้อนตัว เลยออกไปพักผ่อนในป่า และในช่วงที่นอนหลับนั้น  บังเอิญยักษ์กุมภัณฑ์มาพบเข้า  เกิดอาการหลงรักแรกพบ จึงอุ้มนางไปยังถ้ำแห่งหนึ่ง  เมื่อพระยาขอมรู้ข่าวจึงส่งบรรดาพระราชบุตรออกตามหา  เมื่อพบเจอก็ทำสงครามรบพุ่งกันอย่างยิ่งใหญ่และยาวนาน  มีการทำสงครามทั้งบนภูเขาและผืนดินจนเกิดเป็นร่องน้ำ และร่องน้ำที่ว่านั้น ก็กลายมาเป็นแม่น้ำสงครามในที่สุด...” 

        นี่คืออีกหนึ่งความรู้สึกของผมที่เกิดจากการเรียนรู้ในต่างแดน  พบเห็นความแปลกใหม่ที่ตื่นตาและงดงาม  แต่สิ่งเหล่านั้น  ก็ไม่สามารถพรากเอาความงดงามของบ้านเกิดเมืองนอนให้จากหายไปจากตัวผมเลยแม้แต่น้อยนิด

        ตรงกันข้าม กลับสะกิดให้ถามตัวเองอย่างหนักหน่วงในทำนองว่า ...ผมรู้และลืมอะไรที่บ้านเกิดของตัวเองไปบ้างแล้ว ?