เป็นท่านที่ ๓ ที่ผมนำมาลงบันทึกเพื่อร่วมยกย่องนักวิจัยเด่น

 

รองศาสตราจารย์ ดร.พรศักดิ์ ศรีอมรศักดิ์
ภาควิชาเทคโนโลยีเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
เรื่อง เพกติน นวัตกรรมใหม่ ระบบนำส่งยายึดติดเยื่อเมือก  

 

1.   ประวัติส่วนตัว  
          รองศาสตราจารย์ ดร.พรศักดิ์ ศรีอมรศักดิ์ จบการศึกษาระดับปริญญาตรี (เกียรตินิยม) และปริญญาโท สาขาวิชาเภสัชศาสตร์ จากคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในปี พ.ศ. 2537 และ 2539 ตามลำดับ และปริญญาเอกสาขาวิชา Pharmaceutics จาก Charles Sturt University ประเทศออสเตรเลีย ในปี พ.ศ. 2545  ได้รับรางวัลเกี่ยวข้องกับงานวิจัย เช่น Nagai Award Thailand 2002 for Research จาก Nagai Foundation Tokyo ประเทศญี่ปุ่น รางวัลนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ประจำปี พ.ศ. 2547 รางวัลนักวิจัยรุ่นใหม่ดีเด่น สกว.-สกอ. พ.ศ. 2547 รางวัลสภาวิจัยแห่งชาติ (รางวัลผลงานวิจัย) พ.ศ. 2548 รางวัลผลงานวิจัยดี พ.ศ. 2548 และรางวัลผลงานวิจัยดีเด่น พ.ศ. 2552 จากมหาวิทยาลัยศิลปากร และรางวัล TRF-CHE-Scopus Researcher Award 2009 เป็นต้น


          ทุนวิจัยจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยที่ได้รับ ได้แก่ ทุนพัฒนาศักยภาพในการทำงานวิจัยของอาจารย์รุ่นใหม่ พ.ศ. 2546 ทุนเพิ่มขีดความสามารถด้านการวิจัยของอาจารย์รุ่นกลางในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. 2548 ทุนวิจัยเชิงวิชาการเพื่อภาคอุตสาหกรรม “โครงการการสร้างกำลังคนเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรม" พ.ศ. 2550 ทุนวิจัยและพัฒนาในชุดโครงการสมุนไพรเพื่อคุณภาพชีวิต ฝ่ายเกษตร พ.ศ. 2549 และ 2551

2.   ผลงานวิจัยโดยสรุป
          ระบบนำส่งยาชนิดยึดติดเยื่อเมือกในทางเดินอาหารถูกพัฒนาขึ้นเพื่อทำให้ยาอยู่ในทางเดินอาหารยาวนานขึ้น ช่วยเพิ่มความเข้มข้นของยาในบริเวณเฉพาะที่หรือเพิ่มการดูดซึมยาเข้าสู่กระแสเลือด โดยใช้หลักการเพิ่มระยะเวลาการสัมผัสของระบบนำส่งยากับเนื้อเยื่อในทางเดินอาหารซึ่งต้องอาศัยสารที่มีสมบัติยึดติดเยื่อเมือกได้ งานวิจัยนี้ทำการศึกษาสมบัติการยึดติดเยื่อเมือกของเพกตินชนิดต่างๆ โดยใช้วิธีการทดสอบเบื้องต้นกับเนื้อเยื่อสัตว์ทดลองแบบภายนอกร่างกาย และศึกษาเชิงลึกเกี่ยวกับกลไกการยึดติดเยื่อเมือกของเพกตินตามทฤษฎีต่างๆ ได้แก่ ทฤษฎีการแยก ทฤษฎีการแพร่  ทฤษฎีการเปียก ทฤษฎีการดูดซับ และทฤษฎีแรงทางไฟฟ้า รวมทั้งออกแบบและประเมินผลรูปแบบยาชนิดยึดติดเยื่อเมือกที่ใช้เพกตินเป็นส่วนประกอบ เช่น แผ่นแปะยึดติดเนื้อเยื่อในช่องปากสำหรับนำส่งยาผ่านชั้นเมือก และระบบนำส่งยาชนิดสารประกอบเชิงซ้อนของเพกตินและไลโปโซม ซึ่งระบบนำส่งยาที่เตรียมขึ้นสามารถยึดติดในทางเดินอาหารของหนูทดลองได้ดี ผลการศึกษาทางเภสัชวิทยาแสดงให้เห็นว่าระบบนำส่งยาดังกล่าวช่วยให้ตัวยาออกฤทธิ์ได้ดีกว่าตัวยาเดี่ยว โดยเมื่อให้สารประกอบเชิงซ้อนที่มียาแคลซิโทนินในหนูทดลอง พบว่าระดับแคลเซียมในกระแสเลือดลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับการให้แคลซิโทนินในรูปสารละลาย การเลือกชนิดของเพกตินที่เหมาะสมช่วยให้รูปแบบยาสามารถยึดติดเยื่อเมือกในบริเวณที่ต้องการให้มีการดูดซึมยาได้ (ผลงานวิจัยดังกล่าวได้เผยแพร่สู่วงการวิชาการและสาธารณชนทั้งในและต่างประเทศ โดยตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ จำนวน 8 เรื่อง การเสนอผลงานในการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ 5 ครั้ง และในประเทศ 9 ครั้ง)

3. ปัจจัยส่งเสริมให้งานวิจัยประสบความสำเร็จ
          ส่วนหนึ่งที่ทำให้งานวิจัยชิ้นนี้ประสบความสำเร็จ ต้องขอขอบคุณผู้ร่วมวิจัย ดร. ณฐยา วัฒนากร และสมาชิกในกลุ่มวิจัย Pharmaceutical Biopolymer Group (PBiG) ซึ่งได้ช่วยแสดงความคิดเห็นและอภิปรายผลการวิจัยตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ดำเนินการวิจัย และคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ในการสนับสนุนการวิจัยครั้งนี้ รวมถึง รศ. ดร.สาธิต พุทธิพิพัฒน์ขจร และ         รศ. ดร.ศรีสกุล สังข์ทองจีน ที่ให้คำแนะนำในการดำเนินการวิจัยครั้งนี้จนประสบผลสำเร็จ

4. ประโยชน์ของงานวิจัย
          ผลงานวิจัยนี้สามารถเตรียมระบบนำส่งยาหรือรูปแบบยาใหม่ซึ่งสามารถยืดระยะคงอยู่ในทางเดินอาหารได้โดยการยึดติดเยื่อเมือกในทางเดินอาหาร ทำให้ช่วยเพิ่มความเข้มข้นของยาในบริเวณเฉพาะที่หรือเพิ่มการดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด เพื่อประโยชน์ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาและลดปริมาณและความถี่ในการใช้ยา โดยเฉพาะยาที่มีปัญหาในเรื่องการดูดซึม และในบางกรณียังสามารถควบคุมระดับยาในเลือดให้มีความสม่ำเสมอได้ด้วย นอกจากนั้นเทคนิคในการเตรียมรูปแบบยาสามารถพัฒนาให้ใช้งานได้จริงในระดับอุตสาหกรรม งานวิจัยนี้ใช้สารจากธรรมชาติที่มีอยู่ในประเทศ ราคาไม่แพง และมีความปลอดภัยสูง ทำให้เชื่อได้ว่าเทคนิคที่พัฒนาขึ้นมีแนวโน้มที่จะนำไปใช้ได้จริงในอุตสาหกรรมผลิตยาในประเทศ

 

วิจารณ์ พานิช
๕ พ.ย. ๕๒
       
         
                     


 

รองศาสตราจารย์ ดร.พรศักดิ์ ศรีอมรศักดิ์ เข้ารับรางวัลฯ